“มิใช่เช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ถ้าท่านอ๋องไม่มีธุระสำคัญ พี่ชายของหม่อมฉันกำลังรออยู่” คำตอบนั้นทำชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมสตรีตรงหน้าจึงเ็าเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงเห็นตนเองอยู่กับหลินเสวี่ยถง นางก็พร้อมจะปรี่เข้ามาหาเื่ให้ปวดหัว
เซี่ยหรงเหยายืนนิ่ง รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ แต่จนแล้วจนรอด มู่หรงจ้านกลับยังคงเงียบ นางจึงขยับเท้าคิดเดินจากไป ทว่ามือใหญ่กลับคว้าแขนของนางไว้แน่น
“ท่านอ๋อง ปล่อยข้านะ!”
ร่างบางสะบัดแขนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุม สีหน้าไม่หลงเหลือความสุภาพใดใดอีกต่อไป การกระทำของนางเริ่มแสดงออกถึงนิสัยเดิม และมู่หรงจ้านก็ยกยิ้มอย่างพอใจ
“ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสมกับเป็เ้า” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้วมุ่น มองเขาด้วยสายตางุนงง
“เ้าเห็นข้ากับหลินเสวี่ยถงแสดงความรักต่อกัน ในใจคงจะเ็ปและอัดอั้นมากสินะ” ชายหนุ่มโน้มกายเข้าใกล้ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่ต่ำ
“ไม่เป็ไร ข้าอยู่นี้แล้ว เ้าสามารถอาละวาดได้ตามใจชอบ”
บัดนี้เซี่ยหรงเหยารู้แล้วว่า คนผู้นี้้าอะไร เหตุใดเขาถึงต้องมาดังรอตนเองที่นี่...นั่นก็เพราะ นางมิได้ตามตอแย จึงทำให้เขารู้สึกว่า อำนาจในการแสดงออกและควบคุมของตนลดน้อยลง
“ประสาท”
หญิงสาวสะบัดแขนออกจากมือเขา แล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่กลับยังหลบไม่พ้น เพราะขาที่ยาวกว่า ทำให้มู่หรงจ้านตามมาทัน และขวางนางเอาไว้อีกครั้ง
“นี่! เ้า้าจะทำอะไรกันแน่ มู่หรงจ้าน!”
ร่างบางเริ่มมีโทสะ นางตวาดแหวออกไป...ทั้งที่ไม่คิดข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้อีกแล้ว แต่เขากลับเป็ฝ่ายตามตอแยไม่ปล่อยนาง
“เ้ากล้าเรียกชื่อของข้าตรงๆ เช่นนี้ คงจะโกรธจริงๆ แล้วสินะ” ท่าทีพออกพอใจของบุรุษตรงหน้า ทำเซี่ยหรงเหยาเดือดดานขึ้นมาทันที
“ปล่อยนางซะ!”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังยื้อยุด เสียงทุ้มต่ำและเ็าของใครบางคนพลันดังขึ้นทางด้านหลัง เซี่ยหรงเหยามองร่างสูงที่สวมชุดคลุมสีเดียวกับตน ในใจของนางพลันรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“พี่รอง”
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเ็าตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา
“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”
มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่า
เพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็ใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง
“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน
“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า
“พี่ชายของเ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว
“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก
“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”
ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไป
ั้แ่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่างกัน ทำให้มิอาจขัดขืนต่อพี่ชายต่างมารดา ความรู้สึกเช่นนี้...ช่างทำให้คนมิอาจทนฝืนกล้ำกลืนได้
มู่หรงจ้านสาบานในใจ ตำแหน่งรัชทายาท ตนจะต้องแย่งชิงมาให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม ร่างสูงสะบัดชายเสื้อคลุมเดินจากไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น
มู่หรงฉางชิงจูงมือเซี่ยหรงเหยาเดินออกจากตรงนั้น เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังแ่เบาไปตามทางเดินที่ปกคลุมด้วยกลีบดอกเหมย หญิงสาวที่ขาสั้นกว่าจำต้องเร่งฝีเท้าตามให้ทัน
มือเล็กถูกมือใหญ่กุมไว้แน่น จนรู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว แต่แล้วคนตรงหน้ากลับหยุดกะทันหัน ทำให้นางชนเข้ากับแผ่นหลังแข็งแรงอย่างเต็มแรง
“โอ๊ย!” เซี่ยหรงเหยาร้องเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่แดงเถือกด้วยความเจ็บ มู่หรงฉางชิงหันกลับมามองเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววตำหนิ
“โง่งม” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ
“เพคะ? ...” ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ครั้งหน้า หากถูกเ้านั่นขวางเอาไว้อีก เปิ่นไท่จื่อนุญาตให้เ้าตีไปก่อนแล้วค่อยรายงาน...เื่หลังจากนี้ เราจะรับไว้เอง”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน นางมองเขาด้วยแววตางุนงงยิ่งกว่าเดิม ไม่แน่ใจว่าควรเอ่ยตอบเช่นไรดี ท่าทีสับสนของนางกลับทำให้มู่หรงฉางชิงอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ ชายหนุ่มโน้มกายลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวเคาะปลายจมูกของหญิงสาวเบาๆ
“เข้าใจหรือไม่” ัันั้นทำให้หัวใจของเซี่ยหรงเหยาเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว
“พะ...เพคะ”
นางตอบเสียงแ่ ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้นทันตา มู่หรงฉางชิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนกระชับมือของนางอีกครั้ง แล้วลากกลับเข้าไปในงานเลี้ยง
ท่ามกลางสายลมหนาวและกลีบดอกเหมยที่ปลิวว่อน ราวกับกำลังอวยพรให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองที่กำลังก่อตัวขึ้น
“กลับมาแล้วหรือ เหตุใดเข้าห้องน้ำนานเพียงนี้ หรือว่าปวดหนัก” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามสหายรักทันทีที่เซี่ยหรงเหยานั่งลง
“บ้าหรือ ข้าทานไม่เยอะเท่าเ้า จะปวดหนักได้อย่างไร”
หญิงสาวเอ่ยตอบพลางค้อนให้สหายรักหนึ่งที
“เช่นนั้นไปทำอะไรมา” ว่านหนิงอวิ๋นยังไม่ละความสงสัย ดวงตางามเป็ประกายอยากรู้อยากเห็นเต็มที่
เซี่ยหรงเหยาเห็นท่าทีของนาง ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ตนเองไม่เคยมีความลับต่อกันอยู่แล้ว จึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นระหว่างตนและมู่หรงจ้านให้ฟังอย่างละเอียด
ว่านหนิงอวิ๋นฟังจบก็ยกคิ้วขึ้นอย่างจับผิด
“เขาชอบเ้า” หญิงสาวเอ่ยตรงๆ
“ใครชอบข้า” เซี่ยหรงเหยาถามกลับทันที
“ก็องค์รัชทายาทผู้นั้นน่ะสิ”
“ไม่มีทาง! เขาจะมาชอบคนที่พึ่งพบหน้าเพียงสองครั้งได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะในลำคอ
“เช่นนั้นเ้าลองให้เหตุผลมาสิ…ทำไมคนผู้หนึ่งถึงยื่นมือเข้าช่วยอีกคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเกิดความบาดหมางกับพี่น้อง เขาทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร” เซี่ยหรงเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ
“เพราะเป็คนดี...องค์รัชทายาทเป็คนดีมีคุณธรรม จึงไม่สามารถมองเื่อยุติธรรมตรงหน้าโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย”
คำตอบนั้น...ทำสืออีที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดขำพรืดออกมาเสียงดังจนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก
คนดีหรือ พบความอยุติธรรมแล้วยื่นมือเข้าช่วยหรือ แม่นางน้อย นั่นห่างไกลจากนายท่านของข้ายิ่งนัก
แม้สตรีทั้งสองจะกระซิบกระซาบกันเสียงเบา แต่สำหรับผู้ที่ฝึกยุทธมานาน หูย่อมไวเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไป
รัชทายาทมู่หรงฉางชิงและพี่ชายทั้งสองของพวกนางที่นั่งอยู่ไม่ไกล ต่างได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจนยิ่ง ชายหนุ่มเ่าั้มิได้สนใจเหล่าสตรีที่กำลังแสดงความสามารถอยู่เบื้องหน้า หากแต่กำลังตั้งใจฟังบทสนทนาซุบซิบนินทาของสองสหายด้วยสีหน้าที่ต่างกันไป
และบางคน...กำลังแอบยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
“คนโง่ จะมีใครที่เป็คนดีขนาดนั้นกัน” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยพลางยกมือเคาะหัวสหายเบาๆ ด้วยความระอา
เซี่ยหรงเหยาหันมาส่งค้อนให้เบาๆ แต่ก็มิได้โต้แย่งอันใด นางเองก็รู้ดีว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีเหตุผล ทว่าลึกๆ ในใจ กลับอยากเชื่อว่า มู่หรงฉางชิงช่วยนางเพราะความมีน้ำใจ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น
อีกอย่าง...หัวใจของนางในชาตินี้ คงมิอาจเปิดรับความรักได้อีกแล้ว หลังจากความรักที่ไม่สมหวังในชาติก่อน ได้ทิ้งรอยแผลลึกเอาไว้ในใจ นางจึงสาบานกับตนเองว่า จะไม่ยอมให้ใครเข้ามาทำร้ายหัวใจตนได้อีก
ขณะนั้นเอง ใน่เวลาที่หญิงสาวทั้งสองกำลังสนทนาเื่ลับๆ ระหว่างสตรี มู่หรงจ้านก็ได้ก้าวกลับเข้ามาในงานเลี้ยง เมื่อเขานั่งลงยังที่ของตน หลินเสวี่ยถงที่นั่งอยู่ด้านข้างพลันเหลือบสายตามองคนรัก
ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสงสัย และไม่ไว้วางใจ นางจำได้ดีว่าไม่นานหลังจากเซี่ยหรงเหยาออกจากงานเลี้ยง มู่หรงจ้านก็ลุกตามออกไปเช่นกัน
“พระองค์ไปไหนมาหรือเพคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความกดดันอยู่ในที เอ่ยถามออกไป และมู่หรงจ้านก็ตอบเรียบๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่มีอันใด...แค่ออกไปเดินเล่นแถวนี้”
