จิ้นอินกระตุกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย “นายท่านไม่คิดว่านี่เป็โอกาสที่ดีของพวกเราหรือขอรับ พวกเราจะได้ไม่ต้องลำบากลงมือ ให้ทั้งสองคนลงมือฆ่ากันเอง”
เฉินอวี้ได้ยินเช่นนั้น ยิ้มกว้างออกมา มองจิ้นอินอย่างชมเชย “จิ้นอิน เ้าอย่าลืมสัญญาที่เคยให้ข้าไว้ในตอนแรกเล่า”
จิ้นอินก้มโค้งตัวให้เฉินอวี้ ใบหน้ามีแต่ความร้ายกาจ “นายท่านวางใจได้เลยขอรับ ในเมื่อข้าเป็คนของนายท่าน ข้าก็ต้องทำงานให้ท่าน องค์ชายเอ๋อร์ตั้นจากต่างแคว้นรับปากข้าแล้วว่า จะมาพบนายท่าน”
เฉินอวี้ได้ฟังเช่นนั้นรู้สึกดีใจยิ่งนัก สีหน้าดูผ่อนคลายลงหลายส่วน ทว่าทันใดนั้นเองเขานึกถึงบุตรสาวผู้ไม่เอาไหนของตัวเองที่อยู่ในวังขึ้นมา จึงกลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เื่นี้ยกให้เ้าจัดการข้าก็วางใจ คิดถึงบุตรสาวที่ไม่เอาไหนที่อยู่ในวังแล้ว ข้ารู้สึกเครียดยิ่งนัก ช่างเถิด ข้าจะเข้าวังไปดูนางสักหน่อย หากแผนนี้สำเร็จ บุตรสาวคนนี้หากไร้ประโยชน์ก็คงต้องกำจัดทิ้ง”
ฝั่งหนิงมู่ฉือ นางในตอนนี้แทบจะเอาหน้าทิ่มลงถ้วยข้าว ไม่กล้ามองแววตาคมกริบของเฉินเกอ นางคล้ายกับได้ยินคำพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่นจากเขาดังลอดเข้ามาในโสตประสาท ทำให้นางรู้สึกเครียดยิ่งนัก
“ฉือเอ๋อร์ บิดาของเ้าคือแม่ทัพหนิงจื้อหย่วนในราชวงศ์ปัจจุบันหรือ” แววตาเฉินเกอที่มองหนิงมู่ฉือดูไม่สงบนัก
นางมีท่าทีระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนย้อนเข้ามา เฉินเกอต้องรู้เื่ราวบางอย่างเป็แน่ นางคิดด้วยจิตใจสับสนวุ่นวายขณะพยักหน้าออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบ “ใช่ มีปัญหาใดหรือ”
เฉินเกอถอนหายใจออกมา สีหน้าดูไม่ดีนัก ก่อนจะยิ้มอ่อนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดดัน “ไม่มีอันใด เพียงแค่ระหว่างบิดาของพวกเราเหมือนจะมีเื่กันนิดหน่อย”
นางมองเฉินเกออย่างสงสัย “จอมยุทธ์น้อยเฉิน หากมีเื่ใดท่านพูดมาเถิด ข้าไม่ทำอันใดท่านแน่”
เฉินเกอยิ้มด้วยใบหน้าหนักใจ “ไม่มีหรอก แค่เื่ระหว่างบิดาของพวกเราเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับพวกเรา ฉือเอ๋อร์ เ้าวางใจเถิด มันไม่มีอะไรจริงๆ”
“อ่อ” นางรู้สึกสงสัยในเื่ที่เฉินเกอพูดมาเมื่อครู่นัก นับั้แ่นางเดินทางมาถึงชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ ในใจนางรู้สึกระแวงอยู่ตลอด ราวกับจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น เมื่อคืนพอเกิดเื่นั้นขึ้นมา ความระแวงในใจนางก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เฉินเกอยิ้มอ่อนมองหิมะสีขาวโพลนที่อยู่บนพื้นด้านนอก “ฉือเอ๋อร์ เ้าอิ่มแล้วใช่หรือไม่ ออกไปซื้อเสื้อผ้าบุรุษมาเปลี่ยนเถิด จะได้สะดวกในการเดินทาง หากข้าไม่อยู่ด้วย เ้าเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวจะอันตราย”
“ได้”
ภายในร้านขายเสื้อผ้า หลังจากหนิงมู่ฉือเลือกชุดเรียบร้อย เฉินเกอก็ส่งเงินให้เ้าของร้าน นางรั้งแขนเฉินเกอเอาไว้พร้อมทั้งยัดเงินใส่มืออย่างดื้อรั้น “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ข้ายังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง เช่นนั้นท่านไม่ต้องซื้อให้หรอก”
เฉินเกอเห็นหนิงมู่ฉือไม่ยอมจึงจำใจต้องพยักหน้าออกไป รับเงินในมือมาพร้อมกับยกยิ้ม “ฉือเอ๋อร์ ข้างนอกอากาศดูขมุกขมัว พวกเรารีบออกเดินทางกันเถิด หากหิมะตก พวกเราจะเดินทางลำบาก”
หนิงมู่ฉือพยักหน้าก่อนจะมองไปด้านหลังเฉินเกออย่างหวาดระแวง จากนั้นเงยหน้ามองท้องฟ้าที่อึมครึม ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนม้า นางเอ่ยถามอย่างไม่วางใจนัก “จอมยุทธ์น้อยเฉิน พวกเราจะไปถึงเยี่ยนฉือเมื่อไหร่หรือ”
เฉินเกอมีสีหน้าเคร่งขรึมขณะบังคับม้าให้ออกวิ่ง ลมหนาวพัดมาปะทะตัว หนิงมู่ฉือต้องยกมือปิดหูเพื่อให้หูอบอุ่น
“หากม้าวิ่งได้เร็วพอ สามชั่วยามก็ถึง แต่ว่าฉือเอ๋อร์ สถานที่ที่เ้าพูดถึง ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เื่นี้ต่างหากถึงจะเป็ปัญหา”
หนิงมู่ฉือหยิบจดหมายจากในอกเสื้อออกมา บนจดหมายมีแผนที่วาดเอาไว้ นางมองแผนที่ในจดหมายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “จอมยุทธ์น้อยเฉิน สถานที่ที่ข้า้าไปอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยี่ยนฉือ ข้างๆ สถานที่ที่ข้า้าไปจะมีสะพานอยู่”
นางมองสะพานที่วาดอยู่บนแผนที่อย่างแปลกใจ ก่อนจะมองรอยเท้าของม้าที่ย่ำไปบนหิมะ เศษหิมะกระเด็นมาโดนใบหน้านางจึงต้องใช้มือเช็ดเศษหิมะออก
นางเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงอดหันไปบ่นกับเฉินเกอไม่ได้ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน เหตุใดเยี่ยนฉือถึงอยู่ไกลนัก ข้าปวดเอวไปหมดแล้ว”
เฉินเกอยิ้มออกมา มองสีหน้าเหนื่อยล้าของหนิงมู่ฉือพร้อมกับยกมือลูบศีรษะอย่างปลอบโยน “เกือบจะถึงแล้ว มองเห็นบ้านข้างหน้าหรือไม่ น่าจะเป็หลังนั้น”
หนิงมู่ฉือต้องลมหนาวจนปวดศีรษะจามออกมาหลายครั้งติดต่อกัน เฉินเกอมองอย่างเป็ห่วง เห็นหนิงมู่ฉือสูดน้ำมูกก็ยิ่งรู้สึกเป็ห่วงยิ่งกว่าเดิม “อากาศที่เยี่ยนฉือค่อนข้างหนาว”
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่ผล็อยหลับไป เขาขยับเสื้อคลุมให้คลุมตัวนางให้มิดชิดยิ่งกว่าเดิมอย่างเป็ห่วง กลับพบว่าหน้าผากนางร้อนราวกับไฟ เขามองนางที่ตัวเริ่มสั่นเทาพลางบังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้น
เ้าม้าฉลาดนัก เห็นหนิงมู่ฉือผล็อยหลับไปก็สาวเท้าวิ่งให้เร็วขึ้น เฉินเกอลูบหัวม้าอย่างชอบใจขณะมองสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่ตรงหน้า เขารู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อเห็นภาพนั้นขณะบังคับมาให้ตรงไปทางนั้น
เมื่อไปถึงเขาอุ้มหนิงมู่ฉือลงจากม้าแล้วเดินไปเคาะประตู เ้าของบ้านเปิดประตูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ทว่าพอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฉินเกอซึ่งเป็ใบหน้าอันคุ้นเคยก็ตัวสั่น
เฉินเกออุ้มหนิงมู่ฉือเอาไว้ ดวงตาแดงก่ำเพราะต้องลมหนาวมาเป็เวลานาน ได้ยินเสียงบ่นเล็กน้อย ใบหน้าเปลี่ยนเป็เ็าขณะเอ่ย “ข้าขอพักที่นี่สักคืนได้หรือไม่”
เ้าของบ้านเห็นสีหน้าเ็าของเฉินเกอก็รีบเชื้อเชิญให้เข้าบ้าน “เ้าพูดอันใดกัน รีบเข้ามาก่อนเถิด” เ้าของบ้านมองเฉินเกอที่อุ้มหนิงมู่ฉือเข้ามาในบ้านอย่างแปลกใจ
เฉินเกอเอ่ยขอบคุณก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน เดินไปที่ห้องห้องหนึ่ง เขาวางหนิงมู่ฉือลงบนเตียงด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียด
เ้าของบ้านเห็นเฉินเกอมีสีหน้าไม่ค่อยดีจึงเอ่ยถามตะกุกตะกัก “จอมยุทธ์ ไม่ทราบว่าแม่นางเป็อันใดไปหรือ”
เฉินเกอที่เพิ่งได้สติกลับมาหันไปตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ “นางเป็ไข้ ท่านมีน้ำร้อนหรือไม่” เอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็กังวล
เ้าของบ้านรีบไปเอาน้ำร้อนมาให้ จนเกือบจะเหยียบกองไฟที่มีถ่านกำลังติดไฟลุกโชน เห็นเฉินเกอดูไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยได้ง่ายๆ น้ำเสียงจึงเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก
“บ้านข้ามีน้ำร้อนเพียงเท่านี้ หากจอมยุทธ์เห็นว่าไม่พอ ข้าจะไปต้มให้ใหม่” เฉินเกอพยักหน้าขณะเอ่ย “ช่วยเชิญท่านหมอให้ข้าด้วยได้หรือไม่ แล้วหนี้ก่อนหน้านี้จะถือว่าหายกัน”
เ้าของบ้านอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มโค้งตัวให้ด้วยความดีใจ สวมเสื้อคลุมแล้วรีบวิ่งออกไป
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็ห่วง นางนอนขดตัวเป็ก้อนกลมด้วยความหนาว ใบหน้าอมทุกข์ไร้ทางออก
เขาเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉือเอ๋อร์ ฉือเอ๋อร์…”
หนิงมู่ฉือพึมพำออกมา แต่เขาฟังไม่ออกว่านางพูดว่าอะไร เห็นนางเอาตัวซุกในผ้าห่ม เขายิ่งถอนหายใจอย่างสงสาร
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนที่หมอผู้หนึ่งเดินตามเ้าของบ้านเข้ามาอย่างรีบร้อน
