บทที่ 16
คัมภีร์หลอมเทพก่อนหน้านี้ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน...
เจียงเจ๋อฟังความเงียบงันที่เกิดขึ้นเื้ั สีหน้าของเขาก็พลันเย็นเยียบลงทันที
เหอะ ก็แค่คนที่ยอมสละแม้กระทั่งตัวเองเพื่อความรักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่กลัวว่าวรยุทธของตนจะเสียหาย แต่กลับไปใส่ใจคำพูดเพียงประโยคเดียวของคนที่ตายไปแล้ว ช่างน่าขำสิ้นดี
เขามีสีหน้าบึ้งตึง สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปอย่างเ็า
วันรุ่งขึ้น ใต้ต้นลวงโฉม ซูว่านฉียังคงรวบรวมปราณเพื่อร่ายรำดาบเหมือนเช่นเมื่อวาน ที่โต๊ะหยกดำ เจียงเจ๋อยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เพียงแต่สีหน้าของเขาดูเ็าขึ้นกว่าเมื่อวานอีกสามส่วน
รอบตัวเขาแผ่ซ่านไปด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย ราวกับจะแช่แข็งทุกสิ่งรอบตัวได้ ไอเย็นนั้นเสียดแทงเข้ากระดูก ทว่าซูว่านฉีที่ฝึกดาบอยู่ไม่ไกลกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
ในมือของนางมีเจตจำนงแห่งดาบหลั่งไหล ทุกกระบวนท่าแฝงไปด้วยพลังดาบที่แม้จะดูเบาบางแต่ไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจากนางเพิ่งเข้าถึงเจตจำนงแห่งดาบ ประกอบกับการควบคุมพลังปราณขณะวาดดาบยังไม่ละเอียดพอนัก พลังดาบรอบตัวจึงมีบางครั้งที่เสียการควบคุมและกระจายไปทั่วทุกมุมของลานบ้าน
ปราณดาบสายหนึ่งที่แฝงเจตจำนงแห่งดาบพุ่งเข้าหาทิศทางที่เจียงเจ๋อนั่งอยู่โดยไม่อาจควบคุมได้ ก่อนจะสลายหายไปในอากาศตรงหน้าเขาในระยะเพียงสามนิ้ว
เจียงเจ๋อไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่สีหน้ากลับมืดครึ้มลงกว่าเดิม เขามองดูปราณดาบที่กระจัดกระจายไปทั่ว แล้วค่อยๆ เลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่ต้นลวงโฉมที่ไม่มีแม้แต่ใบไม้สักใบได้รับความเสียหาย
สามอึดใจต่อมา เขาเบนสายตาออกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเืเข้ากระดูก “กักปราณที่ตันเถียนกลางขยับไปทางขวาสามนิ้ว”
แม้จะเป็คำชี้แนะที่ฟังดูเข้าใจยากและซับซ้อน แต่ซูว่านฉีเพียงแค่ทบทวนความทรงจำในหัวครู่เดียว ก็นำความเข้าใจนั้นมาโคจรพลังปราณไปยังทิศทางที่ถูกต้องได้ในพริบตา ความรู้สึกแสบร้อนที่มือซ้ายทำให้นางมีสมาธิจดจ่อมากขึ้น และท่วงท่าการวาดดาบก็เริ่มไหลลื่นขึ้นเรื่อยๆ
นางเริ่มเข้าถึงแก่นแท้ของเพลงดาบกุยหยวนอย่างแท้จริง ทั้งในเื่ตัวตนและการเปลี่ยนกระบวนท่าของแต่ละท่วงท่า
เจียงเจ๋อมองดูซูว่านฉีที่จมดิ่งลงสู่โลกของเพลงดาบกุยหยวนอย่างสมบูรณ์ เขาหลุบตาลงเพื่อซ่อนอารมณ์ทั้งหมดในแววตา พร์และความเข้าใจระดับนี้ หากขยันบำเพ็ญและไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งภายนอก อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด
น่าเสียดาย— เขากำจอกชาในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย สีหน้าดูแย่ลงกว่าเดิมหลายส่วน
ซูว่านฉีไม่ได้สนใจความคิดของเขาเลย นางยังคงฝึกเพลงดาบกุยหยวนต่อไปอย่างสงบและดื้อรั้น หนึ่งรอบ สองรอบ... ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่รอบ ท่วงท่าของนางก็เริ่มแฝงไปด้วยจังหวะที่ประหลาดอย่างหนึ่ง
การเคลื่อนไหวของนางราวกับหิมะที่โปรยปราย ทุกครั้งที่กวัดแกว่งดาบดูเบาบางถึงขีดสุด แต่กลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและดุดันที่ไม่มีทางถอยหลังให้ตัวเองแม้แต่นิดเดียว
เจียงเจ๋อวางจอกชาลงอย่างไร้เสียง นี่คือสภาวะ ‘ตระหนักรู้’ ที่นักดาบทุกคนปรารถนาจะได้ััสักครั้งในชีวิต เป็การเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาดาบอย่างลึกซึ้งที่สุด
เพียงแต่ว่า... ตอนนี้ซูว่านฉียังควบคุมการเดินพลังปราณได้ไม่สมบูรณ์ การเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้ในเวลานี้ มีความเสี่ยงมากกว่าผลดี เจียงเจ๋อมองดูซูว่านฉีที่เริ่มโคจรพลังปราณรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะวาดดาบ เขาก็ใช้นิ้วเคาะโต๊ะหยกดำเป็จังหวะ
หนึ่งอึดใจ... สองอึดใจ... สามอึดใจ... ก่อนที่นางจะเสียการควบคุมเพียงเสี้ยววินาที เขาก็สะบัดนิ้วเบาๆ พลังปราณสีคล้ำสายหนึ่งพุ่งตรงไปยังข้อมือขวาของซูว่านฉีทันที
ซูว่านฉีรู้สึกชาที่ข้อมือขวา พลังปราณชะงักไปชั่วครู่ ท่วงท่าในมือก็หยุดลงตามไปด้วย นางมองไปที่มือขวาที่ถือดาบ แววตาที่เคยเหม่อลอยไปชั่วขณะก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิมในอึดใจเดียว เมื่อรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางจึงเงยหน้าขึ้น เตรียมจะพูดบางอย่าง แต่กลับเห็นพลังปราณสายหนึ่งที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงพุ่งเข้ามาจากหน้าประตู
พลังปราณนั้นมาพร้อมกับเสียงคำรามถามด้วยความโกรธแค้น ตรงดิ่งเข้าหาเจียงเจ๋อ “เ้ากำลังทำอะไรน่ะ?!”
หลังจากฉู่ชิงชวนรู้ว่าซูว่านฉีได้รับาเ็ เขาก็พยายามอดทนอยู่นานครึ่งชั่วยาม แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว จึงรีบมาที่ยอดเขาว่านเจี้ยนตามสัญชาตญาณ เขายังไม่ทันถึงหน้าลานบ้าน ก็ได้เห็นฉากที่เจียงเจ๋อลงมือกับซูว่านฉีพอดี
เขาจึงรวบรวมพลังปราณครึ่งร่างในทันที ปลดปล่อย "เพลิงพันสงัด" จากคัมภีร์ "พันโอสถแปรผัน" เข้าใส่เจียงเจ๋อโดยไม่ยั้งไมตรี
สายตาของเจียงเจ๋อยังคงอยู่ที่ซูว่านฉี เขาจิบชาในจอกเบาๆ พลังปราณสีดำสนิทก็เข้าพันธนาการและกลืนกินเปลวเพลิงนั้นหายไปในทันที วินาทีถัดมา พลังปราณอีกหลายสายก็พุ่งเข้าหาฉู่ชิงชวน และมัดเขาไว้แ่าภายในไม่กี่อึดใจ
คัมภีร์พันโอสถแปรผันอาจทำให้ฉู่ชิงชวนสู้ข้ามระดับได้ แต่นั่นก็ช่วยให้เขาที่อยู่ระดับจินตานตอนปลายสู้กับระดับิญญาก่อกำเนิดได้เท่านั้น แต่กับเจียงเจ๋อที่อยู่ระดับมหาบูรพาช่องว่างนั้นกว้างราวกับเหวลึกที่ไม่มีวันข้ามได้
เจียงเจ๋อไม่ได้ชายตาแลฉู่ชิงชวนที่ถูกตรึงอยู่กลางอากาศเลย ราวกับว่าคนคนนี้ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ฉู่ชิงชวนถูกพลังปราณรัดแน่นจนขยับไม่ได้ เขามองดูเจียงเจ๋อที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความอับอาย ั้แ่เขาได้เป็ศิษย์สายตรงของเ้าสำนักไท่ชิง แม้แต่เหล่าผู้าุโในสำนักยังต้องเกรงใจเขาบ้าง ไม่เคยมีใครกล้าดูิ่เขาเช่นนี้มานานมากแล้ว
ฉู่ชิงชวนสะกดข่มความอัปยศและโทสะในใจ กัดฟันถามว่า “ทำไมท่านต้องทำร้ายซูว่านฉีด้วย?!”
เขารู้ว่าชายตรงหน้าคือเจียงเจ๋อ และรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ฆ่าเขา เสียงของเขาจึงเริ่มมีความสุขุมขึ้นมาบ้าง
“ถึงซูว่านฉีจะทำร้ายชิวหนิง แต่นาง... ก็มีเหตุผลของนาง และนางก็ได้ใช้บัว์เหมันต์ทมิฬชดใช้ให้แล้ว ถือว่ากรรมเวรต่อกันจบสิ้นไป เมื่อวานท่านก็ใช้เข็มเสวียนิทำร้ายนางไปแล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือ? ทำไมวันนี้ยังต้องลงมือกับนางอีก?”
หลังจากที่เขาพูดพล่ามอยู่นาน ในที่สุดเจียงเจ๋อก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาปรายตามองฉู่ชิงชวนแวบหนึ่งราวกับเพิ่งรู้ว่าคนคนนี้เป็ใคร ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “ฉู่ชิงชวน?”
ฉู่ชิงชวนััได้ถึงความดูแคลนที่เจียงเจ๋อมีต่อเขา เขาพยายามปรับเปลี่ยนพลังปราณที่ถูกคุมขังอยู่ และใช้เพลิงพันสงัดจากคัมภีร์พันโอสถแปรผันค่อยๆ กัดเซาะพลังปราณที่รัดตัวเขาอยู่อย่างเงียบเชียบ
เจียงเจ๋อไม่ได้หยุดสายตาที่ตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเพียงจ้องมองซูว่านฉีที่อยู่ใต้ต้นลวงโฉมด้วยสายตาเฉยเมย พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้เ้าไม่ไปอยู่เป็เพื่อนชิวหนิง แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
ร่างกายของฉู่ชิงชวนแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขาค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นออกแล้วบอกว่า “ข้ากับซูว่านฉีมีไมตรีฉันท์ศิษย์ร่วมสำนัก ศิษย์ร่วมสำนักาเ็ และสาเหตุก็เกี่ยวข้องกับข้า ข้าควรจะมาเยี่ยมเยียนเป็ธรรมดา”
ดวงตาของเจียงเจ๋อหรี่ลงเล็กน้อย ไมตรีฉันท์ศิษย์ร่วมสำนักงั้นรึ? เขาพลันนึกถึงคำพูดที่เจียงชิวหนิงเคยบอก ซูว่านฉีเคยคิดว่าฉู่ชิงชวนคือคนคนนั้นกลับชาติมาเกิด นางจึง... รักเขาสุดหัวใจและคอยเอาอกเอาใจทุกอย่าง
เขามองดูซูว่านฉีที่กำลังรวบรวมสมาธิตระหนักรู้เจตจำนงแห่งดาบอยู่ไม่ไกล มือที่ถือจอกชาค่อยๆ ออกแรงบีบ แววตามืดครึ้มอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน กลับชาติมาเกิด... เอาอกเอาใจงั้นรึ?
เจียงเจ๋อเบี่ยงหน้า มองฉู่ชิงชวนด้วยสายตาพินิจพิจารณาเป็ครั้งแรก เหอะ อย่างมันเนี่ยนะ คู่ควรแล้วรึ?
ทันใดนั้น พลังปราณที่รัดตัวฉู่ชิงชวนก็หนักหน่วงขึ้นทันที ร่างกายของเขาถูกรัดจนเกิดรอยเืซิบ ฉู่ชิงชวนขยับไม่ได้เลย จนกระทั่งวินาทีถัดมา แสงสีทองสว่างจ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ของวิเศษป้องกันบนตัวเขาที่สามารถต้านทานการโจมตีจากระดับผ่านด่าน์ได้หนึ่งครั้งถูกกระตุ้นขึ้น พลังปราณสีดำถูกแสงสีทองกลืนกินไปจนหมดสิ้น
เมื่อได้รับอิสระ ฉู่ชิงชวนก็มีเปลวเพลิงสีดำวูบวาบอยู่ในมือ ด้วยความช่วยเหลือจาก "คัมภีร์หลอมเทพ" ซึ่งเป็สมบัติระดับครึ่งเทพ เขาจึงพุ่งเข้าจู่โจมเจียงเจ๋ออย่างไม่คิดชีวิต เจียงเจ๋อสะบัดมือซ้าย พลังปราณสีดำสนิทลึกดุจก้นบึ้งก็พุ่งเข้าปะทะทันที
อีกด้านหนึ่ง ซูว่านฉีไม่ได้ใส่ใจการต่อสู้ของคนทั้งสองที่อยู่ไม่ไกลเลยแม้แต่น้อย ปัญหาครอบครัวระหว่างอาเล็กกับหลานเขย มันจะไปเกี่ยวอะไรกับคนนอกอย่างนางกัน?
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเพิ่มพูนวรยุทธ เวลาที่เหลือนั้นมีไม่มากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น "คาแรกเตอร์" ของนางในตอนนี้ แค่ทำเป็ฝึกดาบอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อคนรักก็พอแล้ว เื่อื่นไม่เกี่ยวกับนาง
นางย้อนนึกถึงเจตจำนงแห่งดาบที่ััได้ในสภาวะตระหนักรู้เมื่อครู่ แล้วเริ่มฝึกเพลงดาบกุยหยวนอีกครั้ง
เสียงครางด้วยความเ็ปดังขึ้น ฉู่ชิงชวนถูกพลังปราณกระแทกเข้าที่หน้าอกจนกระเด็นออกไปอย่างแรงและกระอักเืออกมา ตอนนี้ทั้งใบหน้าและร่างกายของเขามีแต่รอยเื แม้าแจะไม่ฉกรรจ์นักแต่ดูสะบักสะบอมอย่างยิ่ง
เจียงเจ๋อได้ยินเสียงร้องของฉู่ชิงชวน เขาใช้หางตาชำเลืองมองซูว่านฉีที่ฝึกดาบอยู่ เมื่อเห็นว่าท่าดาบของนางไม่มีความสั่นคลอนแม้แต่น้อย เขาก็เดินถอยหลังอย่างสบายอารมณ์แล้วนั่งลงตามเดิม
ฉู่ชิงชวนกุมหน้าอกแล้วมองไปทางซูว่านฉีโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งและมีสมาธิของนางขณะฝึกดาบ เขาก็พลันตระหนักได้ว่า ั้แ่วินาทีที่เขาเหยียบย่างเข้ามาที่นี่ สายตาของนางไม่เคยหยุดอยู่ที่ตัวเขาเลย
ทั้งที่เมื่อก่อนขอเพียงเขาปรากฏตัว ในดวงตาของนางก็จะไม่มีคนอื่นอีก... แต่ตอนนี้ ต่อให้เขาาเ็หนัก นางก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีกเลย ในสายตาของนาง เมื่อไม่มีฐานะของท่านเซียนกลับชาติมาเกิดแล้ว เขาก็คงเป็เพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งสินะ
ฉู่ชิงชวนรู้สึกขมขื่นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขารู้แล้วว่าซูว่านฉีไม่ได้ถูกเจียงเจ๋อทำร้าย น้ำเสียงของเขาจึงเปลี่ยนเป็ซับซ้อนและเหนื่อยล้า
“เป็ข้าที่เข้าใจท่านเซียนโม่เจ๋อผิดไป หวังว่าท่านเซียนจะยกโทษให้ด้วยขอรับ”
ในตอนนั้นเอง ซูว่านฉีที่เก็บดาบิญญาแล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับเสียงทอดถอนใจ “ฉู่ชิงชวน”
เมื่อได้ยินเสียงนาง ดวงตาของฉู่ชิงชวนก็พลันเป็ประกาย เขาเงยหน้าขึ้นมองซูว่านฉีทันที แววตาแฝงไปด้วยความคาดหวังที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว อีกด้านหนึ่ง เจียงเจ๋อที่กำลังยกจอกชาก็ชะงักมือไปครู่หนึ่ง
วินาทีถัดมา น้ำเสียงของซูว่านฉีก็แ่เบาถึงขีดสุด และดูเหนื่อยล้าถึงขีดสุดเช่นกัน “คัมภีร์หลอมเทพก่อนหน้านี้ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อนเลยนะ”
ฉู่ชิงชวนอึ้งไปทันที ความรู้สึกสับสนปนเปที่จุกอยู่ที่หน้าอกทำให้เขาต้องก้มหน้าลงอย่างช่วยไม่ได้
ต่อให้เขาาเ็หนัก ต่อให้เขาเฉียดความเป็ตาย—สิ่งที่นางใส่ใจจริงๆ กลับมีเพียงคนคนนั้นเสมอมา
ฉู่ชิงชวนมองซูว่านฉีอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับเดินลงจากยอดเขาว่านเจี้ยนไปอย่างหงอยเหงาพลางกุมหน้าอกไว้
ที่โต๊ะหยกดำ กลิ่นอายรอบตัวเจียงเจ๋อดูจะเย็นะเืกว่าตอนที่ฉู่ชิงชวนเพิ่งมาถึงเสียอีก เขามองดูซูว่านฉีที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและความโศกเศร้าอาลัย แล้วเบือนหน้าหนีอย่างเ็า
คัมภีร์หลอมเทพงั้นรึ เหอะ
