ตอนที่ 8 แสงดาบในเงามืด
หลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้ากับชีคคาลิดที่โอเอซิสวาดีย์ อัล-ฮิดายะห์เมื่อคืนนั้น อธิชาก็รู้สึกราวกับมีเมฆหมอกแห่งความลึกลับปกคลุมอยู่รอบตัวเธอ ไม่ใช่แค่เพียงปริศนาของอาณาจักรอัล-ซาฟีร่าและพ่อของเธอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุรุษผู้ลึกลับที่เพิ่งได้พบเจอ ความรู้สึกเชื่อมโยงที่แปลกประหลาดกับเขาไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เธอนึกถึงดวงตาคู่คมที่มองมายังเธออย่างเ็า ภาพของเขาหลอกหลอนอยู่ในห้วงความคิดไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ ความเ็าของเขาขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับแรงดึงดูดที่เธอััได้ ทำให้เธอสับสนและกระสับกระส่ายราวกับมีกระแสคลื่นบางอย่างไหลวนอยู่ในจิตใจ แรงดึงดูดที่ไม่ใช่แค่ความหลงใหลแบบปุถุชน แต่เป็ความผูกพันที่ลึกซึ้งเกินกว่าเหตุผลใดๆ จะอธิบายได้ ราวกับด้ายแห่งโชคชะตาที่มองไม่เห็นได้พันผูกเธอกับเขาไว้ั้แ่ชาติปางก่อน ความรู้สึกนี้เป็ทั้งพลังขับเคลื่อนและความกังวลในคราวเดียวกัน
อธิชาพยายามเบนความสนใจจากความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายนั้นด้วยการจมดิ่งกับการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อัล-ซาฟีร่า ในห้องสมุดเล็กๆ ของวาดีย์ อัล-ฮิดายะห์ ซึ่งเป็ที่รวมของตำราโบราณที่เขียนด้วยภาษาอาราเมอิกและภาษาอาหรับคลาสสิกที่ยากจะตีความ ภาษาโบราณที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยปริศนาที่ซ่อนอยู่ทุกตัวอักษร เธอใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการแปลและทำความเข้าใจอักขระและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในตำราเ่าั้ รวมไปถึงแผนที่เก่าแก่ที่เธอพบในห้องของพ่อ มันเป็งานที่ต้องใช้สมาธิและความอดทนอย่างสูง ต้องอาศัยความรู้ด้านภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และโบราณคดีอย่างลึกซึ้ง แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ เพราะทุกตัวอักษรที่เธอถอดความได้ ก็เหมือนกับก้าวเล็กๆ ที่นำเธอเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เธอกำลังประกอบชิ้นส่วนปริศนาแห่งอารยธรรมที่สาบสูญที่ค่อยๆ ปรากฏรูปร่างให้เห็นทีละน้อย เผยให้เห็นร่องรอยของอดีตอันยิ่งใหญ่และความขัดแย้งที่ถูกฝังไว้ใต้ผืนทราย
ยิ่งเธอค้นคว้ามากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเข้าใกล้แก่นแท้ของความลับบางอย่างที่ถูกปิดผนึกไว้ใต้ผืนทรายมานานนับพันปี เธอบังเอิญพบเจอเื่ราวที่น่าสนใจในตำราโบราณบางเล่ม ที่กล่าวถึง ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว ซึ่งเป็ชนเผ่าที่สาบานว่าจะปกป้อง ดวงใจแห่งแซฟไฟร์ และทางเข้าสู่อัล-ซาฟีร่าจากผู้รุกราน แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับว่าผู้พิทักษ์เหล่านี้คือใคร หรืออาศัยอยู่ที่ไหน ราวกับเป็ตำนานที่ถูกจงใจเลือนหายไปจากการรับรู้ของคนทั่วไป หรืออาจเป็เพียงชนเผ่าในตำนานที่ไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม คำทำนายโบราณที่พ่อของเธอทิ้งไว้เกี่ยวกับ สตรีจากแดนไกล ผู้มีิญญาแห่งดวงดาว ก็ยิ่งทำให้เธอเชื่อมั่นว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ และเธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ เส้นทางที่เต็มไปด้วยเงาและอันตรายที่มองไม่เห็น
ระหว่างการค้นคว้า เธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ผู้คนในวาดีย์ อัล-ฮิดายะห์ ดูเหมือนจะจับตามองเธอเป็พิเศษ บางคนแสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็นอย่างโจ่งแจ้งจนน่าอึดอัด บางคนแสดงออกถึงความหวาดระแวงอย่างชัดเจนจนแทบไม่ปิดบัง และบางคนก็มองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ราวกับว่าการปรากฏตัวของเธอเป็สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เป็สัญญาณแห่งเภทภัยที่อาจนำมาซึ่งหายนะ สายตาเ่าั้ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยราวกับมีเข็มเล็กๆ ทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา เธอจึงพยายามระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนหรือทำอะไร เธอก็จะพยายามไม่ให้ตัวเองตกเป็เป้าสายตาจนเกินไป พยายามกลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างที่สุด แต่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยสายตาลึกลับนี้ การพรางตัวเป็เื่ที่ยากลำบากยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้มากนัก อธิชาเริ่มรู้สึกเหมือนเป็กวางตัวหนึ่งที่กำลังถูกหมาป่าหลายตัวเฝ้ามองอย่างเงียบเชียบ รอเวลาเข้าตะครุบ
วันหนึ่ง ในขณะที่อธิชากำลังเดินกลับจากห้องสมุดใน่พลบค่ำ แสงสีส้มแดงของดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงแสงสลัวๆ ทั่วทั้งโอเอซิส เต็นท์ส่วนใหญ่เริ่มปิดไฟ ผู้คนเริ่มกลับเข้าที่พัก เสียงเจื้อยแจ้วที่เคยมีเมื่อกลางวันเริ่มเงียบลง บรรยากาศเริ่มเงียบสงัดและวังเวงผิดปกติ เธอยกแขนขึ้นกอดตัวเอง รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาในกระดูก แม้จะสวมเสื้อผ้าที่หนาพอสมควร เธอกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่บอกว่ากำลังมีอันตรายเข้ามาใกล้ หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะ ราวกับเสียงกลองที่รัวเร้าเตือนภัย เธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พยายามมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวที่เดินเต็มไปด้วยความระแวง แต่ทุกอย่างดูเหมือนปกติจนน่าขนลุก ไม่มีเสียงฝีเท้าอื่นใด นอกจากเสียงรองเท้าของเธอที่ย่ำไปบนผืนทรายที่เย็นลง ไม่มีเงาใดปรากฏ นอกจากเงาของเธอที่ทอดยาวบิดเบี้ยวไปกับแสงไฟที่อ่อนลงจากตะเกียงที่ห้อยอยู่ตามเต็นท์ที่กำลังจะดับลง
ทันใดนั้นเอง! ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ ระหว่างเต็นท์ผ้าใบสองหลังที่มืดมิดและไร้ผู้คน ซึ่งเป็ทางลัดที่เธอใช้เป็ประจำ มีเงาร่างสูงใหญ่สามร่างพุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ราวกับผีร้ายที่โผล่ออกมาจากเงามืด ชายสามคนสวมชุดคลุมสีดำสนิทั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าโพกศีรษะหนาจนมองไม่เห็นใบหน้า ดวงตาที่วาวโรจน์ภายใต้ความมืดบ่งบอกถึงเจตนาร้ายอย่างชัดเจน พวกเขาเคลื่อนไหวราวกับนักล่าที่ชำนาญการ ล้อมกรอบเธอในพริบตา ความเร็วของพวกเขาทำให้เธอแทบไม่มีเวลาตั้งตัว หนึ่งในนั้นพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง พยายามเข้ามารวบตัวเธออย่างรุนแรง ใช้แขนแข็งแรงรัดรอบเอวและปิดปากเธอไว้ ชายคนที่สองชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากใต้ชุดคลุม แสงมีดสะท้อนกับแสงจันทร์ที่เริ่มส่องสว่างขึ้นเล็กน้อย เปล่งประกายวูบวาบอย่างน่าขนลุก มันเป็มีดที่ยาวและคมกริบ ปลายแหลมชี้ตรงมาที่เธอ ส่วนชายคนที่สามยืนขวางทางหนีทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว
อธิชาใสุดขีด เืในกายแทบหยุดไหล เธอไม่คาดคิดว่าจะมีการลอบทำร้ายเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดที่เธอเคยฝึกฝนมาเมื่อครั้งที่ออกสำรวจกับพ่อก็ทำงานทันที เธอสะบัดตัวสุดแรงเพื่อหลุดจากการจับกุม ศอกกระแทกเข้าที่ซี่โครงของชายที่จับเธออยู่ด้านหลังอย่างจัง ทำให้เขาอุทานออกมาด้วยความเ็ปและคลายวงแขนลงเพียงเสี้ยววินาที เธอใช้โอกาสนั้นพุ่งตัวหนีไปข้างหน้า แต่ชายคนที่สองก็พุ่งเข้ามาขวางทางพร้อมกับมีดในมือ เขาเหวี่ยงมีดเข้าใส่เธออย่างรวดเร็วและไม่ปราณี อธิชาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด รู้สึกถึงลมคมมีดที่เฉียดผ่านแก้มไปเพียงเล็กน้อย เส้นผมสองสามเส้นร่วงหล่นลงพื้น เธอเตะเข้าที่ขาของชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาก้าวเซเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเตรียมวิ่งหนีเข้าสู่ความมืด แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวเท้า ชายคนแรกก็ฟื้นตัวกลับมาจับแขนเธอไว้แน่นอีกครั้ง แรงบีบที่ข้อมือทำให้เธอเจ็บจนแทบกรีดร้อง และชายคนที่สามก็เข้ามาประชิดตัว ใช้มือแข็งแรงตะครุบปลายคางของเธอ บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด
ในเสี้ยววินาทีที่ดูเหมือนยาวนานชั่วนิรันดร์ ขณะที่ชายคนที่สองกำลังเงื้อมีดขึ้นเตรียมแทงลงมายังร่างของอธิชา แสงจันทร์ที่เคยอ่อนจางพลันสว่างจ้าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ! และในแสงสว่างนั้นเอง ก็มีเงาร่างสูงโปร่งปรากฏขึ้นราวกับผีเสื้อกลางคืนที่พุ่งเข้าหาแสง ชายผู้นั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด! เขาคือชีคคาลิด!
ชีคคาลิดปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา พร้อมกับดาบโค้งที่งดงามและประดับประดาด้วยอัญมณีสีน้ำเงินเข้มที่แวววาวราวกับสะเก็ดดาว เล่มหนึ่งถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แสงดาบสะท้อนกับแสงจันทร์เป็ประกายสีเงินยวงงดงามปนความอันตราย เขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ บนใบหน้า แต่การเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแม่นยำ ราวกับนักรบผู้ผ่านสมรภูมินับร้อย เขาฟาดฟันดาบในมือเข้าใส่ชายคนที่สองที่ถือมีดอย่างรวดเร็วและรุนแรง เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานไปทั่วตรอกแคบๆ ชายคนนั้นไม่ทันได้ตั้งตัว ดาบของชีคคาลิดเฉือนเข้าที่แขนของเขาอย่างรวดเร็ว ทำให้มีดในมือร่วงหล่นลงพื้น ชายผู้นั้นร้องด้วยความเ็ป ก่อนจะทรุดตัวลงกุมแขน
ชีคคาลิดไม่รอช้า เขาสะบัดดาบในมืออย่างพลิ้วไหว เปลี่ยนเป้าหมายไปยังชายคนที่กำลังจับอธิชาอยู่ ชายผู้นั้นเห็นท่าไม่ดีก็รีบปล่อยอธิชาให้เป็อิสระ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ชีคคาลิดด้วยมือเปล่า หวังจะต่อสู้แบบประชิดตัว แต่ชีคคาลิดกลับเร็วกว่า เขาใช้ด้ามดาบฟาดเข้าที่ศีรษะของชายผู้นั้นอย่างแรง จนเขาเซถลาล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเฉียบขาด รวดเร็ว และไร้ความปราณี อธิชายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัวระคนกับความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด แรงดึงดูดที่เธอรู้สึกกับเขาเมื่อคืนนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อได้เห็นเขาต่อสู้เพื่อปกป้องเธอ
เมื่อเห็นว่าหมดทางสู้ ผู้ลอบทำร้ายทั้งสามคนก็รีบพยุงตัวเองขึ้นและวิ่งหนีหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความตึงเครียดที่อบอวลอยู่ในอากาศ อธิชายืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น หายใจหอบถี่ พยายามรวบรวมสติ เธอััได้ถึงกลิ่นคาวเืจางๆ ที่ลอยมาตามลม และกลิ่นอายของอันตรายที่ยังคงคุกรุ่น
ชีคคาลิดเก็บดาบเข้าฝักอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีภัยคุกคามอื่นใด ก่อนจะหันมามองอธิชา ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยและเ็า ไม่ได้แสดงความห่วงใยหรือความเป็ห่วงใดๆ เลยแม้แต่น้อย แต่ในความเ็านั้น อธิชากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ บางอย่างที่เขาไม่้าให้ใครเห็น หรือบางอย่างที่เขาไม่อาจแสดงออกได้
"เ้าไม่ควรเดินคนเดียวในยามวิกาลในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย อธิชา" เสียงของเขาห้าวลึกและเ็า ราวกับก้อนน้ำแข็งที่กำลังละลายช้าๆ แต่กลับมีน้ำหนักและความหมายแฝงที่เธอััได้ "นี่คือคำเตือน"
อธิชารู้สึกโกรธเคืองกับท่าทีที่เ็าของเขา แม้เพิ่งจะช่วยชีวิตเธอไว้ก็ตาม "คำเตือน? หลังจากที่ฉันเกือบถูกฆ่าเนี่ยนะ! คุณเป็ใครกันแน่ ทำไมถึงมาที่นี่ และทำไมถึงช่วยฉัน ทั้งที่เมื่อคืนคุณยังเมินเฉยใส่ฉันอยู่เลย!" เธอะเิคำถามออกมาอย่างอดกลั้นไม่ไหว ความโกรธและความสับสนปะปนกันอยู่ในน้ำเสียง
ชีคคาลิดเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาดูว่างเปล่ามากขึ้นกว่าเดิม ราวกับเธอเป็เพียงเสียงรบกวน "ข้ามีหน้าที่ของข้า เ้าไม่จำเป็ต้องรู้"
"หน้าที่ของคุณคืออะไร? คือยืนดูคนกำลังจะตายแล้วค่อยเข้ามาช่วยอย่างไม่เต็มใจงั้นเหรอ?" อธิชาสวนกลับอย่างเผ็ดร้อน ดวงตาของเธอลุกวาวด้วยโทสะ แม้ร่างกายจะยังคงสั่นเทา
"เ้ายังไม่ตาย" ชีคคาลิดตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "และเ้าไม่ควรถามเื่ที่ไม่จำเป็ต้องรู้"
"ไม่จำเป็? การที่ฉันเกือบตายไม่ใช่เื่ไม่จำเป็งั้นเหรอ!" อธิชารู้สึกเดือดดาล "แล้วไอ้พวกนั้นมันเป็ใคร ทำไมถึง้าตัวฉัน หรือมันเกี่ยวกับอัล-ซาฟีร่าใช่ไหม! คุณรู้เื่นี้ใช่ไหมชีคคาลิด!" เธอเน้นย้ำชื่อของเขาอย่างจงใจ
แววตาของชีคคาลิดฉายประกายบางอย่างขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที เมื่ออธิชาเอ่ยชื่อ อัล-ซาฟีร่า และคำถามที่ตรงจุด เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ลดความเ็าลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความห่างเหิน "บางเื่... เ้าไม่ควรรู้ตอนนี้ การรู้มากเกินไปจะนำมาซึ่งอันตรายมากกว่าที่เ้าคาดคิด"
"แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง? ให้ฉันนั่งรอความตายอยู่ที่นี่งั้นเหรอ!" อธิชาะโกลับไปอย่างสิ้นหวังปนประชดประชัน
ชีคคาลิดก้าวเข้ามาใกล้เธออีกเล็กน้อย จนอธิชาััได้ถึงกลิ่นอายของเครื่องเทศและกลิ่นกายอันเป็เอกลักษณ์ของเขา ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของอธิชา "เ้ามีทางเลือก อธิชา... กลับไปเสียตอนนี้ ไปจากดินแดนแห่งนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป" เสียงของเขาดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างจากความเ็าโดยสิ้นเชิง มันคือความกังวล... หรือความห่วงใย?
อธิชาจ้องมองตอบเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "กลับไปงั้นเหรอ? หลังจากที่ฉันเดินทางมาไกลขนาดนี้ แล้วพ่อของฉันล่ะ? คุณรู้ใช่ไหมว่าพ่อของฉันอยู่ที่ไหน! คุณเป็ใครกันแน่ ชีคคาลิด! คุณเป็หนึ่งใน ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว หรือเปล่า! คุณรู้คำทำนายเื่ สตรีแห่งดวงดาวใช่ไหม!" เธอตัดสินใจที่จะโยนทุกสิ่งที่เธอรู้ใส่เขา
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของชีคคาลิดก็แข็งกระด้างขึ้นทันที แววตาของเขากลับมาเ็าและแข็งกร้าวอีกครั้ง ราวกับถูกแทงเข้าที่จุดอ่อน เขาถอยห่างจากอธิชาไปหนึ่งก้าว
"คำพูดของเ้า... ระวังให้ดี อธิชา" เสียงของเขาเปลี่ยนเป็ดุดันและทรงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน "บางคำพูด... สามารถนำมาซึ่งหายนะได้"
เขาไม่รอให้อธิชาตอบโต้ เพียงแค่พูดจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ราวกับภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วก็หายไป ทิ้งให้อธิชายืนอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มกลับมาปกคลุมโอเอซิส พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความหวาดกลัว ความโล่งใจ ความสับสน และที่สำคัญที่สุดคือแรงดึงดูดอันมหาศาลที่ยากจะปฏิเสธได้
อธิชาทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นทรายที่เย็นเฉียบ พยายามปรับลมหายใจให้เป็ปกติ มือของเธอยกขึ้นกุมจี้รูปกลุ่มดาวนายพรานที่เปล่งประกายอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์ พลังงานจากจี้ยังคงเต้นระริกในฝ่ามือ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ ชีคคาลิดปรากฏตัวขึ้นในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังงานบางอย่าง เช่นเดียวกับที่เธอรู้สึกถึงเขา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงช่วยเธอ ทั้งที่เขาแสดงออกอย่างเ็าและห่างเหิน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เธอรู้ว่าเขาคือส่วนหนึ่งของปริศนาที่กำลังจะเปิดเผย และการผจญภัยของเธอก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง และมันจะซับซ้อนกว่าที่เธอจินตนาการไว้มากนัก ด้วยเงาของชีคคาลิดที่เข้ามาพัวพันในชะตาของเธออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.
////****////
