ตอนนั้นที่ติงเหว่ยพาทหาราเ็เหล่านี้กลับมาด้วยเพราะว่า ประการแรก ด้วยการที่กองทัพใหญ่ยกทัพไป พวกเขาจะไม่มีใครดูแลาแ และพอดีว่าสตรีและเด็กในโรงงานว่างงานอยู่จึงสามารถช่วยดูแลได้ ประการที่สองคือทหาราเ็เหล่านี้ในอนาคตอาจต้องกลับบ้านเกิด หรืออาจถูกส่งไปทำงานซ่อมถนนในหมู่บ้าน ทำงานในโรงงาน หรือส่งจดหมายแทนคนในหมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรู้หนังสือ ด้วยเหตุนี้ใน่ฤดูหนาวที่เงียบเหงาและมีชั้นเรียนสอนหนังสือในบ้าน ติงเหว่ยจึงพาพวกเขามาเรียนด้วย
ใน่เวลาที่ผ่านมาทหาราเ็เหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่ด้วยความรู้สึกสบายใจ เ้าบ้านใจดีมีเมตตา ชาวบ้านก็ต้อนรับด้วยความอบอุ่น จนพวกเขารู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ดังนั้นหลายคนจึงไม่อยากกลับไปยังค่ายทหารที่ว่างเปล่าในเมือง ดังนั้นจึงมีคนเสนอให้พวกเขาอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อฉลองตรุษจีน ติงเหว่ยไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภัยอันตรายจะเกิดขึ้นจากที่ใด นางจึงครุ่นคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น และทำให้ทหาราเ็เหล่านี้ซึ่งหนีรอดจากสนามรบมาแล้วกลับต้องเสียชีวิตอีกครั้ง คงจะผิดต่อพวกเขาเกินไป ดังนั้นนางจึงไปเยี่ยมกระโจมทหาราเ็ด้วยตนเองและเกลี้ยกล่อมพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะี้เีไม่อยากเคลื่อนย้าย แต่เมื่อเห็นนางมาพูดจาเช่นนี้ก็ยอมทำตามทันที
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เสียเวลาไปอีกสักพัก เมื่อทุกคนออกเดินทางก็เป็ยามเซิน [1] แล้ว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง แต่โชคดีที่ที่ว่าการอยู่ใกล้ๆ จึงไม่มีใครใส่ใจเส้นทางนี้นัก
แต่โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝัน และในระยะทางที่ใกล้แค่นี้ ภัยอันตรายก็คืบคลานเข้ามา!!
ลมเหนือพัดกระหน่ำ พัดพาเกล็ดหิมะจากข้างทางมากระแทกหน้าต่างรถม้าอย่างแรง ติงเหว่ยซึ่งอยู่ในรถม้ากำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์และพูดคุยกับเฉิงเหนียงจื่อ ในครั้งนี้เดิมทีตั้งใจจะพาเฉิงต้าโหยวเข้าเมืองมาด้วยกัน แต่เขายืนกรานที่จะอยู่ดูแลไร่ เพราะไม่อยากทิ้งงานบ้าน และยังอยากสอนเด็กๆ ให้รู้หนังสืออีกด้วย ในบรรดาเด็กๆ หลายสิบคนก็มีอยู่หลายคนที่ฉลาดและมีพร์จริงๆ
ติงเหว่ยก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกวันนี้ผู้ดูแลเฉิงทำตัวเหมือนอาจารย์จริงๆ พรุ่งนี้อย่าลืมเตือนข้าให้ซื้อพู่กันและหมึกส่งกลับไปที่ไร่ด้วย”
เฉิงเหนียงจื่อก็ยิ้มตอบ “นั่นสิเ้าคะ ทุกวันเขาก็หมกมุ่นกับเื่นี้จนพูดละเมอออกมาเป็บทกวีพันตัวอักษรเลยเ้าค่ะ”
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยหยอกล้อกันอยู่ แต่อวิ๋นอิ่งที่นั่งอยู่ท้ายรถพลันหันหลังกลับมาแล้วเปิดประตูรถอย่างแรง ลมหนาวพัดเข้ามาในรถม้า ทำให้ทุกคนหนาวจนตัวสั่น
เฉิงเหนียงจื่อรีบเบี่ยงตัวปกป้องคุณชายน้อยโดยสัญชาตญาณทันที ยังไม่ทันได้ถามอะไร เ้าซานเจียงก็ขี่ม้ามาที่ด้านหน้ารถแล้วะโเสียงดังว่า “แม่นาง มีเหล่าชายชุดดำมาขวางทางด้านหน้า เกรงว่าคงไม่ใช่เื่ดี! แม่นางนั่งให้มั่น หากเกิดอะไรขึ้น พวกเราจะสู้จนตายเพื่อปกป้องให้แม่นางเข้าเมืองให้ได้!”
พูดจบเขาก็หมุนม้าหันกลับไปยังแนวหน้าของขบวน
ติงเหว่ยรู้สึกใจเต้นไม่เป็ระส่ำ นางรีบชะโงกหน้าออกไปมองข้างหน้า แม้ฟ้าจะมืดสลัวแต่นางก็ยังเห็นเหล่าชายชุดดำที่กำลังขี่ม้ามุ่งหน้ามานั้นสวมเสื้อคลุมสีดำ และกำลังยกดาบที่ส่องประกายแวววับขึ้นสูง!
“อวิ๋นอิ่ง!” สีหน้าของติงเหว่ยซีดเผือดทันที นางคว้าตะกร้าแล้วผูกตัวอันเกอเอ๋อร์ที่ยังไม่รู้เื่อะไรไว้บนหลังของอวิ๋นอิ่ง “รีบไปเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องปกป้องอันเกอเอ๋อร์ให้ดี!”
“แม่นาง!” แม้ว่าอวิ๋นอิ่งจะเคยผ่านเหตุการณ์อันตรายมามากมาย แต่ในขณะนี้ก็ยังใจนทำอะไรไม่ถูก นางใช้มือข้างหนึ่งคอยประคองอันเกอเอ๋อร์ที่ดิ้นพล่านไปมา อีกข้างหนึ่งก็คว้าตัวติงเหว่ยไว้โดยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
“ไม่ต้องห่วงข้า!”
ติงเหว่ยหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ทหารสองร้อยนายของนางกำลังต่อสู้กับเหล่าชายชุดดำอย่างดุเดือด แต่การต่อสู้บนหลังม้ากับบนพื้นราบนั้นไม่เท่าเทียมกันเลย อีกทั้งยังเป็การจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ทหารสองร้อยนายของนางอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด หลายคนถูกฟันล้มลง เืเนื้อกระจายไปทั่ว เสียงกรีดร้องดังสนั่น ในเวลาอันสั้น ขบวนม้าก็กลายเป็นรกบนดิน
เดิมทีทหาราเ็หลายสิบนายที่นั่งอยู่ในรถม้าก็พากันะโออกมาเพื่อช่วย แต่โชคร้ายที่พวกเขามีาแอยู่แล้ว ทำให้แค่เผชิญหน้ากับศัตรูก็ถูกฟันล้มลงบนพื้น
ในตอนนี้ติงเหว่ยรู้สึกเสียใจจนแทบอยากจะชนกำแพงตาย หากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ นางคงไม่พาทหาราเ็เหล่านี้ออกจากไร่ ความหวังดีของนางกลับกลายเป็สิ่งที่นำพวกเขาไปสู่เส้นทางแห่งความตายอีกครั้ง!
เ้าซานเจียงถือหอกยาวในมือ พยายามต้านทานการโจมตีทั้งสองฝั่งซ้ายขวาอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่ามาก เขารู้ดีว่าวันนี้สถานการณ์ไม่สู้ดีและรู้สึกกระวนกระวายจนเืขึ้นหน้า เขาต่อสู้ถอยร่นไปใกล้กับรถม้า แล้วะโเสียงดังว่า “พวกเรา ปกป้องรถม้าให้ฝ่าออกไปให้ได้! ถึงจะต้องตายก็ต้องปกป้องแม่นางติงให้ได้! ตอนนี้มีคนไปแจ้งข่าวที่เมืองแล้วอีกเดี๋ยวทหารกองหนุนจะมาแล้ว!”
เหล่าทหารที่ถูกโจมตีจนกระจัดกระจายได้ยินคำพูดนี้ก็รวมตัวกันสู้เต็มกำลัง พร้ะโกนด่าทอว่า “ไอ้พวกบัดซบ พวกข้าจะสู้กับพวกเ้าให้ตายกันไปข้าง!”
“สู้ให้เต็มที่! ต่อให้ต้องตายก็ต้องปกป้องแม่นางติงเอาไว้!”
ทันใดนั้นเ้าซานเจียงและเหล่าทหารกล้าทั้งหลายก็มีขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้น แต่ชายชุดดำเ่าั้กลับไม่รู้ว่ามาจากไหน แถมยังได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ดาบยาวในมือฟาดฟันไปทั่ว แทบทุกครั้งที่ฟาดฟันจะต้องมีใครสักคนที่ได้รับาเ็
ติงเหว่ยที่จับขอบหน้าต่างรถม้าด้วยมือที่ซีดเผือด นางมองไปยังอัศวินเสื้อคลุมดำที่ยืนอยู่นอกวงล้อมการต่อสู้ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงรู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้คือหัวหน้าของชายชุดดำเหล่านี้ และเขามาเพื่อตามล่าตัวนาง…
“อวิ๋นอิ่ง! เ้ารีบควบม้าไปในเมือง วิ่งไปไม่ต้องหยุด ไม่ต้องห่วงข้า! หากข้าเป็อะไรไปบอกนายน้อยให้ช่วยเลี้ยงดูอันเกอเอ๋อร์จนเติบใหญ่ ข้าจะขอบคุณเขาจากใต้หล้า”
ติงเหว่ยพูดจบก็ฉีกกระโปรงของนางแล้วะโลงจากรถม้า ข้างรถมีม้าตัวหนึ่งยืนอยู่พอดี ทหารบนหลังม้าตัวนั้นล้มลงไปด้านข้างแล้วไม่รู้ว่าเป็หรือตาย ไม่รู้ว่านางเอาพละกำลังมาจากไหน พลิกตัวขึ้นหลังม้าและดึงสายบังเหียน นางหันกลับมามองลูกชายในรถม้าอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะควบม้าวิ่งออกไปทันที!
อาจเพราะความผูกพันระหว่างสองแม่ลูก อันเกอเอ๋อร์ที่นอนอยู่บนหลังอวิ๋นอิ่งยื่นมือน้อยๆ ออกมาและร้องไห้เสียงดัง “ท่านแม่! ข้า้าท่านแม่!”
เฉิงเหนียงจื่อที่กำลังอุ้มลูกชายสองคนอยู่ใจนตะลึง อวิ๋นหยาที่อยู่ข้างๆ จับถ้วยชาไว้ด้วยมือทั้งสองที่สั่นเทา
อวิ๋นอิ่งน้ำตาคลอ ก่อนจะตบรถม้าดังๆ ด้วยความโกรธ นางกัดริมฝีปากตนเองจนเืไหลออกมา “ทุกคนจับแน่นๆ พวกเราไปกันเถอะ!”
พูดจบนางก็เปิดประตูด้านหน้าแล้วก้าวไปนั่งบนที่นั่งคนขับ เฉิงเถียหนิวที่แขนโดนฟันจนเืไหลเห็นท่าทางของอวิ๋นอิ่งก็รีบขึ้นนั่งอีกด้านหนึ่งและะโเสียงดังว่า “รีบเร่งม้าเร็ว ข้าจะเปิดทางให้!”
อวิ๋นอิ่งฟาดแส้ลงบนหลังม้าอย่างแรง ม้าสีแดงที่หวาดกลัวและยืนสั่นเทาอยู่ก็สะดุ้งเงยหัวร้องเสียงดังลั่น ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปอย่างแรง เฉิงเถียหนิวฟาดฟันดาบในมือโดยไม่สนใจว่าจะโดนฟันเองหรือไม่ ใครก็ตามที่ขวางหน้ารถม้าเขาก็ฟาดฟันไปทันที
ในไม่ช้าเขาก็โดนฟันไปหลายแผล เืไหลลงมาในรถม้าจนอวิ๋นหยาที่เห็นเหตุการณ์หน้าซีด แต่ในเค่อถัดมานางก็ทิ้งถ้วยชาแล้วปีนขึ้นไปด้านหน้ารถม้าอย่างล้มลุกคลุกคลาน จากนั้นก็สวมกอดหลังของอวิ๋นอิ่งเพื่อซ่อนและปกป้องอันเกอเอ๋อร์ที่อยู่ข้างหน้า
เฉิงเหนียงจื่ออุ้มลูกชายทั้งสองคนอยู่ในรถม้า ศีรษะถูกกระแทกจนแตกและมีเืไหล น้ำตาของนางไหลออกมาไม่หยุด นางไม่เข้าใจว่าทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังหัวเราะและพูดคุยกับนายหญิงอยู่แท้ๆ ทว่าตอนนี้กลับต้องตกนรกอย่างกะทันหัน แต่ต้าหวากลับดิ้นออกจากอ้อมแขนของนางและใช้มือจับโต๊ะเล็กที่ยึดติดอยู่กับรถม้า เขามองออกไปข้างนอกด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ราวกับจะจดจำ่เวลานี้ไว้ในใจตลอดไป…
บางทีชายชุดดำเ่าั้อาจไม่คาดคิดว่าติงเหว่ยซึ่งเป็สตรีจะกล้าควบม้าฝ่าด่านออกไป และรถม้าก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความสิ้นหวัง ทั้งสองฝ่ายต่างดึงและดันกัน ทำให้ชายชุดดำส่วนใหญ่หันไปมองผู้นำของพวกเขา พวกเขากำลังลังเลว่าควรจะไล่ตามฝ่ายใดหรือควรจะฆ่าหรือไม่ เพราะคำสั่งที่ได้รับมาคือให้จับเป็
ในขณะที่เขากำลังลังเลเช่นนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็ลดความระมัดระวังไปโดยปริยาย
ดังนั้นติงเหว่ยจึงเป็คนแรกที่ฝ่าวงล้อมออกมาได้ และวิ่งหายไปในความมืดมิดของยามค่ำคืน เกือบจะพร้อมๆ กันกับอวิ๋นอิ่งที่กำลังควบคุมรถม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเฉียนโจว!
ผู้นำชายชุดดำมีแววตาโกรธแค้น เขายกมือชี้ไปทางที่ติงเหว่ยหนีไป
เหล่าชายชุดดำรับคำสั่ง พวกเขาหมุนตัวกลับและไล่ตามไปทันที!
เ้าซานเจียงที่ตอนนี้ต่อสู้จนเืเข้าตา เห็นพี่น้องร่วมรบเหลือไม่กี่คน นายหญิงที่ท่านแม่ทัพสั่งการไว้ว่าต้องปกป้องก็หนีรอดไปได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงหัวเราะอย่างขมขื่นแล้วะโเสียงดังว่า “พวกเราถ่วงเวลาพวกมันเอาไว้ อย่าให้พวกมันตามไปได้!”
พูดจบเขาก็ะโจากหลังม้าของตนเองและไปขี่หลังม้าของชายชุดดำอีกคนและใช้สองแขนรัดแน่นจนทั้งคู่ล้มลงไปบนพื้น ทหารคนอื่นๆ ก็เอาเขาเป็เยี่ยงอย่าง ใครที่ขาหักก็ใช้มือเกาะขาม้า ใครที่แขนหักก็ใช้ขาเป็เชือกดักม้าเอาไว้
ทันใดนั้น การต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิตของพวกเขาก็ทำให้ชายชุดดำชะงักไปชั่วครู่ กว่าพวกเขาจะฝ่าออกมาได้ ติงเหว่ยก็กลายเป็แค่จุดดำเล็กๆ บนขอบฟ้าไปแล้ว…
ในขณะเดียวกันที่ประตูเมืองฝั่งตรงข้ามของที่ว่าการเฉียนโจว มีชายชุดดำกลุ่มหนึ่งเพิ่งมาถึง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเดินทางมาไกล เพราะตามใบหน้ามีรอยน้ำค้างแข็ง
กงจื้อิเปิดหมวกคลุมหน้ามองไปยังประตูเมืองที่ไม่ไกลนัก ในดวงตาเขาฉายแววดีใจจากประสบการณ์ที่ผ่านมา นกพิราบสื่อสารน่าจะมาถึงั้แ่เช้าแล้ว ตอนนี้หญิงสาวที่เขารักคงจะอยู่ในที่ว่าการเรียบร้อยแล้ว อาจกำลังเตรียมอาหารร้อนๆ ไว้รอเขา เมื่อนางเห็นเขากลับมาอย่างกะทันหัน นางคงจะบ่น แต่ในใจกลับยินดีอย่างมากแน่ๆ
“เข้าเมือง!”
กงจื้อิออกคำสั่งอย่างใจร้อน แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ เขาพลันตัวแข็งทื่อและหันมองไปทางทิศใต้ทันที
อวี้ฉือหุ่ยก็ขยับจมูกไปมาสีหน้าเคร่งเครียด แล้วถามด้วยเสียงกระด้างว่า “ท่านแม่ทัพ ทำไมข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเื?”
หัวใจของกงจื้อิกระตุก เขารีบควบม้าออกไปทันที “รีบไปดู!”
เหล่าทหารรีบตามเขาไป เมื่อพวกเขาเลี้ยวผ่านกำแพงเมือง ยังไม่ทันถึงประตูเมืองใต้ ก็เห็นรถม้าวิ่งตรงมาทางพวกเขา ไม่รู้ว่าคนที่ควบคุมรถม้าใช้วิธีใด แต่ม้าตัวนั้นวิ่งไปอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่าจะเหยียบหินก็ไม่ยอมหยุด ตัวรถม้ากระเด้งขึ้นแล้วตกลงหลายครั้ง และดูเหมือนจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กเล็กจากในรถม้าด้วย
กงจื้อิสีหน้าเปลี่ยนทันที เขาเร่งแส้ให้แรงขึ้นจนทันกับรถม้าในเวลาไม่นาน
เฉิงเถียหนิวที่ตอนนี้ตามองไม่ชัดแล้ว แต่เขากลับไม่กล้าที่จะปล่อยดาบยาวในมือ พอเห็นว่ามีคนมาขวางหน้าอีก เขาก็ยกมือจะฟัน แต่อวิ๋นอิ่งก็ร้องไห้โผเข้ามา “นายน้อย รีบไปช่วยแม่นางเร็วเข้า!”
อวิ๋นอิ่งที่ปกติพูดน้อยและดูเ็า แต่ตอนนี้กลับร้องไห้เหมือนเด็กๆ ที่พบพ่อแม่ นางจับบังเหียนม้าของกงจื้อิเอาไว้แน่นแล้วร้องไห้เสียงดัง “แม่นางขี่ม้าออกไปเพื่อล่อเหล่าทหารม้า พวกเราถึงหนีออกมาได้! ท่านแม่ทัพเ้าและพี่น้องคนอื่นๆ ตายหมดแล้ว พวกเขาตายหมดแล้ว!”
แม้นางจะพูดติดๆ ขัดๆ แต่ทุกคนที่ฟังก็รู้สึกะเืใจ ทหารที่ตามกงจื้อิมาเป็องครักษ์ที่คุ้นเคยกับติงเหว่ยและลูกชายอยู่แล้ว บางคนก็รู้ว่ากงจื้อิมีความรู้สึกพิเศษต่อติงเหว่ย เมื่อได้ยินว่าติงเหว่ยตกอยู่ในอันตราย และพี่น้องที่เหลือไว้คอยปกป้องอยู่ก็ตายหมดแล้ว พวกเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร?
ทันทีที่ฟังจบไม่ต้องรอคำสั่งจากกงจื้อิ ทุกคนก็ชักดาบยาวออกมา
“ทิ้งคนไว้ยี่สิบคนคุ้มกันอวิ๋นอิ่งเข้าประตูเมือง! ส่วนคนอื่นตามข้าออกไปสู้รบ!”
เสียงของกงจื้อิเ็าราวกับน้ำแข็ง ทุกคำที่พูดออกมาราวกับน้ำแข็งที่แตกเสียงดัง เขากระชากผ้าคลุมลมบนหลังทิ้งลงพื้นแล้วควบม้าออกไปทันที อวี้ฉือหุ่ยโบกมือสั่งให้ทหารยี่สิบคนที่อยู่ท้ายขบวนคอยอยู่ด้านหลัง จากนั้นเขาก็นำคนที่เหลือไล่ตามกงจื้อิออกไปทันที
-----------------------------------------
[1] ยามเซิน 申时 หมายถึง ่เวลา 15:00 น. - 17:00 น.
