“ข้าต้องลองทดสอบเคล็ดวิชาอ่านใจเสียหน่อย เช่นนั้นวันนี้หมดเวลาฝึกแล้ว ข้าขอตัวกลับตำหนักเหยาซงก่อนนะเ้าคะ” ิเยว่ค้อมตัวลงแล้วรีบเดินจากไปพร้อมความมุ่งมั่น
“เดี๋ยวก่อน”
“เ้าคะ” นางหันกลับมาพลางทำตาแป๋ว ก่อนตงหยางจะอึกอัก รู้เพียงแค่อยากรั้งนางไว้ ทว่าไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“กลับไปแล้ว เ้าต้องกินอาหารให้มาก นอนพักให้เพียงพอ” คำพูดของเขาแสดงถึงความเป็ห่วงด้วยความจริงใจ ทำให้สายตาของิเยว่ส่อประกายมีความหมายออกมา แล้วย่อตัวลงน้อมรับ
“ิเยว่จะปฏิบัติตามอย่างดีเ้าค่ะ” นางส่งยิ้มหวานทิ้งท้าย ก่อนจะหายลับไป พร้อมรอยยิ้มของตงหยางเผยออกมากับกิริยาน่าเอ็นดูของนาง
สองเท้าของิเยว่ เดินมาตามทางเรื่อย ๆ พร้อมสังเกตดอกไม้พิษที่ขึ้นอยู่ไม่ห่างนัก นางค่อย ๆ ย่อตัวลงแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อพินิจดอกไม้พิษเ่าั้ ก่อนเสียงปริศนาจะดังขึ้นจากด้านหลัง
“ดอกไม้พิษ เป็ดอกไม้ประจำเผ่ามาร” ิเยว่หันไปยังต้นเสียงพบกับไป่เอ๋อยืนอยู่ไม่ห่างนัก ก่อนนางจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วส่งยิ้มให้อีกฝ่าย
“เป็ท่านเองหรอกเหรอ” ไป่เอ๋อเลื่อนสายตาไปยังดอกไม้พิษแล้วพูดขึ้น
“แม้ดอกไม้พิษจะมีโทษอยู่มาก แต่ข้อดีของมันคือมีกลิ่นหอมตลอดทั้งวันทั้งคืน หากไม่เข้าไปวุ่นวาย ไปก่อกวน ไปจับต้อง ดอกไม้พิษก็จะเป็ดอกไม้ที่งดงามไม่เป็อันตรายต่อผู้ใด ทว่าหากทำตรงข้าม ดอกไม้พิษก็จะแสดงความร้ายกาจออกมาจนผู้ที่ก้าวล่วงอาจถึงแก่ชีวิต” ไป่เอ๋อพูดจบ จึงเบี่ยงตัวมุ่งตรงไปยังตำหนักไท่จูพร้อมบริวารเดินตามหลังอีกสามสี่คน
“ไป่เอ๋อผู้นี้ กำลังพูดเป็นัยคล้ายข่มขู่ข้า” ิเยว่สัดส่ายดวงตาไปมา แล้วละความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปในที่สุด ก่อนหันตัวกลับไปยังตำหนักเหยาซงที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากนี้มากนัก
เสียงฝีเท้าของไป่เอ๋อเดินเข้าไปน้อมกายลงเคารพประมุขตงหยาง ก่อนเขาจะวางมือจากตำราแล้วเงยหน้าขึ้น
“เ้ามาหาข้ามีอะไรงั้นเหรอ” สุรเสียงนุ่มลึกเอ่ยถาม ก่อนไป่เอ๋อจะถอนหายใจแล้วพูดขึ้น
“ตอนนี้เทพธิดาจางซินไม่รู้คิดอะไรอยู่ นางสั่งให้คนของข้าออกจากตำหนักเหมย และตำหนักเหยาซงจนหมด ทำคล้ายกับไม่ไว้ใจเผ่ามารของเรา” ตงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้ววางตำราในมือลง
“เ้าหมายถึง นางไม่้าคนคอยรับใช้ดูแลงั้นเหรอ” ไป่เอ๋อพยักหน้าแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“การกระทำของนาง เป็การไม่ไว้หน้าข้าแม้แต่น้อย เอาเข้าจริง ข้ารู้สึกไม่พอใจอยู่มาก แต่เพราะเห็นแก่ประมุข ข้าจึงไม่คิดเอาความ”
“แล้วิเยว่ว่ายังไง” เขาถามถึงธิดาเผ่าวิหคในทันที ก่อนไป่เอ๋อจะถอนหายใจแล้วพูดขึ้น
“นางจะว่าไงได้ ข้าคิดว่านางเห็นดีเห็นงามกับเทพธิดาจางซิน ยอมอยู่ตำหนักเหยาซงเพียงลำพัง ไม่มีสาวใช้แม้เพียงผู้เดียว” ตงหยางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เช่นนั้น ข้าจะไปเผ่าเทพ นำเซียนรับใช้ของเทพธิดาจางซินมา พวกนางจะสบายใจขึ้น” ไป่เอ๋อหันขวับกลับไปยังประมุขตงหยางทันที
“เหตุใดต้องทำเช่นนั้นเ้าคะ แค่พวกนางไม่ยอมรับคนของเผ่ามาร พวกนางก็หยามเผ่ามารเกินไปแล้ว เหตุใดประมุขต้องยอมพวกนางเพียงนั้นด้วยเ้าคะ ที่ข้ามาบอกท่านก็เพื่อให้ท่านได้เห็นว่าพวกนางคิดเช่นไรกับเผ่ามาร” ไป่เอ๋อพูดด้วยความน้อยใจ ก่อนตงหยางจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าไม่สนใจว่าพวกนางจะคิดยังไงกับเผ่ามาร สิ่งที่ข้าสนใจ คือทำทุกอย่างให้พลังิญญาของิเยว่เปิดออก ทุกสรรพชีวิตต้องพึ่งพานาง และการที่ข้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อส่วนรวม หากตำหนักเหยาซงไม่มีสาวใช้ดูแลนาง แล้วจะให้นางใช้ชีวิตอย่างไรตามลำพัง”
“การที่ตำหนักเหยาซงไม่มีคนดูแล หาใช่ความผิดเผ่ามารเ้าค่ะ”
“ไป่เอ๋อ เ้าอย่าคิดแคบเช่นนั้น ที่ิเยว่ ยอมออกจากเผ่าวิหค ยอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อสรรพชีวิตเบื้องหน้า เป็การเสียสละที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ข้าทำเพื่อนางเท่านี้ไม่เกินไปนักหรอก อะไรที่ทำให้นางสบายใจก็ควรเป็หน้าที่ของเผ่ามารมิใช่เหรอ” ไป่เอ๋อได้ยินดังนั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออก นางทอดสายตามไปยังชายหนุ่มตรงหน้าแล้วพูดขึ้น
“เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่ท่านประมุขเถิดเ้าค่ะ” หญิงสาวน้อมกายแล้วเดินกลับตำหนักในทันทีด้วยความคับแค้นใจอย่างถึงที่สุด
ิเยว่เดินกลับเข้ามายังตำหนักเหยาซงก่อนชะงักนิ่งเมื่อเห็นเทพธิดาจางซินนั่งรินชาอยู่อย่างใจเย็น
“เทพธิดาจางซิน” นางค้อมตัวลงอย่างอ่อนน้อมแล้วพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ท่านมาหาข้า มีสิ่งใดเหรอเ้าคะ” จางซินยิ้มแล้วยกชาขึ้นดื่มอย่างง่าย ๆ
“ข้ารู้สึกว่าเผ่ามารน่าเบื่อ ไม่มีอะไรสนุกเหมือนเผ่าเทพเลย” ิเยว่เอียงศีรษะเล็กน้อยพลันหวนคิดทบทวนอย่างเงียบ ๆ
“วันนี้เทพธิดาจางซินดูแปลกไป ปกตินางไม่ใคร่ชอบหน้าข้าเท่าใดนัก ทว่าวันนี้นางยิ้มและพูดดีด้วย มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ข้าต้องระวังนางให้มากเหมือนที่เทพฉางจือเคยเตือน” หญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าไปแล้วย่อตัวลงนั่ง
“หากที่เผ่ามารไม่อะไรมีสนุกเหมือนเผ่าเทพ ท่านสามารถกลับไปเผ่าเทพได้ตลอดเวลา เหตุใดจึงมานั่งเหงาอยู่คนเดียวเช่นนี้เ้าคะ” ก่อนจางซินจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เ้าอยากให้ข้าอยู่ห่างประมุขตงหยางงั้นเหรอ เสียใจด้วยนะิเยว่ ข้าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก ข้าลงทุนเอาชีวิตเ้าเป็เดิมพัน กว่าจะได้มาอยู่ที่เผ่ามาร ได้ใกล้ชิดกับประมุขตงหยางถึงเพียงนี้ ข้าไม่ทำอะไรโง่ ๆ เช่นนั้นหรอก ต่อให้เหงาสักเพียงใด ข้าก็จะอดทนอยู่ที่นี่” จางซินพูดแล้วยกชาขึ้นดื่ม ท่ามกลางสายตาไหวระริกของิเยว่ ทอดมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมา
“จริงสิ ตอนนี้ข้าสำเร็จเคล็ดวิชาอ่านใจแล้ว ข้าควรลองอ่านใจของเทพธิดาจางซินดูว่าแท้จริงแล้ว นางคิดร้ายต่อข้าจริงหรือไม่ เป็การทบทวนเคล็ดวิชาที่สำเร็จมาอีกทางหนึ่ง” ิเยว่นึกได้ดังนั้นจึงปล่อยยิ้มกว้างออกมาอย่างมีแผนการ
“เ้ายิ้มอะไร” จางซินเอ่ยถามก่อนิเยว่จะหุบยิ้มในทันที
“อ่อ เปล่าเ้าค่ะ ข้าแค่คิดอะไรเพลิน ๆ เท่านั้นเอง” จางซินส่ายศีรษะไปมาให้กับความเป็เด็กน้อยของิเยว่ พลันยกชาขึ้นดื่มช้า ๆ เพื่อคลายความโดดเดี่ยว
ิเยว่เลื่อนมองมือของเทพธิดาจางซินแล้วนึกเงียบ ๆ อีกครั้ง
“แต่การจะใช้เคล็ดวิชาอ่านใจ ข้าจำต้องจับมือนางไว้ เพื่อเคลื่อนพลังเข้าสู่จิตสำนึกของนาง แต่ข้าจะจับมือนางได้อย่างไร” ิเยว่นิ่งเงียบพร้อมจับจ้องมองมือของอีกฝ่ายครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
