“อืม”
ตี้หลิงหานพยักหน้า เมื่อทั้งสองตกลงกันเสร็จจึงเดินกลับมา
ทันทีที่ฮวาเหยียนเห็นเงาของมู่เอ้าเทียน ดวงตาของนางก็เปล่งประกาย “ท่านพ่อ คุยกับองค์รัชทายาทเสร็จแล้วหรือเ้าคะ?”
มู่เอ้าเทียนพยักหน้า
“สายมากแล้วจริงๆ หากช้าไปกว่านี้ เกรงว่าท้องฟ้าคงจะสว่างแล้ว พวกเรารีบกลับจวนกันเถิดเ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนพูดอย่างเร่งรีบ น้ำเสียงแฝงความลนลานที่มิอาจปิดบัง
“ได้ เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถิด”
มู่เอ้าเทียนกล่าว ก่อนจะหมุนตัวโค้งคำนับให้ตี้หลิงหาน “องค์รัชทายาท กระหม่อม...”
คำลายังมิทันกล่าวจบ อั้นจิ่วก็กลับมาแล้ว “นายท่าน กระหม่อมตรวจสอบจำนวนทหารที่เสียชีวิตและความเสียหายจากเหตุการณ์ในราตรีนี้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ มีทหารเสียชีวิตรวมหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองนาย และองครักษ์เงาเสียชีวิตในหน้าที่อีกสามนายพ่ะย่ะค่ะ”
ตี้หลิงหานขมวดคิ้ว “จัดสรรเงินช่วยเหลือ คนละห้าร้อยตำลึง เพิ่มเป็สองเท่าสำหรับครอบครัวที่มีบุตรคนเดียวหรือบิดามารดาพิการ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังได้ยินว่ามีคนจำนวนมากเสียชีวิต จิตใจของทุกคนพลันหนักอึ้งเล็กน้อย
แต่เมื่อได้ยินจำนวนเงิน ฮวาเหยียนกลับตกตะลึง จำนวนเงินช่วยเหลือไม่น้อยเลยจริงๆ
ทันใดนั้นนางก็นึกถึงบิดาของญาญ่า เขาเป็ถึงแม่ทัพที่เสียชีวิตในสนามรบ พลีชีพเพื่อแว่นแคว้น ทว่าเด็กกำพร้าและหญิงม่ายในครอบครัวเขากลับได้เงินเพียงร้อยตำลึง? ต่างจากทหารในจวนของตี้หลิงหานที่ได้เงินถึงห้าร้อยตำลึง ยังมิกล่าวถึงครอบครัวที่มีบุตรคนเดียวหรือมีบิดามารดาพิการ ซึ่งจะได้รับเงินเป็สองเท่า
ฮวาเหยียนหรี่ตา หากกล่าวว่าเื่เงินช่วยเหลือของบิดาญาญ่าไม่มีเื่ผิดปกติ ตีให้ตายนางก็ไม่เชื่อ เห็นทีนางคงต้องขอให้ท่านพ่อช่วยตรวจสอบเื่นี้หลังกลับถึงจวน
“นายท่าน มีอีกเื่ที่กระหม่อมยังมิได้กราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่อั้นปากำลังจะถอยกลับ จู่ๆ เขาก็เอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงแฝงความลังเลอยู่เล็กน้อย และยังเหลือบมองใบหน้าของฮวาเหยียนอีกด้วย
“ว่ามา”
ตี้หลิงหานกล่าว
อั้นปากระแอมไอก่อนพูดว่า “เมื่อครู่ระหว่างการตรวจสอบ พบว่ามีของล้ำค่าภายในจวนถูกขโมยไป ทั้งภาพแขวนในห้องบรรทมของนายท่าน เครื่องลายครามและของมีค่าอื่นๆ ล้วนถูกขโมยทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ...”
คิ้วของตี้หลิงหานขยับ ทว่ามิได้ส่งเสียงอันใดออกมา
ใจฮวาเหยียนเต้นแรง นางกะพริบตาปริบ แย่แล้ว...
ต้องโทษที่อั้นปากลับมาทันเวลา มิเช่นนั้นนางคงออกไปกับท่านพ่อแล้ว แม้หัวใจของนางจะร้อนรน ทว่าใบหน้าของฮวาเหยียนกลับนิ่งสงบ
ดังนั้นนางจึงได้ฟังอั้นจิ่วรายงานต่อ
“ไม่เพียงเท่านั้น กระทั่งหมอนหยกของนายท่านก็ยังถูกขโมยไป รวมถึงอัญมณีบนกระบี่ที่แขวนอยู่บนผนังก็ถูกเอาไปทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ...”
ทุกครั้งที่เขากล่าวซ้ำคำเดิม ฟันของฮวาเหยียนก็เจ็บขึ้นมา
ตอนนั้นนางรื้อถอนอย่างสบายใจ ทว่าตัวนางเองต้องมิถูกเปิดโปง! โชคดีที่นางมีพื้นที่ในไข่มุกัคะนองน้ำ ดังนั้นแม้ว่าตี้หลิงหานจะสงสัยนาง เฮอะ! เช่นนั้นก็มาค้นร่างกายนางเถิด จับโจรต้องมีของกลาง จับชู้ต้องจับที่เตียง ในเมื่อไม่มีหลักฐานก็มิอาจพูดจามั่วซั่วได้
“มีอันใดอีกหรือไม่?”
ตี้หลิงหานเอ่ยถามอีกครั้ง
“ยังมีที่ห้องหนังสือ ภาพเขียนพู่กัน ภาพแขวน คันธนูและลูกธนู ของล้ำค่าที่ใช้ตกแต่งผนังล้วนถูกขโมยทั้งหมด โดยเฉพาะภาพฝีพระหัตถ์ของนายท่านที่ถูกโจรขีดเขียนทับจนเละพ่ะย่ะค่ะ”
อั้นจิ่วรายงานอย่างละเอียดยิ่ง
เมื่อพูดจบเขาก็เหลือบมองฮวาเหยียนอีกครั้ง
ตาขวาของฮวาเหยียนกระตุก นางย่อมรู้ดีว่าอั้นจิ่วกำลังพูดถึงภาพใด ตี้หลิงหานในภาพวาดนั้นถูกนางใช้น้ำหมึกวาดจนดำไปทั้งหน้า
ฮวาเหยียนลอบมองตี้หลิงหาน กลับพบว่าเขากำลังมองมาที่นางเช่นกัน
ฮวาเหยียนทำตัวไม่ถูก นางจึงเสตามองไปทางอื่น เงยหน้าราวกับว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน
ตี้หลิงหาน “...!” หึ...
“มีอันใดอีกหรือไม่?”
ตี้หลิงหานยังคงถามต่อ
เสียงของเขาเย็นเฉียบดั่งสายน้ำไหลใต้น้ำแข็ง
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง อั้นจิ่วก็หยุดครู่หนึ่งคล้ายกำลังต่อสู้กับตนเอง เขาเหลือบมองฮวาเหยียนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ก้มศีรษะลงแล้วพูดว่า “ยังมีชุดถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทราที่พระองค์ใช้ดื่มชาเป็ประจำ ก็ไม่อยู่แล้วเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ...”
“ถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทราหรือ?”
ตี้หลิงหานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าวเสียงเบา
หัวใจของฮวาเหยียนเต้นรัว!
นางคิดออกแล้ว ถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทรา ก่อนหน้านี้นางจำเป็ต้องละลายโอสถต่อชีวิตให้เหล่าองครักษ์เงาดื่ม และเพราะไม่มีถ้วยชา นางจึงต้องหยิบถ้วยสักใบขึ้นมาจากลูกแก้วัคะนองน้ำ ดูเหมือนนั่นจะเป็ถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทรา!
อั้นจิ่วจะต้องจำได้เป็แน่!
มิน่าเล่า เขาถึงได้ลังเลอ้ำอึ้ง มิกล้าพูดอันใดออกจากปาก ทั้งลอบมองนางอยู่หลายครั้ง
์ทรงโปรด! นางเผยไต๋อีกแล้ว!
ทำเยี่ยงไรดี? ต่อให้ตายก็ไม่ยอมรับดีหรือไม่?
“์ โจรผู้นี้ช่างน่ารังเกียจเสียจริง ขโมยของใต้จมูกองค์รัชทายาท ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า หากถูกข้าจับได้ จะต้องถลกหนัง โบยให้สิ้น!
ทั้งยังขโมยหมอนหยกที่ข้ามอบให้อาหานไปอีกด้วย โจรผู้นี้รู้จักของดี นั่นเป็หมอนหยกอายุกว่าพันปี ยามอากาศเย็นมันร้อน ยามอากาศร้อนมันเย็น สามารถฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย เป็ของสูงส่งล้ำค่ายิ่ง
อั้นจิ่ว รีบส่งคนออกไปโดยเร็ว ต้องตามจับโจรผู้นี้ให้จงได้!”
เมื่อจีอู๋ซวงได้ยินรายงานของอั้นจิ่ว พลันขุ่นเคืองต่อความไม่เป็ธรรมจนเต็มเปี่ยม รีบะโออกมาะโก้อง
นั่นทำให้ฮวาเหยียนโมโหยิ่ง ดวงตาเ็าราวกับมีดตวัดวาบทันที
จีอู๋ซวงกำลังด่าหัวขโมยด้วยความโกรธจัด จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบที่หลังคอ เกิดอันใดขึ้น? อากาศเปลี่ยนหรือ?
“หึ โจรผู้นี้ช่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน”
ตี้หลิงหานกล่าวเสียงเบา น้ำเสียงมิอาจคาดเดาได้ ฮวาเหยียนขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน นางเงยหน้าขึ้น เห็นเขาโบกมือก่อนกล่าว “ราตรีนี้ยาวนานนัก อ๋องมู่กับคุณหนูมู่มิได้นอนมาทั้งคืน ย่อมต้องเหนื่อยล้าเป็แน่ พวกเ้ารีบกลับจวนเถิด เื่ราวที่เหลือเปิ่นกงจะจัดการเอง”
“องค์รัชทายาทโปรดรักษาพระวรกายด้วย หนอนกู่เพิ่งจะหลับลึก พระวรกายยังคงอ่อนแอ อย่าทรงงานหนักเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
มู่เอ้าเทียนประสานมือและกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“แม่ทัพมู่โปรดวางใจ คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่มอบโอสถต่อชีวิตให้ข้ามาสามเม็ด ยามนี้ร่างกายของข้าปลอดภัยดี”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว กระหม่อมขอทูลลา”
มู่เอ้าเทียนประสานมือกล่าว
“อั้นจิ่ว นำรถม้าไปส่งยังจวนตระกูลมู่”
ั้แ่ต้นจนจบ ตี้หลิงหานมิได้กล่าวถึงฮวาเหยียนแม้สักน้อย ทว่านั่นยิ่งทำให้จิตใจของนางไม่สงบ นางมั่นใจว่าตี้หลิงหานต้องเดาออกว่าผลงานชิ้นเอกของขโมยผู้นั้นคือฝีมือนาง ดังนั้นบุรุษผู้นี้คิดจะทำอันใด?
ทว่าก็ช่างเถิด!
ต่อให้เขาเดาว่าเป็นางแล้วจะอย่างไร มิใช่ว่ายังไม่มีหลักฐานหรือ?
จับโจรต้องมีของกลาง จับชู้ต้องจับที่เตียง!
...
รถม้าวิ่งตะบึงฝ่าความมืด ไม่นานก็ถึงจวนตระกูลมู่
มู่เอ้าเทียนส่งคนขับรถม้ากลับเสียก่อน แล้วจึงเดินเข้าจวนพร้อมกับฮวาเหยียน ถึงอย่างไรหยวนเป่าก็ยังเป็เด็ก หลังออกจากจวนไท่จื่อก็ผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของฮวาเหยียน และเวลานี้ก็หลับสนิทอยู่ในอกของมู่เอ้าเทียน
“ลูกรัก...”
“ไอ้หยา ง่วงนัก ง่วงเหลือเกิน...เหนื่อยจะตายแล้ว หากท่านพ่อมีเื่ใดจะกล่าว ก็เอาไว้วันพรุ่งเถิดเ้าค่ะ...”
เพียงฮวาเหยียนได้ยินมู่เอ้าเทียนเปิดปาก นางก็รีบเอ่ยขัด
เพราะกลัวว่ามู่เอ้าเทียนจะเอ่ยถาม นางจึงแกล้งหลับทันทีที่ขึ้นรถม้า ทว่าระยะทางระหว่างจวนไท่จื่อกับจวนตระกูลมู่ช่างสั้นนัก แม้จะหลบเลี่ยงแต่จะหลบได้นานเพียงใด? และยามนี้ก็มิใช่ว่าถึงที่หมายแล้วหรือ...
“หยุดก่อน”
