เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 การเดินทางครั้งใหม่
หนิงมู่ฉือและเฉินเกอออกเดินทาง ระหว่างทางหนิงมู่ฉือยังคงรู้สึกเสียใจที่ยังไม่ได้เก็บหน่อไม้กลับไปทำอาหารให้ท่านตา
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่มีแววตาเศร้าสร้อย ยิ้มบางๆ ก่อนจะขุดหน่อไม้ขึ้นมาหน่อหนึ่ง ลอกเปลือกออกแล้วส่งให้ “กินตอนมันยังสดก็อร่อยดีเหมือนกัน”
หนิงมู่ฉือมองหน่อไม้สีขาวนวลที่อยู่ในมืออย่างตื่นเต้น กัดเข้าไปคำหนึ่ง นุ่มกำลังดี ทั้งยังชุ่มฉ่ำ รสชาติก็หวาน
เฉินเกอเห็นหนิงมู่ฉือยิ้มอย่างตื่นเต้น ทำให้เขาพลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย เมื่อลงจากเขา ทั้งสองคนจูงม้าออกเดินทางไปยังทะเลทราย
เฉินเกอมองแผนที่ในมืออย่างใช้ความคิด ขณะที่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก บางคราก็เหลือบไปมองหนิงมู่ฉืออย่างไม่สบายใจ “ฉือเอ๋อร์ ป่าข้างหน้าท่าทางจะอันตรายยิ่งนัก”
หนิงมู่ฉือมองแผนที่อย่างสงสัย พบว่าบนแผนที่ส่วนที่เป็ป่ามีสีดำสนิท นางเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นมา
“เหตุใดป่านี้ถึงได้ลึกขนาดนี้” นางมองสัญลักษณ์รูปป่าสีดำสนิทพร้อมเกิดลางสังหรณ์แปลกๆ
เฉินเกอซึ่งเคยเห็นโลกมามาก จึงพอมีความเข้าใจเกี่ยวกับป่ามากกว่า มีครั้งหนึ่งมีพี่น้องของเขาคนหนึ่งเดินทางเข้าไปในป่ารกชัฏเช่นนี้ เมื่อกลับออกมาก็กลายเป็คนสติไม่ดีไป
“ป่าเช่นนี้ไม่ได้เดินง่ายๆ เลย ภายในป่าจะต้องมีสิ่งที่ไม่สะอาดเป็แน่”
“สิ่งที่ไม่สะอาด?” หนิงมู่ฉือทำหน้าสงสัย นางกลัวผีมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้นางเดินเข้าไปในป่ารกชัฏเช่นนั้นเลย
เฉินเกอเก็บแผนที่ นึกถึงคำพูดของอาจารย์ที่เคยเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับป่าแบบนี้ เขาขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ ป่ารกทึบเช่นนี้อาจารย์ข้าเคยเดินทางผ่านเข้าไปมาก่อน อาจารย์ข้าบอกว่าในนั้นมีแต่อันตรายรอบด้าน พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”
เฉินเกอเดินวนไปวนมาด้วยใจที่ไม่สงบ หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นยิ่งรู้สึกกังวลยิ่งขึ้นไปอีก
“ช่างเถอะ อย่างไรก็ต้องเดินทางผ่านมันไปให้ได้” เฉินเกอกัดฟัน แววตาเด็ดเดี่ยวขณะมองหนิงมู่ฉือ “ฉือเอ๋อร์ ไม่ว่าจะเกิดเื่ใดขึ้น ไม่ต้องมาสนใจข้า เอาตัวเองให้รอดก่อน เข้าใจหรือไม่”
เฉินเกอขมวดคิ้วขณะมองหนิงมู่ฉืออย่างกังวลใจ
หนิงมู่ฉือพยักหน้าอย่างงงงวย ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน
เฉินเกอขี่ม้าพาหนิงมู่ฉือมาถึงด้านหน้าป่ารกชัฏ
หนิงมู่ฉือมองเข้าไปในป่าซึ่งมีแต่ความมืดทึบ ทั้งรู้สึกหวาดกลัวและเสียขวัญ นางซุกตัวกับอกของเฉินเกอ ใจเต้นรัวและแรง “จอมยุทธ์น้อยเฉิน เหตุใดป่าถึงได้มืดทึบเช่นนี้ ข้าไม่เคยเห็นป่าใดที่ให้ความรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้มาก่อนเลย”
เฉินเกอรับรู้ได้ว่าหนิงมู่ฉือกำลังตัวสั่นจึงยื่นมือไปกอดนางเอาไว้แน่น เขาเข้าใจนางดี นางเป็คนที่กลัวความมืด
เขากระซิบข้างหูนาง “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่”
หนิงมู่ฉือได้ยินเสียงอ่อนโยนที่กระซิบอยู่ที่ข้างหู ใบหน้าพลันขึ้นสีเข้ม นางพยักหน้า มุมปากยกขึ้นรอยยิ้ม แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว ขณะมองเข้าไปในป่ามืดทึบ
จ้าวซีเหอไม่ยอมเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย เร่งเดินทางไปเยี่ยนฉือ เดินทางมาหลายวันในที่สุดก็ถึงจุดหมาย ระหว่างทางเขาต้องลมหนาวมากเกินไป จนตอนนี้ตาแทบจะแข็งอยู่แล้ว
ตาของเขาในตอนนี้แข็งประดุจน้ำแข็งที่สามารถเจาะลึกเข้าไปในใจคนได้เลยทีเดียว
คนที่ผ่านไปผ่านมาล้วนหันมามองจ้าวซีเหอที่เป็ตาเดียวกัน ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาคมคาย สตรีน้อยใหญ่ต่างใจเต้นแรงไปตามๆ กัน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้ ได้แต่มองอยู่ไกลๆ
จ้าวซีเหอเคยดูแผนที่บ้านเดิมของมารดาของหนิงมู่ฉือ หลังจากได้ดูก็แอบวาดเก็บเอาไว้ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้นำออกมาใช้ ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะหาบ้านเดิมของมารดาของหนิงมู่ฉือเจอ เขารีบเดินไปที่จวนหลังนั้นอย่างตื่นเต้นดีใจ
จวนซึ่งมีกระเื้ัคาสีเขียวกำแพงสีแดงถูกลงกลอนเอาไว้แ่า ด้านข้างมีจวนหลังเล็กตั้งอยู่ เขาเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก บนพื้นมีรอยเท้ามากมาย เมื่อเขาลองพิจารณาดู รอยเท้ามีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ทั้งตื้นและลึก หนึ่งในนั้นน่าจะเป็ของหนิงมู่ฉือ
หลิงชีเห็นจ้าวซีเหอในชุดอาภรณ์สีขาวมาทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าจวน ทันทีที่เห็นถึงกับตกตะลึงกับหน้าตาอันหล่อเหลาของจ้าวซีเหอ ทว่าก็คิดถึงการกระทำของนักพรตน้อยเมื่อไม่กี่วันก่อน สีหน้าจึงมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันควัน
“เ้าเป็ใคร เหตุใดถึงมายืนอยู่หน้าจวนพวกเรา” หลิงชีถือไม้กระบองมาด้วย ราวกับพร้อมจะฟาดไปที่จ้าวซีเหอทุกเมื่อ
จ้าวซีเหอมองหลิงชีอย่างไม่เป็มิตร ดวงตาแดงก่ำราวกับปีศาจร้ายจากนรก แลดูน่ากลัวยิ่งนัก
หลิงชีเห็นจ้าวซีเหอไม่ตอบ เขาลอบกลืนน้ำลาย ปลุกความกล้าในตัวขึ้นมาแล้วะโถามออกไป “ข้าถามเ้า! ไม่ได้ยินหรือ ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!”
จ้าวซีเหอแย่งไม้กระบองมาจากหลิงชี พร้อมทั้งยื่นมือไปจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้แน่น หลิงชีหน้าแดงก่ำ พยายามสลัดแขนให้หลุด ทว่ามือของอีกฝ่ายราวกับคีมเหล็กก็ไม่ปาน สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด เมื่อเจ็บแขนจนทนไม่ไหวจึงเอ่ยออกมาว่า “ ดูท่าทางเ้าเหมือนพวกบัณฑิต เหตุใดถึงได้แรงเยอะเช่นนี้”
“บอกมาว่ารู้จักสตรีที่ชื่อหนิงมู่ฉือหรือไม่” จ้าวซีเหอะโถาม ไอ้เด็กนี่คิดจะใช้ไม้กระบองฟาดเขา หากถูกเ้าเด็กน้อยนี่เล่นงานก็เสียชื่อซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋องเป่ยเยียนหมด เขาหน้าตาแดงก่ำด้วยความโมโห
หลิงชีได้ฟังเช่นนั้นรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง คนผู้นี้เหตุใดถึงรู้จักคุณหนู คิดพร้อมกับรู้สึกปวดที่แขนจนแทบจะทนไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงดังออกไป “เ้ามาหาคุณหนูของข้ามีธุระใด”
จ้าวซีเหอถอนหายใจอย่างโล่งอก พร้อมทั้งปล่อยแขนหลิงชีออก สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย “ข้าคือสหายที่มาจากเมืองหลวงของนาง มาที่นี่เพื่อพบนาง”
เขาหยิบพัดออกมาคลี่ พัดไปมาตรงหน้าอก ท่าทางราวกับคุณชายเ้าสำราญเต็มเปี่ยม หลิงชีมองพร้อมทั้งคิดในใจ คนผู้นี้ไม่หนาวหรืออย่างไร บ่นในใจพร้อมกับกลอกตามองบน
หลิงชีเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น มือจับแขนข้างที่ถูกจับจนเจ็บ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไม่ค่อยดีนัก “เ้ารู้จักคุณหนูข้าได้อย่างไร!”
ซั่งกวนหลี่ได้ยินเสียงคนพูดคุยเสียงดังที่ด้านนอกจึงเดินออกมา พบกับบุรุษผู้หนึ่งในชุดอาภรณ์สีขาวประหนึ่งเทพเซียน หน้าตาหล่อเหลา เขาพลันตาโตอย่างตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ในใจเกิดความรู้สึกอิจฉาขณะเดินเข้าไปหา
“ไม่ทราบว่าคุณชายคือ?” เอ่ยถามพร้อมกับหันไปมองหลิงชีที่มีสีหน้าเ็ป
จ้าวซีเหอมองซั่งกวนหลี่ที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับคิดในใจ ในที่สุดก็มีคนที่พอจะได้เื่ได้ราวมาสักที ใบหน้าเขาคลายความโกรธลงหลายส่วนขณะเอ่ยถาม “ข้ามาจากเมืองหลวง มาตามหาหนิงมู่ฉือ ไม่ทราบว่านางอยู่ที่ใด ข้าคิดถึงนางยิ่งนัก”
