~ เมืองเทียนเหล่ย ~
ไป๋เฉินเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก่อนจะบิดี้เีและหาวเบาๆ "หลับสบายดีจริงๆ"
เสียงของมารเก้าเนตรดังขึ้น "เ้าหนู เ้าจะทำอย่างไรต่อไป?"
ไป๋เฉินเดินไปล้างหน้าด้านหลังโรงเตี๊ยมและตอบกลับผ่านกระแสจิต "ในเมื่อเ้า้าให้ข้าเข้าสู่อาณาจักรลับ พวกเราจะรออยู่ที่นี่จนกว่าอาณาจักรลับจะถูกเปิดออก"
"จากที่ข้าซื้อข้อมูลมามีการบ่งบอกไว้ว่า อาณาจักรลับจะปรากฏขึ้นเหนือหมู่เมฆในยามเที่ยงวันของวันนี้ มีการกล่าวขานกันว่าอาณาจักรลับนั้นหมุนเวียนอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติที่สามารถเชื่อมต่อกับทวีปเทียนหลางได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการจะเข้าสู่อาณาจักรลับนั้นไม่จำเป็ต้องมีกุญแจก็สามารถเข้าร่วมได้ แต่ทว่าภายในส่วนลึกของอาณาจักรลับนั้นมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกปิดตายไว้ซึ่งจำเป็ต้องใช้กุญแจสี่ดอกที่กระจัดกระจายกันไปให้มารวมตัวกันและสามารถเปิดช่องว่างระหว่างมิติที่หลบซ่อนอยู่ในอาณาจักรลับได้" ไป๋เฉินอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างและข่าวที่ได้รับ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือในเมื่อเป็อาณาจักรลับคงจะไม่มีผู้ใดมีข้อมูลมากมายนัก แต่ข้อมูลที่เขาได้รับราวกับว่ามีใครบางคนจงใจปล่อยข่าวเพื่อให้มีการเปิดช่องว่างระหว่างมิติเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง
แม้นจะตะหงิดใจ แต่ในเมื่อมารเก้าเนตรบอกกล่าวว่าที่แห่งนั้นเปรียบดั่งสิ่งสำคัญของมัน ดังนั้นก็ไม่จำเป็จะต้องคิดมากและทำตาม เพราะเขาเชื่อว่ามารเก้าเนตรคงไม่มีความคิดที่จะพาเขาไปตายอย่างแน่นอน
จากนั้นไป๋เฉินก็เข้าไปนั่งอยู่ในกลุ่มของโรงเตี๊ยมและเงี่ยหูฟังข้อมูลที่พูดปลาวๆปากต่อปาก ซึ่งขณะนี้โรงเตี๊ยมที่เคยว่างเปล่ามีเพียง 4 ถึง 5 คนในเวลาปกติ แต่ขณะนี้ภายในกลับแออัดไปด้วยฝูงชนนับร้อย ซึ่งไป๋เฉินเองก็นั่งอยู่ที่โต๊ะว่างตัวหนึ่งพร้อมกับเนื้อตุ๋นและไวน์หนึ่งเหยือก
สิ่งที่เขาได้ยินใน่เวลานี้เกี่ยวข้องกับอาณาจักรลับกันทั้งสิ้น ซ้ำแล้วยังมีสมาชิกของกองกำลังต่างๆที่อยู่ในละแวกของเมืองเทียนเหล่ยมารวมตัวกันหลังจากได้รับข่าวที่แพร่กระจายออกไป
หน้าทางเข้าโรงเตี๊ยมก็พลันปรากฏให้เห็นร่างกำยำของชายร่างสูงเกือบสองเมตรเดินเข้ามา ที่แขนของมันมีเขียนสลักไว้ว่า【ซู】
จู่ๆชายร่างสูงปราดสายตามองรอบๆโรงเตี๊ยม เสียงจอแจที่พูดคุยกันเสียงดังก็พลันต้องอุดปากเอาไว้และก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา
มุมปากชายร่างสูงยกยิ้มพึงพอใจก่อนจะเดินกร่างเข้าไปในโรงเตี๊ยมและตบโต๊ะบริกรดังสนั่น "บริกร! ขอเนื้อตุ๋นให้ข้าและสุราอีกสามเหยือก!"
"ขะ-ขอรับ" บริกรตอบรับด้วยตัวสั่นงันงก ก่อนจะรีบหันหลังและจัดเตรียมรายการอาหารอย่างลุกลี้ลุกลน
ชายร่างสูงหันตัวกลอกตามองรอบๆโรงเตี๊ยมเพื่อหาที่นั่ง จู่ๆสายตาก็สบเข้ากับชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดานั่งทานเนื้อตุ๋นคนเดียวพร้อมกับไวน์อีกเหยือกที่วางอยู่ข้างๆ
มุมปากชายร่างสูงยกเป็รอยยิ้ม มันหันทิศทางไปยังชายหนุ่มและค่อยๆย่างกรายเข้าไป
เมื่อฝูงชนเห็นดังนั้นก็มีแต่เสียงกระซิบกระซาบอย่างเห็นอกเห็นใจ
"คนผู้นั้นโชคร้ายจริงๆที่ตกเป็เป้าสายตาของซูหวินไปเสียได้"
"ชู่ว! อย่าเสียงดังหากเ้าไม่อยากโดนไปด้วยอีกคน"
ชายร่างสูงนามซูหวินเดินช้าๆจนมาหยุดลงตรงหน้าไป๋เฉิน มันฉีกยิ้มแสยะพร้อมกับก้มหน้าลง "น้องชาย ที่ตรงนี้เป็ของข้า"
แต่ไป๋เฉินก็ตั้งใจทานเนื้อตุ๋นก็กลอกตาขึ้นมาและกล่าวในขณะยังเคี้ยวอยู่ "โต๊ะ...ว่างอยู่ เชิญนั่ง...ตามสบาย"
มุมปากของชายร่างสูงกระตุกเมื่อเห็นว่าไป๋เฉินไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของมัน จนชายร่างบางด้านหลังเดินก้าวเข้ามาและชี้หน้าไป๋เฉินในลักษณะข่มขู่ "ไสหัวไปจากโต๊ะนี้!"
"หืม? ที่นั่งก็มีเยอะแยะ เชิญนั่งลงเถิด ข้าไม่ถือ" ไป๋เฉินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจและตั้งใจทานเนื้อตุ๋นต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย
โดยหารู้ไม่ว่าฝูงชนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็ยกก้นขึ้นจากเก้าอี้และเตรียมพร้อมที่จะหลบหนีได้ทุกเวลา
"โอ้? ใจกล้าใช้ได้เลยนี่หว่า" ชายร่างสูงโบกมือให้แก่ชายร่างบางว่าไม่จำเป็ต้องใช้วิธีการรุนแรง
ก่อนที่มันจะตัดสินใจนั่งลงตรงข้ามไป๋เฉินพร้อมกับจ้องมองไป๋เฉินด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว "เ้าดูเหมือนไม่ใช่คนแถวนี้และคงไม่รู้จักข้า… เ้าเป็ใคร?"
ไป๋เฉินยกเหยือกไวน์กระดกสามอึกก่อนจะเรอออกมาเบาๆ และเงยหน้าตอบด้วยรอยยิ้มยียวน "ข้าเป็ลูกค้าของโรงเตี๊ยม"
ใบหน้าของซูหวินดำคล้ำดุจก้นหม้อเมื่อเห็นรอยยิ้มกวนประสาท มุมปากของมันกระตุกอย่างหนักพร้อมกับเส้นเืที่ค่อยๆปูดจากแขนกำยำ "โอ้? ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่เกรงกลัวข้าจริงๆ"
ไป๋เฉินคว้าผ้าเช็ดปากมาเช็ดอย่างสุภาพราวกับขุนนางพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "เ้ามีอะไรให้ข้าต้องกลัว?"
"ซู่!"
ปราณบ้าคลั่งโหมกระหน่ำเข้าสู่ไป๋เฉิน ฝูงชนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมบางส่วนก็รีบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างหัวซุกหัวซุน
กระแสลมรุนแรงพัดทำให้อาภรณ์สีดำของไป๋เฉินปลิวไสวราวกับยืนอยู่ท่ามกลางสวนโดยไม่มีแม้แต่ความกลัว การแสดงออกของเขายังคงเรียบเฉยเฉกเช่นปกติ "ก่อนจะตัดสินใจอะไร...คิดให้ดีๆ"
ทันใดนั้นแขนกำยำของซูหวินกำหมัดแน่น แต่ไม่ทันที่มันจะได้ลงมือโจมตีกลับมีเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น
"บริกรขอเนื้อให้ข้าสามจาน"
สิ้นสุดเสียงนั้นพลันปรากฏร่างสีขาวของเฉินตงและผู้ติดตามเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้ายินดีและปรี่ตรงไปยังโต๊ะที่ว่างอีกสองโต๊ะ
การกระทำของซูหวินหยุดชะงัก มันทอดสายตาไปยังเฉินตงด้วยสีหน้างุนงง "เฉินตง เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
เฉินตงได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็รีบหันไปมองยังทิศทางนั้น
แต่ทว่าเมื่อเห็นว่ากระแสปราณของซูหวินกำลังกดข่มไป๋เฉิน สีหน้าของเฉินตงก็ซีดเผือดโดยไม่สนใจคำถามของซูหวินแม้แต่น้อย "ซูหวิน! ถอยออกมา!"
"มีอะไร?" การแสดงออกของซูหวินสับสน แต่เมื่อเห็นความกลัวในแววตาของเฉินตงที่มีต่อไป๋เฉินมันก็ต้องหยุดชะงัก
เมื่อหันกลับมาก็พบว่าไป๋เฉินไปยืนอยู่หน้าโต๊ะจ่ายเงิน เขายื่นบัตรสีม่วงให้บริกรก่อนจะแคะฟันและผงกศีรษะแก่เฉินตงเล็กน้อยก่อนจะออกไป
เฉินตงที่มองอยู่ไกลๆก็อดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อเย็นๆและถอนหายใจอย่างโล่งอก "โชคยังดีที่เ้าซูหวินไม่หาเื่ใส่ตัว"
จากนั้นซูหวินก็จ้องมองเฉินตงอย่างมึนงง ก่อนที่มันจะยืนขึ้นและเกาหัว "เฉินตง เกิดอะไรขึ้น?"
เฉินตงนั่งลงโต๊ะเดียวกันกับซูหวินก่อนจะส่ายหน้า "หากเ้าไม่อยากตายโดยไร้ประโยชน์ อย่าทำให้คนผู้นั้นขุ่นเคืองเป็อันขาด"
"อะไร? เ้าหมายถึงไอ้หนุ่มหน้าจืดเมื่อครู่งั้นรึ?" สีหน้าของซูหวินแลดูประหลาดใจเล็กน้อยที่คนไม่แยแสและรอบคอบอย่างเฉินตงกลับรีบกล่าวเตือนมันเมื่อเห็นว่ากำลังจะสร้างปัญหาให้แก่ไป๋เฉิน
เฉินตงทำได้เพียงผงกศีรษะอย่างเรียบๆ "คนผู้นั้นเป็ตัวอันตราย หากเป็ไปได้ก็หลีกเลี่ยงเขาเสียดีกว่า"
.
.
.
~ ด้านนอกโรงเตี๊ยม ~
ไป๋เฉินเดินออกมาภายนอกและปราดสายตามองไปรอบๆ จนเจอะเจอเข้ากับกลุ่มชายสามคนที่กำลังนั่งพูดคุยกันอย่างเป็มิตร
เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังคนกลุ่มนั้นและกล่าวขึ้น "สหายทั้งสาม โต๊ะของพวกเ้ายังว่างหรือไม่?"
คนทั้งสามหันกลับมาเผยให้เห็นใบหน้าของคนคุ้นเคยอย่างมู่เทียนเฉิง เย่ซ่งและฉินเหวินเทียน
มู่เทียนเฉิงก็จดจำได้ว่าชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดาผู้นี้เป็แขกผู้มีเกียรติของห้องโถงหยวนเปา ซ้ำแล้วยังมาด้วยทีท่าที่อัธยาศัยดี มันจึงรีบประสานมือและกล่าวต้อนรับอย่างเป็มิตร "ที่นั่งยังว่างอยู่ หากเ้าไม่รังเกียจก็นั่งกับพวกข้าได้"
"เอาล่ะ" ไป๋เฉินสะบัดเสื้อคลุมเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงใกล้เคียงกับฉินเหวินเทียน
แต่เย่ซ่งที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับไป๋เฉินก็สังเกตเห็นดวงตาสีเืที่ฉายออกมา จนมันอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านราวกับว่าเห็นภาพทับซ้อนกันกับเฟยเฉินอย่างไรอย่างนั้น
ฉินเหวินเทียนก็จดจำได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีนามว่าไป๋เฉิน เขาเองก็จดจ้องและพบเห็นดวงตาสีแดงเฉกเช่นเดียวกัน ทำให้ต้องหวนนึกไปถึงพี่เขยที่เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
ความสงสัยทำให้ฉินเหวินเทียนมิอาจยับยั้งไม่ให้เอ่ยถามได้ "พะ-พี่ชาย ท่านมีนามว่าไป๋เฉินใช่หรือไม่?"
ไป๋เฉินชำเลืองมองด้วยหางตาและพยักหน้าเบาๆ "ถูกต้อง"
"ท่าน..." ฉินเหวินเทียนดูลังเลใจที่จะถาม แต่เขากลับมีความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อได้อยู่ใกล้กับชายหนุ่มผู้นี้
แต่ไป๋เฉินคว้าเหยือกสุราที่ติดมือออกมาและกระดกตัดบทสนทนา ก่อนจะหันไปแนะนำตัวแก่พวกเขาทั้งสาม "ข้ามีนามว่าไป๋เฉิน พวกเ้ามีนามว่าอะไรกันบ้าง?"
"ข้ามู่เทียนเฉิงจากเมืองเทียนเตี้ยน"
"ข้าเย่ซ่งจากเมืองเทียนเหล่ย"
"และข้าฉินเหวินเทียนจากเมืองเทียนหยุน"
ทั้งสี่แลกเปลี่ยนบทสนาทนากันอย่างเป็มิตร จนกระทั่งไป๋เฉินยิงคำถามขึ้น "ในเมื่อเ้าเป็ถึงนายน้อยของเมืองเทียนเหล่ย เ้าคงรู้ความลับบางอย่างมาบ้างใช่หรือไม่?"
ไป๋เฉินไม่รีรอและเข้าเื่โดยการไถ่ถามกับเย่ซ่งโดยทันที
เย่ซ่งมีสีหน้าหนักใจและมองทั้งสองราวกับกำลังขอความเห็น
แต่มู่เทียนเฉิงผงกศีรษะเบาๆ "พี่ไป๋อาจจะแค่้าข้อมูล พวกเรามายังที่แห่งนี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และไม่ได้มีจุดประสงค์ในการแย่งชิงสมบัติกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบอกเขาไปเถิด"
เย่ซ่งถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา "ในอาณาจักรลับ…สถานที่แห่งนั้นเป็ดินแดนของจักรพรรดิมารเมื่อหนึ่งพันปีก่อน"
"ดินแดนของจักรพรรดิมาร?" ไป๋เฉินเข้าใจโดยพลันว่าเหตุใดมารเก้าเนตรจึงได้คะยั้นคะยอเขาถึงเพียงนี้ ปรากฏว่ามันคือดินแดนที่เคยถูกปกครองโดยมารเก้าเนตรมาก่อน
