ชูชิงรับคำอย่างหนักแน่น "วางใจได้เลยค่ะ หนูไม่มีวันหักหลังเพื่อนแน่นอน"
"เยี่ยม" กู้เฉียนบอกลาหลี่ต้าเหวินและคนในครอบครัว พร้อมกำชับว่าจะกลับมากินมื้อเช้าด้วยกันในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทุกคนต่างก็ตอบรับด้วยความยินดี
เมื่อส่งกู้เฉียนกลับไปแล้ว ชูชิงก็อาบน้ำอุ่นชำระร่างกายจนสบายตัว ก่อนจะมุดเข้าผ้าห่มในห้องนอนของยาย ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป หารู้ไม่ว่าบทสนทนาลับระหว่างเธอกับกู้เฉียนเมื่อครู่ ได้ยินไปถึงหูของบุคคลที่สามที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด...
เถาอี้เฉิน... เขาแกล้งบอกกำหนดการเดินทางหลอกกู้เฉียน เพื่อจะแอบมาสำรวจสภาพแวดล้อมบ้านของชูชิงล่วงหน้า และใคร่ครวญว่าจะ "ตอบแทน" เธออย่างไรดีที่มายุ่งเื่ของเถาจี้หยวน แต่พอได้ยินว่ายัยเด็กตัวแสบอยากได้น้ำตาของเขาหนึ่งหยด ความกรุ่นโกรธในใจกลับมลายหายไป แทนที่ด้วยความขบขันอย่างประหลาด
ั้แ่จำความได้ เขาไม่เคยหลั่งน้ำตาเลยสักครั้ง... พูดให้ถูกคือเขา 'ไม่สามารถ' หลั่งน้ำตาได้ต่างหาก หลายคนเข้าใจว่าเขาใจแข็งดั่งหินผา มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ว่าเป็เพราะความผิดปกติทางร่างกาย ไม่ว่าจะเศร้าโศกเสียใจแค่ไหน
หรือต่อให้พายุทรายพัดเข้าตา เขาก็ไม่มีน้ำตาสักหยด
จู่ๆ เขาก็นึกวิธี "ตอบแทน" ชูชิงขึ้นมาได้... ร่างสูงหันหลังกลับ กลืนหายไปในความมืดมิดของราตีกาล
...
เที่ยงคืนตรง กู้เฉียนโผล่หน้ามาที่ห้อง 201 ของบ้านพักสถานีตำรวจประจำอำเภอ ซึ่งเถาอี้เฉินใช้เป็ที่ซุกหัวนอนชั่วคราว สายตาของกู้เฉียนสะดุดเข้ากับชุดเครื่องนอนสีเขียวขี้ม้าที่ปูไว้อย่างตึงเปรี้ยะบนเตียงเหล็ก
"อี้เฉิน... นายเนี่ยนะ มานอนบ้านพักตำรวจยังอุตส่าห์แบกผ้าปูที่นอนมาเองอีก ไม่ลำบากแย่เหรอ?" พูดพลางทำท่าจะหย่อนก้นลงบนเตียง
"หยุด" เถาอี้เฉินส่งเสียงปรามทันที "กู้เฉียน นั่นไม่ใช่ที่ของนาย ไปนั่งตรงนู้น" เขาพยักพเยิดหน้าไปทางเก้าอี้ไม้ข้างๆ
กู้เฉียนไม่ได้ถือสาความเ้าระเบียบของเพื่อน เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอารมณ์ดี พลางลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย "ว่าแต่อี้เฉิน... นายจะไม่แวะไปเยี่ยมอาเล็กที่โรงพยาบาลหน่อยเหรอ?"
เถาอี้เฉินเอนตัวลงนอนบนเตียง ประสานมือหนุนศีรษะ สีหน้าเรียบเฉย "ไม่ไป นายก็น่าจะรู้ดีว่าฉันไม่ได้มาเพราะเขา"
กู้เฉียนหัวเราะแห้งๆ "โอเคๆ เข้าใจแล้ว นายมาในนามตัวแทนตระกูลเถา เพื่อขอบคุณชูชิงกับครอบครัวหลี่... งั้นพรุ่งนี้เช้าจะเข้าหมู่บ้านเป่ยซินกี่โมง?"
เถาอี้เฉินหลับตาลง ตอบเสียงเรียบ "ไม่รีบ ไปถึงก่อนเที่ยงก็พอ"
"อ้าว? ไหนตอนแรกบอกว่าจะไปแต่เช้าตรู่?"
"ฉันเปลี่ยนใจแล้ว"
"แล้วจะไม่เปลี่ยนใจอีกแน่นะ?"
"เื่นั้นไม่รับปาก"
"นี่อี้เฉิน... นายคงไม่ผูกใจเจ็บเื่ที่ชูชิงช่วยอาเล็กของนายไว้หรอกใช่ไหม?"
เถาอี้เฉินลืมตาโพลง "เด็กกะโปโลอายุสิบกว่าขวบมีค่าพอให้ฉันผูกใจเจ็บด้วยเหรอ?" ...อย่างมากก็แค่โมโหนิดหน่อยเท่านั้นแหละ
กู้เฉียนเป่าปากโล่งอก "ค่อยยังชั่ว ฉันก็กลัวนายจะจับยัยหนูนั่นขึ้นบัญชีดำเสียอีก เธอนิสัยดีแถมยังน่ารักน่าเอ็นดูออก ฉันกะว่าจะคบเธอเป็เพื่อนซี้ต่างวัยเลยล่ะ"
เถาอี้เฉินมองเพื่อนอย่างสมเพชในสติปัญญา "ยัยนั่นน่ะนะน่าเอ็นดู? นายตาบอดหรือเปล่า?"
กู้เฉียนเถียงสู้ "ตาบอดตรงไหน ถ้าเธอไม่ซื่อจริง จะยอมยกโสมให้เราฟรีๆ เหรอ? ถ้าเธอไม่ใจดีจริง จะยอมเก็บตาลุงตะกละอย่างอาเล็กของนายมาเลี้ยงดูเหรอ?"
เถาอี้เฉินหลับตาลงอีกครั้ง มุมปากกระตุกยิ้มหยัน "ยัยนั่นไม่ได้ซื่อ แต่เป็คนฉลาดที่แกล้งโง่ต่างหาก เดี๋ยวถ้านายคลุกคลีไปนานๆ ก็จะรู้เอง"
กู้เฉียนส่ายหน้าไม่เชื่อ "เด็กตัวแค่นั้นจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรนักหนา"
"เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเลยล่ะ หลอกขายพวกนายจนหมดเนื้อหมดตัว แล้วยังทำให้พวกนายช่วยนับเงินให้เธออย่างเต็มใจได้สบายๆ"
"พอเถอะๆ ฉันไม่เห็นว่าเธอจะมีพิษภัยตรงไหน ก็แค่เด็กที่มีความคิดแปลกๆ หน่อยเท่านั้นเอง... ไม่คุยด้วยละ ฉันไปนอนดีกว่า ห้องฉันอยู่ข้างๆ นี่เอง เจอกันพรุ่งนี้"
กู้เฉียนเดินออกจากห้องไป เถาอี้เฉินลุกขึ้นเดินไปลงกลอนประตูอย่างแ่า
...
หกโมงเช้า กู้เฉียนตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวอย่างอ้อยอิ่ง พอใกล้เจ็ดโมงเขาก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเป่ยซิน
เมื่อมาถึงบ้านตระกูลหลี่ เขาก็ได้ร่วมวงกินมื้อเช้าง่ายๆ อย่างหมั่นโถวกับผักดองและซุปข้น หลังมื้ออาหาร ฉินซูหลานกับหลี่ต้าเหวินก็แบกจอบเสียมขึ้นเขาไปบุกเบิกที่ดินต่อ ตามคำฝากฝังของต้าลี่ที่อยากให้ช่วยดูแลที่นาของเขาระหว่างที่ยังความจำเสื่อม
ชูเฉียน น้องสาวคนเล็กถูกสั่งให้คัดลายมืออยู่ในห้องโถง ส่วนชูชิงกับกู้เฉียนนั่งสุมหัวกันวางแผนอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ร่มไม้ในลานบ้าน
"ชูชิง เมื่อคืนพี่กลับไปถามผู้อำนวยการเฝิงมาแล้ว เขาบอกว่า 'แอมโมเนีย' เนี่ยแหละเด็ดสุด ดมเข้าไปทีรับรองสำลักจนน้ำตาเล็ดแน่ ส่วนวิธีกดจุด... เขาบอกจุดมาแล้ว พี่ลองกดกับตัวเองเมื่อกี้ ได้ผลชะงัดเลย น้ำตาไหลพราก แต่ไม่รู้จะใช้กับอี้เฉินได้ผลไหมนะ"
ชูชิงกระซิบถามอย่างกังวล "แล้วเถาอี้เฉินจะยอมให้นายจิ้มจุดเขาดีๆ เหรอคะ?"
กู้เฉียนถอนหายใจเฮือก "คงไม่ยอมง่ายๆ หรอก แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าวันนี้เราเอาน้ำตาเขามาไม่ได้ พอกลับถึงเมืองหลวง พี่จะหาทางอื่นมาช่วยเ้าให้ได้"
ชูชิงมองเขาด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณมากนะคะพี่กู้"
กู้เฉียนยิ้มกว้าง "บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรีบขอบคุณ... เอาเถอะ ยอมรับสารภาพก็ได้ว่าจริงๆ พี่ก็มีวาระซ่อนเร้น อยากเห็นภาพอี้เฉินร้องไห้เป็บุญตาสักครั้งเหมือนกัน"
ทันใดนั้น น้ำเสียงเย็นะเืที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นกลางวง
"ฉันเองก็อยากเห็นตัวเองร้องไห้เหมือนกัน"
ชูชิงและกู้เฉียนสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองที่หน้าประตูรั้ว เห็นเถาอี้เฉินเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม พร้อมของขวัญกองโตในมือ
กู้เฉียนรีบตะครุบปากตัวเองแน่น หน้าซีดเผือด... ซวยแล้ว งานนี้เขาโดนขึ้นบัญชีดำของจริงแน่
ชูชิงรีบปรับสีหน้า ฝืนยิ้มแห้งๆ ทักทายแก้เก้อ "แฮะๆ... ขอโทษด้วยนะคะที่คุณต้องมาได้ยินเรานินทาพอดี"
เถาอี้เฉินทำเมินใส่ชูชิง แต่ปรายตามองเพื่อนสนิท "กู้เฉียน... ยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบมาช่วยถือของอีก?"
กู้เฉียนได้สติ รีบกุลีกุจอวิ่งเข้าไปรับของในมือชายหนุ่ม "อี้เฉิน นายขับรถมาเหรอ? ทำไมฉันไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เลยล่ะ?"
เถาอี้เฉินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความอารมณ์ดีอย่างประหลาด "ลุงเฝิงรีบไปดูคนไข้หมู่บ้านข้างๆ เลยขอยืมรถไป เขาปล่อยฉันลงหน้าปากทางหมู่บ้าน นายจะไปได้ยินได้ยังไง"
พูดจบเขาก็หันมามองชูชิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็ทางการ "ชูชิง ฉันขอเป็ตัวแทนตระกูลเถา ขอบคุณเธอที่ช่วยชีวิตเถาจี้หยวนไว้ และขอบคุณครอบครัวคุณยายของเธอที่ให้ที่พักพิงแก่เขา"
แม้ถ้อยคำจะดูสุภาพ แต่ชูชิงกลับััไม่ได้ถึงความซาบซึ้งใจเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกว่าเขากำลังรำคาญที่เธอเข้าไปสอดรู้สอดเห็นเื่ชาวบ้านมากกว่า แต่เพื่อ 'ธาตุอาหาร' ของมิติ เธอจำต้องปั้นหน้ายิ้มสู้เสือ
"พี่เถาอี้เฉิน... ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ เชิญเข้ามานั่งพักข้างในก่อนสิคะ"
เถาอี้เฉินชี้ไปที่ม้านั่งหินตัวที่เธอกับกู้เฉียนเพิ่งนั่งสุมหัวกันเมื่อกี้ "ฉันชอบนั่งตรงนั้น" ว่าแล้วก็เดินอาดๆ ไปนั่งลงอย่างถือวิสาสะ
กู้เฉียนรีบขนของขวัญเข้าไปเก็บในห้องโถงกลาง
ชูชิงเดินตามเข้าไปเพื่อกำชับน้องสาว "เฉียนเฉียน ท่องตำราสามอักษรให้จบก่อนนะ ค่อยออกไปเล่น"
ชูเฉียนพยักหน้าอย่างว่าง่าย
เมื่อทั้งสองเดินกลับออกมาที่ลานบ้าน เถาอี้เฉินก็กวักมือเรียก เป็สัญญาณให้พวกเขาเข้าไปใกล้ๆ
กู้เฉียนสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าเดินไปยืนตรงหน้าเพื่อนรัก "อี้เฉิน... ฟังนะ เื่ที่บอกว่าอยากเห็นนายร้องไห้น่ะ เป็ความคิดฉันเองคนเดียว ไม่เกี่ยวกับชูชิงเลยสักนิด ถ้านายไม่พอใจก็มาลงที่ฉันนี่"
เถาอี้เฉินค่อยๆ เบนสายตาไปมองชูชิง เขาไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาคู่นั้นกลับสื่อความหมายชัดเจนราวกับจะถามว่า...
'อย่างนั้นเหรอ?'
