ครึ่งชั่วโมงถัดมา เวลาตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืน เฮลิคอปเตอร์สีดำสนิทกลมกลืนกับท้องฟ้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านคุนิ มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ผู้ที่ขับเฮลิคอปเตอร์เป็รองหัวหน้ากลุ่มัไห่เซี่ยว ข้างๆ เป็ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม เย่จื่อ ที่ในเวลานี้เธอสลัดคราบชาวเขา แทนที่ด้วยเสื้อคลุมสีแดงของสายลับ
ที่ด้านหลังของห้องโดยสาร หยางเฉินกำลังนั่งพูดคุยอะไรบางอย่างกับต้วนเหริน ตามมาด้วยสมาชิกกลุ่มันั่งหลับตาอย่างเป็ระเบียบ มีเพียงเทียนหลงจากแปดพิสดารเท่านั้นที่กรนออกมาเสียงดังสนั่นอย่างไม่สนหน้าใคร
จากที่ได้ฟังคำอธิบายของต้วนเหรินที่ค่อนข้างจะน่าเบื่อ หยางเฉินก็พบว่าชายคนนี้ฉลาดกว่าที่คิด แผนที่วางเอาไว้บ่งบอกได้ว่าเื่นี้เป็เื่ละเอียดอ่อนที่ต้องวางแผนอย่างรัดกุมมาก
ภารกิจครั้งนี้คือการขัดขวางคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพยายามลักลอบเอาสังขารของพระไวยโรจนะของทิเบต เดินทางออกจากเมืองหัวเซี่ย
ตามหลักคำสอนศาสนาพุทธของทิเบตนั้น พระไวยโรจนะถือเป็พระโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง ผู้คนต่างเคารพนับถือพระองค์ราวกับเป็พระศาสดาของศาสนาพุทธ ดังนั้นสังขารของท่านจึงเต็มไปด้วยพลังศรัทธาของประชาชนชาวพุทธในทิเบต พระองค์จึงเป็สัญลักษณ์ของพุทธศาสนาในทิเบตเช่นเดียวกับองค์ดาไลลามะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนพยายามตรวจสอบว่าสังขารของพระไวยโรจนะเป็ของจริงหรือไม่ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็การสั่นคลอนความมั่นคงของศาสนาพุทธและองค์ดาไลลามะอย่างแท้จริง!
บางครั้งความเชื่อก็ไม่จำเป็ต้องได้รับการพิสูจน์ความจริงเสมอไป!
อย่างไรก็ตาม คนที่ลักลอบเอาสังขารออกมานั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหนึ่งในลามะชั้นาุโตันเซิง! เขาเป็คนที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้แบบแปลกๆ ซึ่งผสมผสานระหว่างพุทธศาสนากับศิลปะการต่อสู้แบบทิเบต ทำให้ลามะองค์นี้แข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง
ถ้าเพียงแต่ตันเซิงคนเดียวกลุ่มัยังพอจะรับมือได้ แต่เวลานี้มันยังมีพรรคพวกลามะอีกสี่คน ซึ่งแต่ละคนก็มีพลังฝีมือที่โดดเด่นไม่น้อยไปกว่าตันเซิงด้วยซ้ำ
ลามะทั้งห้าวางแผนที่จะเอาสังขารของพระไวยโรจนะหลบหนีออกนอกประเทศ หากทางกลุ่มัไม่สามารถตรวจพบได้ก่อนล่ะก็ ปัญหามากมายจะตามมาไม่จบไม่สิ้นอีกแน่!
แต่ถึงอย่างนั้น แม้ว่าลามะทั้งห้าจะแข็งแกร่งสักแค่ไหนแต่พวกเขาก็ไม่สามารถทนต่ออาวุธที่ทันสมัยได้ ปัญหาคือคนพวกนั้นเอาสังขารพระไวยโรจนะติดตัวไปด้วย ดังนั้นนอกจากการลอบโจมตีแล้วทางกลุ่มัก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
หยางเฉินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสับสนอย่างยิ่ง "แล้วพวกนั้นเกี่ยวข้องกับพวกเราอย่างไร?”
"ทิเบตเป็พื้นที่ที่มีปัญหาเื่เขตแดนกับเรา และคนทิเบตก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะแยกตัวออกจากประเทศจีนให้ได้”
"แล้วตอนนี้พวกนั้นอยู่ที่ไหน?"
"ตามรายงาน พวกนั้นน่าจะอยู่ใกล้ๆ กับแม่น้ำตาน ตรงบริเวณวัดโบราณแห่งหนึ่ง พวกเราได้ปะทะกับพวกมันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่กองกำลังของเรานั้นด้อยกว่า ตอนนี้ท่านอาจารย์หยุนเหมี่ยวและลูกศิษย์ของเธอได้ปกป้องจุดยุทธศาสตร์ที่นั่นไว้อยู่”
เมื่อได้ยินชื่อ "หยุนเหมี่ยว” หยางเฉินก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
"ใช่หยุนเหมี่ยวหนึ่งในแปดพิสดารที่าุโมากที่สุดใช่หรือเปล่า?"
"ใช่ครับ ดูเหมือนท่านเฮดีสจะรู้จักพวกเราเป็อย่างดีทีเดียว” ต้วนเหรินหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ
หยางเฉินขมวดคิ้ว เขากล่าว "ถ้านับรวมหยุนเหมี่ยวเข้าไปด้วย พวกคุณก็มีกันตั้ง 9 คน ขนาดนี้แล้วยังกลัวพวกลามะห้ารูปนั้นอยู่อีกหรือ?"
"ศัตรูมีมากกว่าห้า" ต้าเจี่ยว หนึ่งในสมาชิกกลุ่มัเอ่ยแทรกขึ้นมา
"ท่านเฮดีสรู้ไหมว่าพวกเขาตั้งใจจะขนส่งร่างของพระไวยโรจนะไปที่ไหน?"
"ที่ไหน?"
"สหรัฐอเมริกา"
หยางเฉินได้ยินดังนั้นก็กุมขมับทันที
"อย่าบอกนะว่าพวกบลูสตอร์มก็มาเหมือนกัน?"
"ตามข่าวที่เชื่อถือได้ของพวกเรา กลุ่มบลูสตอร์มได้ส่งคนเข้ามาเพื่อช่วยเหลือพวกลามะถึงสามคน ด้วยอาวุธและเทคโนโลยีของพวกเขา มันเป็ไปได้ยากที่คนของเราจะต้านทานไหว ยิ่งไห่เซี่ยวและเย่จื่อนั้นก็ไม่ได้เป็สายต่อสู้โดยตรงอยู่แล้ว" ต้วนเหรินพูดเสียงเครียด
"กลุ่มัของพวกคุณมีสมาชิกกว่าร้อยคนไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เรียกตัวพวกเขามาช่วยล่ะ?" หยางเฉินถามยิ้มๆ
“เ้าช่างไม่เข้าใจอะไรเลย!!”
หัวเป่าชายร่างใหญ่ไว้หนวดเครารุงรังะโขึ้นว่า “กลุ่มัของเรามีสมาชิกมากมายก็จริง แต่ก็กระจายกำลังกันไปประจำพื้นที่ต่างๆ ห่างไกลนับล้านกิโลเมตร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่ส่งไปประจำอยู่ต่างประเทศ!”
"หัวเป่า อย่าเสียมารยาทกับท่านเฮดีส” เย่หลางหันไปต่อว่าหัวเป่า
"ทำไมต้องเรียกคนประหลาดๆ พรรค์นี้มาช่วยพวกเราด้วย เรียกกองกำลังพิเศษของพวกเรามาก็พอแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีะุกับะเิอีกเหลือเฟือ!" หัวเป่าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูถูก
"หัวเป่า นายอยากถูกเป่าหัวนักหรือไง พวกบลูสตอร์มมีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีระดับสูง นายส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปไม่เท่ากับว่าส่งพวกเขาไปตายฟรีหรอกเหรอ!?” กวงเฟิงกล่าวพลางยิ้มมุมปาก
"ข้าไม่กลัวพวกมันหรอก พวกมันต้องมาลิ้มรสกระบอกปืนของข้านี่!!”
เมื่อสมาชิกกลุ่มัพูดคุยเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของแต่ละคนแล้ว หยางเฉินก็รู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด เขาจึงหันไปหาต้วนเหรินพร้อมถามขึ้นว่า
"ถ้างั้นพวกคุณจะให้ผมรับมือกับพวกบลูสตอร์ม?"
"ต้องขอโทษท่านเฮดีสด้วยนะครับ ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ หวังว่าท่านคงไม่ปฏิเสธที่จะทำหรอกนะ"
"ถ้าจบเื่ทั้งหมดแล้วคุณจะให้ยาแก้พิษกับผมใช่รึเปล่า? ผมกลัวว่าถ้าชักช้าแม่ยายกับคนรักของผมจะกลายเป็ผักไปเสียก่อน" หยางเฉินกล่าว
ก่อนที่จะออกมา หยางเฉินแบกร่างของโม่เชี่ยนนีและหม่ากุ้ยเฟิงเข้าไปในห้องนอน รวมทั้งล็อกประตูบ้านให้เรียบร้อยแล้วจึงออกมากับกลุ่มั
"วางใจเถอะครับ พวกเราไม่มีวันทำให้ครอบครัวของท่านต้องเกิดปัญหาอย่างแน่นอน”
ตอนนี้เฮลิคอปเตอร์บินมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว ในที่สุดมันก็จอดลงบนริมฝั่งแม่น้ำในหุบเขาแห่งหนึ่ง
บริเวณรอบๆ เป็ค่ายทหาร ที่มีนายทหารติดอาวุธครบมือยืนเฝ้าระวังในทุกทิศทาง
หยางเฉินเดินตามกลุ่มัเข้าไปในเต็นท์ทหารที่ใหญ่ที่สุด ภายในเต็นท์สว่างจ้าคล้ายเวลากลางวันทั้งๆ ที่ตอนนี้ยังเป็เวลากลางคืนอยู่
ที่มุมหนึ่ง หญิงวัยกลางคนซึ่งดูคล้ายกับแม่ชีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูก เธอสวมเสื้อคลุมสีเขียวคลายนักพรต พร้อมทั้งห้อยสายประคำเอาไว้ด้วย
หญิงสาวดูอายุราว 40 ปี แม้หางตาจะเริ่มมีริ้วรอยของวัยชรา แต่มันก็ไม่อาจบดบังใบหน้าที่งดงามราวภาพวาดได้
ข้างๆ เป็แม่ชีวัยเยาว์คนหนึ่ง มือของเธอดูกลมกลึงเรียบลื่นราวกับผิวของทารก หน้าตาดูอ่อนเยาว์หมดจด หากจะเทียบแล้วเธอก็เหมือนกับดอกไม้ที่ไร้ซึ่งมลทินโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนเธอจะเป็ลูกศิษย์ของแม่ชีที่นั่งอยู่บนฟูกนั่น
แต่ทันใดนั้นเองหญิงสาวก็ยืนขึ้น สะบัดผ้าคลุมเต๋าออก สายตากวาดมองไปรอบๆ สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่หยางเฉิน
"คนคนนี้คือเฮดีส?"
หยางเฉินแอบชื่นชมอยู่ภายใน แม่ชีคนนี้ขนาดอายุมากแล้วยังสวยและมีเสน่ห์ขนาดนี้ อีกทั้งแม่ชีสาวลูกศิษย์ของเธอก็ยังงดงามเป็อย่างยิ่ง ยิ่งทั้งสองสวมชุดนักพรตเต๋าด้วยแล้ว หยางเฉินก็คิดว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนพวกคอสเพลย์เป็อย่างมาก!
แม่ชีวัยกลางคนเห็นหยางเฉินจ้องมองลูกศิษย์ของเธอด้วยสายตาลวนลาม ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมทันที
"ท่านเฮดีส ท่านคิดว่าตัวเองกำลังมองอะไรอยู่งั้นหรือ?"
"อ๊ะ?" หยางเฉินหัวเราะออกมาแห้งๆ
"ผมก็มองท่านอาจารย์หยุนเหมี่ยวและท่านอาจารย์น้อย ทั้งสองนั่นแหละครับ"
"ว่ายังไงนะ?" หยุนเหมี่ยวถามขึ้นอย่างไม่พอใจ
ต้วนเหรินและกลุ่มัรู้ว่าอารมณ์ของแม่ชีหยุนเหมี่ยวนั้นขึ้นลงไม่แน่นอนอยู่เป็ประจำก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา แต่เทียนหลงนั้นกลับหัวเราะชอบใจเป็อย่างมาก
หยางเฉินไม่ได้ลดความยำเกรงลงเลยแม้แต่น้อย เขาพูดติดตลกว่า
"ท่านอาจารย์หยุนเหมี่ยว ท่านมีเคล็ดลับการรักษารูปร่างหน้าตายังไงเหรอครับ ตอนนี้ผมทำงานในบริษัทเครื่องสำอางและแฟชั่น พวกเราสามารถหารือกันเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ด้วยกันได้ แน่นอนว่าถึงตอนนั้นเงินทองจะต้องไหลมาเทมาอย่างแน่นอน!”
หยางเฉินเพียงพูดไม่กี่คำ หยุนเหมี่ยวก็ตัดสินใจยกให้หยางเฉินเป็ตัวอันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาทันที เธอชักกระบี่เล่มยาวออกมาอย่างรวดเร็ว จนบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็หนาวเหน็บขึ้นมาทันที!
"ดูเหมือนว่าข้าจะต้องสั่งสอนเ้าสักหน่อย แล้วค่อยมาหารือกันต่อทีหลัง!"
กล่าวจบกระบี่ยาวก็พวยพุ่งเข้าหาหยางเฉินอย่างฉับพลัน!
