ต่งปิ่งพยายามข่มความประหม่า แสร้งปั้นหน้านิ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ "ท่านผู้อำนวยการครับ ผมไม่เข้าใจเลยว่าท่านกำลังพูดเื่อะไร ในฐานะแพทย์เ้าของไข้ ผมแค่ดูแลคนป่วยตามหน้าที่ ผมทำผิดตรงไหนครับ?"
ผู้อำนวยการเฝิงตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด "ผมถามว่าคุณเป็คนเตรียมน้ำเกลือขวดนั้นให้หลี่ไหลฮวาใช่ไหม"
ต่งปิ่งเหลือบสายตาไปมองพยาบาลเวร หวังจะส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายช่วยรับหน้าแทน แต่เมื่อเห็นพยาบาลสาวเมินหน้าหนี ไม่แม้แต่จะสบตา เขาจึงจำใจต้องพยักหน้ารับ "ใช่ครับ ผมเป็คนเตรียมเอง นี่ก็เพราะความหวังดีที่หมอมีต่อคนไข้นะครับ"
ผู้อำนวยการเฝิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หวังดีด้วยยาแก้ปวดเกินขนาดเนี่ยนะ คุณคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปจะไม่มีใครรู้ใครเห็นหรือไง"
พอได้ยินคำว่า 'ยาแก้ปวด' ต่งปิ่งกลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาคิดเข้าข้างตัวเองว่าป่านนี้น้ำเกลือขวดนั้นคงหมดไปแล้ว ผู้อำนวยการไม่มีทางมีหลักฐานมัดตัว
"ท่านผู้อำนวยการครับ ท่านไปฟังใครเป่าหูมาถึงได้มากล่าวหาผมแบบนี้ ผมไม่โกรธท่านหรอกนะครับ แต่โทษตัวเองมากกว่าที่คงไปขัดผลประโยชน์ใครเข้าจนสร้างศัตรูไว้"
ผู้อำนวยการเฝิงชี้มือไปทางห้องแล็บ "ต่งปิ่ง น้ำเกลือขวดที่คุณเตรียม ตอนนี้วางหราอยู่บนโต๊ะทดลอง แค่ดมกลิ่นก็รู้แล้วว่าใส่ยาแก้ปวดไปมากแค่ไหน คุณกะจะรอให้ยาออกฤทธิ์จนหลี่ไหลฮวาไม่รู้สึกเจ็บ แล้วค่อยลงมือทำลายแขนเธอให้พิการใช่ไหม? แผนตื้นๆ แค่นี้คิดว่าผมดูไม่ออกหรือไง ยังจะแถไปถึงไหน"
ต่งปิ่งเริ่มหน้าเสีย แต่ยังทำใจดีสู้เสือ "แล้วใครเป็คนเอาขวดน้ำเกลือนั่นไปให้พวกคุณ"
ยังไม่ทันที่ผู้อำนวยการเฝิงจะตอบ ชูชิงก็ก้าวออกมา "ฉันเองค่ะ"
สมองของต่งปิ่งแล่นเร็วทันที "ต้องเป็นังเด็กชูชิงนี่แน่ๆ ที่ใส่ร้ายผม น้ำเกลืออยู่ในห้องแม่เธอ เธอต้องแอบสับเปลี่ยนขวดแน่ๆ เพราะเธอมีโอกาสทำได้มากที่สุด เธอคงแค้นที่ผมช่วยน้องสาวทำเื่เข้าโรงพยาบาล ก็เลยมาลงที่ผม ผมขอสาบานเลยว่ายาที่ผมให้หลี่ไหลฮวาคือยาแก้อักเสบ ไม่ใช่ยาแก้ปวด"
ต้าลี่ได้ยินคนมาใส่ร้ายหลานรักก็ของขึ้น กำหมัดแน่นทำท่าจะพุ่งเข้าไปซัดหน้าหมอชั่ว
ชูชิงรีบคว้าแขนเขาไว้ "ลุงต้าลี่คะ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลงมือ... ต่งปิ่งเขาอยากโยนความผิดให้หนู แต่มันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดหรอกค่ะ"
ต้าลี่เชื่อฟังชูชิงอย่างว่าง่าย จึงได้แต่ขบกรามแน่นระงับอารมณ์
ชูชิงหันไปมองต่งปิ่งด้วยแววตาดูแคลน "ต่งปิ่ง ฉันไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล จะไปรู้วิธีผสมน้ำเกลือได้ยังไง ยิ่งแยกแยะยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวดนี่ยิ่งแล้วใหญ่... พยาบาลเวรยืนยันแล้วว่าคุณเป็คนเตรียมยาให้แม่ฉันกับมือ ถ้าฉันเดาไม่ผิด คุณคงเขียนใบสั่งยาเป็ยาแก้อักเสบ แต่ตอนผสมจริงกลับใส่ยาแก้ปวดลงไปแทน คุณลองใช้สมองอันน้อยนิดคิดดูสิคะ ว่าคุณจะอธิบายที่มาของยาแก้ปวดปริมาณมากขนาดนั้นในมือคุณได้ยังไง โดยที่ไม่มีใบสั่งยา"
คำพูดของเด็กสาวเหมือนจุดประกายให้ผู้อำนวยการเฝิง
ท่านรีบเดินดิ่งไปที่ห้องจ่ายยาเพื่อตรวจสอบประวัติการสั่งยาของต่งปิ่งในวันนี้ทันที ผลปรากฏว่าไม่มีรายการสั่งจ่ายยาแก้ปวดสำหรับหลี่ไหลฮวาเลย มีแต่รายการเบิกยาแก้อักเสบ
ความพิรุธมันฟ้องอยู่ตรงนี้
เบิกยาแก้อักเสบไปแต่ไม่ได้ใช้กับคนไข้... แล้วยาพวกนั้นหายไปไหน? ส่วนยาแก้ปวดที่ถูกนำมาใช้ล่ะ มาจากไหนกันแน่?
จังหวะเดียวกันนั้น กู้เฉียนก็นำทีมเ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดยสารวัตรจางผินและลูกน้องมาถึงพอดี
ผู้อำนวยการเฝิงไม่คิดจะปิดบัง ท่านเล่าเหตุการณ์และข้อสันนิษฐานทั้งหมดให้สารวัตรจางฟังอย่างละเอียด
สารวัตรจางผินสั่งลูกน้องคุมตัวต่งปิ่งทันที พร้อมสั่งค้นห้องทำงานอย่างละเอียด
ผลการตรวจค้นห้องทำงานเจอแจ็คพอต พบยาแก้อักเสบกว่าห้าสิบขวดและยาแก้ปวดอีกกว่าสามสิบขวดยัดซ่อนอยู่ ซึ่งทั้งหมดยังไม่ถูกเปิดใช้
เ้าหน้าที่ขยายผลไปตรวจค้นที่บ้านพักของต่งปิ่ง และสิ่งที่พบก็น่าตกตะลึงยิ่งกว่า ยาจำนวนมหาศาลถูกบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษลังใบใหญ่ ทั้งยาแก้ไข้ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ทั้งชนิดเม็ดและน้ำ น้ำยาฆ่าเชื้อ สำลีแอลกอฮอล์ ผ้าก๊อซ น้ำกลั่น น้ำเกลือ... ราวกับยกคลังยาของโรงพยาบาลไปไว้ที่บ้าน
จำนนต่อหลักฐาน ต่งปิ่งหมดหนทางปฏิเสธ เขาคอตกยอมสารภาพจนหมดเปลือก
เขาสารภาพว่า ทุกครั้งที่สั่งยาให้คนไข้ในวอร์ด เขาจะสั่งในปริมาณปกติ แต่ตอนเตรียมยาจริงจะแอบฮุบไว้ครึ่งหนึ่ง ซ่อนใส่ลิ้นชักล็อกกุญแจ พอสะสมได้เยอะๆ ก็จะอาศัยจังหวะเลิกงานกะดึก ห่อด้วยเสื้อกาวน์ทำทีว่าจะเอาชุดกลับไปซักที่บ้าน พอยาเต็มกล่องเมื่อไหร่ ก็จะติดต่อพ่อค้าตลาดมืดมารับซื้อ
ตลอดสิบปีในวิชาชีพแพทย์ เขาโกงกินและขโมยค่ายาจากคนไข้ไปคิดเป็มูลค่ากว่าหมื่นหยวน
ในยุคสมัยนั้น เงินหนึ่งหมื่นหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ สามารถซื้อบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินในเมืองได้หลายหลังเลยทีเดียว
ต่งปิ่งไม่เคยคาดคิดเลยว่า จุดจบของเขาจะมาจากการพยายามทำร้ายหลี่ไหลฮวาจนถูกเด็กสาวอย่างชูชิงตลบหลัง และยิ่งไม่คิดว่าเื่จะบานปลายจนถูกตำรวจสืบสวนจนลากไส้ออกมาหมดพุงแบบนี้
ผู้อำนวยการเฝิงรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดเื่ร้ายแรงใต้จมูกตัวเอง ท่านจึงยื่นหนังสือขอลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ทางผู้ใหญ่ยังไม่อนุมัติในทันที โดยขอพิจารณาอย่างละเอียดก่อน
ชูชิงรู้ดีจากความทรงจำในชาติก่อนว่าผู้อำนวยการเฝิงเป็คนดีและมีความสามารถ เธอไม่อยากให้ท่านต้องมารับเคราะห์กรรมนี้ จึงเขียนจดหมายในนามของครอบครัวผู้เสียหายส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงถึงความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และความสามารถทางการแพทย์ของท่าน ย้ำว่าหากไม่ได้ความเฉียบขาดของผู้อำนวยการเฝิง คดีของต่งปิ่งคงไม่มีทางคลี่คลายได้เร็วขนาดนี้
ทางด้านกู้เฉียนเองก็คาบข่าวไปบอกที่บ้าน ตระกูลกู้ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้อำนวยการเฝิงอยู่แล้วย่อมไม่นิ่งดูดาย
สุดท้าย ผู้อำนวยการเฝิงก็ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป ท่านเองก็ดูจะปลงตก ไม่ได้ยึดติดกับหัวโขนผู้อำนวยการ ขอเพียงยังได้รักษาคนไข้ ท่านก็พอใจแล้ว
สิ่งแรกที่ท่านทำหลังจากเื่สงบ คือยืนกรานจะตรวจรักษาต้าลี่ให้ได้ ซึ่งต้าลี่เองก็ยอมจำนนเพราะทนลูกตื้อของชูชิงไม่ไหว
กู้เฉียนเองก็เข้าใจสถานการณ์ดีว่า ตราบใดที่ต้าลี่ยังความจำเสื่อม คงไม่มีใครบังคับให้เขากลับตระกูลเถาได้แน่ๆ
ต้าลี่ถูกแอดมิทให้นอนพักฟื้นในห้องเดียวกับชูผิง
เมื่อจัดการเื่ทางนี้เสร็จ ชูชิงต้องกลับไปแจ้งข่าวที่หมู่บ้านเป่ยซิน กู้เฉียนจึงอาสาขับรถไปส่ง
ระหว่างทางที่รถแล่นผ่านความมืด กู้เฉียนเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ "ชูชิง ถามจริงๆ นะ เธอไม่อยากรู้เื่ครอบครัวของเถา... เอ้ย เื่บ้านของลุงต้าลี่บ้างเหรอ?"
ชูชิงยิ้มบางๆ ตอบกลับโดยไม่หันมามอง "มีอะไรต้องถามล่ะคะ สำหรับฉัน เขาก็คือลุงต้าลี่ แค่นั้นพอแล้ว"
"เธอไม่คิดจะฉวยโอกาสเรียกร้องเงินทองหรือบุญคุณจากบ้านเถาหน่อยเหรอ? ตระกูลนั้นเขาไม่ชอบติดค้างใครนะ จ่ายไม่อั้นเลยล่ะ"
"ก็จริงค่ะ แต่ตอนนั้นฉันยังยกโสมให้คุณฟรีๆ ได้เลย คุณคิดว่าคนอย่างฉันจะหน้าเงินขนาดนั้นเชียวเหรอคะ?"
กู้เฉียนหัวเราะหึๆ "นั่นสินะ เธอนี่ไม่เหมือนเด็กอายุสิบสองสิบสามทั่วไปเลยจริงๆ"
หัวใจชูชิงกระตุกวูบ หรือว่าเขาจะดูออกว่าเธอเป็ผู้ใหญ่ในร่างเด็ก? เธอรีบกลบเกลื่อนความกังวลแล้วถามกลับ "ไม่เหมือนยังไงคะ?"
"ก็เพราะเธอใจปล้ำมากน่ะสิ ยกโสมราคาแพงให้คนอื่นหน้าตาเฉย เหมือนคนบ้าเลย..."
เจอคำเหน็บแนมแบบทีเล่นทีจริงเข้าไป ชูชิงก็โล่งอก "บ้าก็บ้าสิคะ คนบ้าก็มักจะมีโชคแบบคนบ้าแหละน่า"
กู้เฉียนะเิหัวเราะร่า ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ของต้าลี่ให้ฟังโดยที่เธอไม่ต้องถาม
"ลุงต้าลี่ของเธอ จริงๆ แล้วชื่อ 'เถาจี้หยวน' เป็อาแท้ๆ ของเถาอี้เฉิน พวกรุ่นหลานชอบแอบตั้งฉายาให้แกว่า 'เถาต้าลี่' (เถาจอมพลัง) แต่ไม่มีใครกล้าเรียกต่อหน้าหรอกนะ ที่แกยอมให้เธอเรียกแบบนั้นคงเพราะจำอะไรไม่ได้นั่นแหละ... ส่วนความสัมพันธ์ของเขากับเถาอี้เฉินน่ะ..."
พูดมาถึงตรงนี้ กู้เฉียนจงใจหยุดเว้นวรรคเพื่อดึงเช็ง รอให้ชูชิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่ชูชิงกลับนั่งนิ่งเงียบ ไม่แสดงท่าทีสนใจใคร่รู้เลยสักนิด
กู้เฉียนหารู้ไม่ว่า ลึกๆ แล้วชูชิงไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับเถาอี้เฉินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็เื่ของเขา หรือเื่อาของเขา
สิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ในหัวตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว คือจะทำยังไงให้ส่งตัวลุงต้าลี่กลับตระกูลเถาให้เร็วที่สุด เพื่อที่ชาตินี้... เธอจะได้ไม่ต้องไปพัวพันกับผู้ชายที่แสนจะเ็าและโเี้อย่าง 'เถาอี้เฉิน' อีก
