เสี่ยวเอ้อร์ลูบศีรษะ ก่อนเอ่ยว่า “จริงด้วย เหตุใดพวกเขาไม่บ่นกันบ้างว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋แพง?”
กระทั่งยามบ่าย ยังไม่ทันถึงเวลาทานอาหารเย็นเหลาอาหารสกุลหม่าก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย ในขณะที่เหลาอาหารสกุลหูเงียบเหงา ลูกค้าบางตาเหลือเกิน
ทั้งๆ ที่เดิมที ยามสายของวัน เหลาอาหารสกุลหูยังมีลูกค้าเข้าร้านมาไม่น้อย ทว่าเหตุใดพอตกยามบ่ายถึงได้ไม่มีลูกค้าเข้าเลยสักคน
ก่อนหน้านี้ยามที่พวกเขาออกอาหารจานใหม่ ผลตอบรับก็หาได้เป็เช่นนี้ ครานี้นับว่าแปลกไปจากเดิมมากจริงๆ
หลงจู๊ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูเพื่อรอลูกค้า สายตาก็เอาแต่มองลูกค้าที่ทยอยเข้าเหลาอาหารสกุลหม่าฝั่งตรงข้ามไม่หยุด ชายชราอดเหงื่อไหลจนท่วมศีรษะไม่ได้ แม้แต่หูชุนหยางยังหายสาบสูญไปทั้งวัน ไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา สุดท้ายจึงไม่มีผู้ใดกล้าลงมือตัดสินใจ
ยามนี้ควรทำเช่นไรดี? หลงจู๊ที่ยามนี้ร้อนรนดั่งไฟลวงทำได้เพียงถลึงตาจ้องเสี่ยวเอ้อร์ก่อนเอ่ยว่า “พวกเ้าะโให้ดังกว่านี้หน่อย!”
่กลางวันมีเสี่ยวเอ้อร์สองสามคนใช้กลยุทธ์นี้ในการเรียกลูกค้าเข้าร้านมาได้สำเร็จ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้มันอีกครั้งในยามบ่าย ผู้ใดจะรู้ว่าลูกค้าเ่าั้ทำราวกับหูหนวกตาบอด ไม่มีผู้ใดเหลียวแลสนใจ กลับเดินตรงหน้าตั้งเข้าเหลาอาหารสกุลหม่าเหมือนเดิม
หลงจู๊กระวนกระวายจนดวงตาแดงก่ำ เอ่ยว่า “พวกเ้ารีบช่วยข้าคิดวิธีเรียกลูกค้าเข้าร้านเร็วเข้า!”
“อย่ามาดึงข้านะ! มาดึงกันไปดึงกันมาบนถนนเหมือนตัวอะไรกัน?” บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดผ้าไหม ปัดมือของเสี่ยวเอ้อร์แห่งเหลาอาหารสกุลหูออกด้วยความรำคาญ เขาปั้นสีหน้าบึ้งตึงพร้อมเอ่ยว่า “่ยามสายข้าก็ถูกเหลาอาหารของพวกเ้าหลอกให้กินปลาเข้าไป ข้าเสียเงินไปตั้งมากมาย กินเ้าสิ่งที่เรียกว่ากระไรก็ไม่รู้ อย่าคิดว่าแค่แถมข้าวสวยมาให้ก็สามารถทำให้ข้าลืมตาพูดปดหน้าด้านๆ ได้ เฮอะ อาหารจานใหม่ของพวกเ้าไม่ได้เื่อีกทั้งยังแพงหูฉี่! ข้าจะไม่เหยียบย่างเข้าเหลาอาหารของเ้าอีกแล้ว”
สีหน้าของเสี่ยวเอ้อร์แห่งเหลาอาหารสกุลหูเต็มไปด้วยความกระดากอาย เขายืนเคว้งอยู่ตรงกลางถนน จะเดินต่อก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ไม่ดี ยามที่เงยหน้าแล้วมองเห็นรอยยิ้มขบขันจากเสี่ยวเอ้อร์ของเหลาอาหารสกุลหม่าที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ในใจก็ให้โมโหนัก
เสี่ยวเอ้อร์จากเหลาอาหารสกุลหม่ารีบพุ่งเข้ามารับรองบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นทันที เขาเอ่ยด้วยท่าทีกระตือรือร้นเป็อย่างยิ่งว่า “ท่านลูกค้า เชิญด้านในเลยขอรับ จานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของวันนี้เหลือไม่มากแล้ว หากท่านมาช้ากว่านี้อีกนิดก็คงจะไม่เหลือแล้วขอรับ”
แม้ว่ายามเที่ยงของวัน บุรุษวัยกลางคนจะไม่ได้เลือกทานที่เหลาอาหารสกุลหม่า ทว่ายามบ่ายหากเดินเข้ามาก็นับว่าเป็ลูกค้าทั้งสิ้น เหลาอาหารสกุลหม่าย่อมต้อนรับเขาอย่างดี
“จริงหรือ? นับว่าโชคข้ายังดีอยู่ เช่นนั้นก็เอาเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋หนึ่งจาน” มื้อเที่ยงของวัน บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นทานอวี๋หมี่จือเซียงที่เหลาอาหารสกุลหูไป
จานอวี๋หมี่จือเซียงนั้นมีรสชาติธรรมดายิ่งนัก เนื้อปลาไม่ได้เข้าเนื้อ รสชาติจืดชืดไร้ความอร่อย อีกทั้งวัตถุดิบที่ทำยังเป็ปลาหัวใหญ่ บริเวณตัวปลาหนามเยอะเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นเขาจึงกินเข้าไปได้เพียงไม่กี่คำ ยามบ่ายของวันนี้ก็จะได้ทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เข้าไปมากหน่อย
ในเวลาพลบค่ำ ยังไม่ทันได้ถึง่ที่ลูกค้าเข้าร้านมากที่สุด จานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบจานของเหลาอาหารสกุลหม่าก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง ยังมีลูกค้าที่มาไม่ทัน และไม่ได้เป็หนึ่งในคนที่ได้ทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบชุดนั้น
หลงจู๊ของร้านฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะหุบปากไม่ลง
“เมื่อครู่นี้ข้าไปส่งลูกค้า เห็นหลงจู๊ของเหลาอาหารสกุลหูยืนอยู่หน้าร้านด้วยสีหน้าระทมทุกข์ด้วยละ ฮ่าๆ”
“ผู้ใดใช้ให้พวกเขามาลอกเลียนแบบอาหารของเราเล่า สมน้ำหน้าแล้ว!”
“มีลูกค้าคนหนึ่งเอ่ยว่า เหลาอาหารสกุลหูนั้นเป็ดั่งตงซือขมวดคิ้ว! [1]”
“ข้าก็บอกเ้าั้แ่แรกแล้วว่าเหลาอาหารสกุลหูไม่มีพริกสับดอง ย่อมมิอาจทำอาหารจานใหม่ที่มีรสชาติเลิศล้ำเช่นเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ได้”
“เหลาอาหารของเรามิได้ขายดีเพียงเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เท่านั้น ทั้งเซียงเฉิงซานเจิง ทั้งซวงเหมยโต่วเยี่ยนก็ล้วนขายดีเป็เทน้ำเทท่า”
“ก็ใช่น่ะสิ ครานี้เหลาอาหารของเราก็สามารถเงยหน้าสู้ฟ้าด้วยความภาคภูมิใจได้แล้ว!”
“เมื่อครู่นี้หลงจู๊เอ่ยว่าจะรายงานแก่นายท่านว่าการค้าของวันนี้ราบรื่นดียิ่งนัก นอกจากอาหารที่ทำออกมาดีแล้ว ทุกคนยังช่วยงานกันอย่างเต็มที่ เขาจะขอให้นายท่านตกรางวัลให้พวกเราทุกคนด้วย”
คนงานทุกคนั้แ่เสี่ยวเอ้อร์ไปจนถึงพ่อครัวของร้านล้วนภาคภูมิและอิ่มเอิบใจอย่างหาที่เปรียบมิได้
จนกระทั่งร้านปิดทำการในยามเย็น ทั้งเหลาอาหารสกุลหม่าล้วนเต็มไปด้วยบรรยากาศเฮฮาของความสุข ทว่าเหลาอาหารสกุลหูกลับเงียบฉี่ ทุกคนรับรู้ได้ถึงสัญญาณอันตราย
จานอวี๋หมี่จือเซียงยังเหลืออีกยี่สิบเก้าชุด ยามที่หลงจู๊ของร้านผู้มีสีหน้าดำทะมึนเห็นปลาหัวใหญ่ที่ถูกจัดการผ่าท้องทำความสะอาดจำนวนยี่สิบเก้าตัวในอ่างไม้ขนาดใหญ่หลายใบในห้องครัว ชายชราพลันรู้สึกแน่นหน้าอก ปวดร้าวบริเวณศีรษะขึ้นมาทันที
พ่อครัวไม่กี่คนในห้องเอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าส่งเสียงใด ยังคงเป็หลานชายห่างๆ ที่เปิดปากถามว่า “ท่านลุงห้า จะทำอย่างไรกับปลาเหล่านี้ดีขอรับ?”
“ปลาเก็บเอาไว้ข้ามคืน วันพรุ่งนี้ก็มิอาจนำมาปรุงให้ลูกค้าทานได้แล้ว” หลงจู๊ถอนหายใจยาว นี่นับว่าเป็สามัญสำนึกขั้นพื้นฐานที่สุดในการทำร้านอาหาร พวกเขามิอาจทำลายชื่อเสียงของร้านที่สั่งสมมานานหลายปี เพียงเพราะมิอาจหักใจทิ้งปลาทั้งยี่สิบเก้าตัวได้
มีพ่อครัวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาว่า “หลงจู๊ หรือไม่ยามเย็นของวันนี้ พวกเราก็นำปลาออกมาปรุงสุกให้หมด วันพรุ่งค่อยนำมาอุ่นร้อนเสียหน่อยก็สามารถขึ้นโต๊ะลูกค้าได้แล้ว?”
“หากทำเช่นนั้นก็จะกลายเป็ของเหลือน่ะสิ” หลงจู๊ส่ายศีรษะ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “คืนนี้ให้ขนปลาทั้งหมดไปยังจวนของนายท่าน ให้นายท่านตัดสินใจ”
หลังจากที่หูชุนหยางออกจากร้านไปเมื่อวาน ก็มิได้กลับมาที่ร้านอีก เขาใช้เวลารองรับแขกเพียงสองชั่วยามเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือก็เอาไปท่องราตรีที่หอโคมเขียวเสียแล้ว
มีนางรำจากเมืองหลวงมาเยือนหอโคมเขียว นางร่ายรำไปพลาง ยักคิ้วหลิ่วตาเชิญชวนไปด้วย หูชุนหยางหาใช่บุรุษที่ไม่เคยเห็นหญิงงามมาก่อน ทว่าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้ถูกนางรำผู้นี้ดึงดูดราวกับถูกกระชากิญญาให้หลงมัวเมา ถึงขนาดเื่ใหญ่อย่างอาหารจานใหม่ของเหลาอาหารก็ยังถูกเขาโยนไปไว้ที่ท้ายทอยของตนเองทันที
หูชุนหยางถูกรสรักบังตาหรรษากับกามกิจตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน ชายหนุ่มเดินร้องเพลงกลับจวนมาพร้อมกลิ่นสุราและกลิ่นเครื่องประทินโฉมฉุนจมูก หลังจากล้างเนื้อล้างตัวเสร็จ กำลังจะเตรียมเข้านอน ก็ได้ข่าวว่าหลงจู๊มาขอพบเขาด้วยความเร่งรีบ รอจนกระทั่งได้เห็นสีหน้าทุกข์ระทมราวกับคนตายของหลงจู๊ พร้อมกับตะกร้าที่บรรจุปลาหัวใหญ่สามตะกร้าใหญ่ในลานเรือน จมูกได้กลิ่นเหม็นคาว ทันใดนั้นโทสะพลันแล่นขึ้นสมอง เขายกเท้าเตะตะกร้าทันควัน
หากมิใช่หลงจู๊เตรียมพร้อมยืนอยู่ห่างๆ ั้แ่แรก หูชุนหยางก็คงจะเตะหลงจู๊สักสองสามครั้งเช่นกัน
“โยนปลาเน่าเหล่านี้ออกไปให้หมด!”
หลงจู๊ชราได้แต่ตอบขอรับๆ ท่าเดียว
“เกิดเื่อันใดขึ้น พูดออกมาเร็วเข้า!”
หลงจู๊ชราจำต้องกัดฟันรายงานเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้
หูชุนหยางโกรธจนดวงหน้าแปรเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำ เดิมทีเขาหวังจะอาศัยอาหารใหม่ทั้งสามจานกระตุ้นยอดขายเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน ทว่าผู้ใดจะรู้ นอกจากจะมิอาจเรียกลูกค้าเข้าร้านได้แล้ว พวกเขายังสูญเสียลูกค้าเก่าไปอีก
ต่อให้หลงจู๊จะมิได้รายงานอย่างละเอียดว่าลูกค้าสบถด่าเหลาอาหารอย่างไร หูชุนหยางก็สามารถคาดเดาได้จากยอดขายที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้
“นายท่าน ข้าน้อยขอเสนอว่าพรุ่งนี้ เราอย่าได้ป่าวประกาศโฆษณาสามอาหารจานใหม่ของเราเลยขอรับ”
“อาหารจานใหม่เพิ่งออกยังไม่ถึงสามวันก็ถูกโละทิ้งเสียแล้ว หากเื่นี้ถูกเผยแพร่ออกไป มิใช่จะทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะจนฟันหักหรือ” หูชุนหยางโมโหจนสมองแทบะเิ เขาย่อมไม่มีทางยอมแพ้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ หลังจากขบคิดดูแล้วก็ได้แต่เอ่ยเสียงเย็นว่า “พรุ่งนี้จงเปลี่ยนจากปลาหัวโตเป็ปลาเฉาฮื้อเสีย”
ในเมื่อลูกค้ารังเกียจที่ปลาหัวโตราคาถูก เช่นนั้นเขาจะเปลี่ยนไปใช้ปลาเฉาฮื้อที่มีราคาแพงกว่า อย่างไรเสียปลาเฉาฮื้อหนึ่งจินก็มีราคาประมาณหกถึงเจ็ดเหรียญทองแดง ปลาเฉาฮื้อสามจินราคาเพียงยี่สิบกว่าเหรียญทองแดง ต้นทุนยังนับว่าต่ำอยู่
“ขอรับ” หลงจู๊ทำได้เพียงตอบรับเท่านั้น ทว่าในใจลอบวางแผนว่าจะซื้อปลาเฉาฮื้อเข้ามาเพียงยี่สิบตัวเท่านั้น อย่าให้ซ้ำรอยเดิมที่ซื้อปลาหัวใหญ่เข้ามาทีเดียวห้าสิบตัวเหมือนวันนี้
หูชุนหยางด่ากราด “มารดาเ้าหม่าชิงหน้าวอก ครานี้ถือว่าเ้าโชคดีจริงๆ ที่ได้เปรียบจากการพริกสับดอง”
จู่ๆ หลงจู๊ก็ฉลาดขึ้นมาทันทีราวกับได้รับพรจาก์ เขาเอ่ยถามว่า “นายท่าน ไม่เช่นนั้นพวกเราลองส่งคนออกไปค้นหาว่าหม่าชิงซื้อพริกสับดองมาจากที่ใด ดีหรือไม่ขอรับ?”
“ถูกต้อง! รีบส่งคนไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้ หากเหลาอาหารของเราได้พริกสับดอง พวกเราก็สามารถทำอาหารจานใหม่ที่ลูกค้าชอบได้เช่นกัน!” หูชุนหยางบอกว่าจะทำก็ทำทันที เขารีบสั่งพ่อบ้านให้ไปจัดการประเดี๋ยวนี้
ดังนั้นเหลาอาหารสกุลหูที่แข่งขันกับเหลาอาหารสกุลหม่า จึงลอบส่งคนออกไปตรวจสอบที่มาของพริกสับดอง
ข่าวเื่ที่คนจากหมู่บ้านหวังร่วมมือกับเซียงเยวี่ยไจค่อนข้างยิ่งใหญ่ทีเดียว มีคนในเมืองมากมายที่เคยเห็นด้วยตาของตนเอง
เมื่อผนวกกับก่อนหน้านี้ที่คนในสกุลหวังเคยขายพริกสับดองทั้งในเมือง ในตำบล และมีชาวบ้านบางกลุ่มที่เคยซื้อมาก่อน
ดังนั้นคนจากจวนสกุลหูจึงใช้เวลาเพียงสองวัน เค้นความสามารถทั้งหมดจนได้ข่าวคราวว่า พริกสับดองมีที่มาจากหมู่บ้านหวังที่ห่างออกไปเจ็ดสิบลี้ ทั้งยังค้นพบด้วยว่าเ้าของตำรับพริกสับดองคือสตรีในหมู่บ้านหวังนามว่าหลี่ซื่อ
------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตงซือขมวดคิ้ว (东施效颦) เป็สำนวนจีนที่มาจากเื่หญิงงามไซซี หญิงอัปลักษณ์ตงซืออยากงดงามเหมือนไซซีจึงเลียนแบบท่าทางของนาง ทว่ายิ่งเลียนแบบก็ยิ่งน่าเกลียด สำนวนนี้จึงอุปมาถึงการพยายามเลียนแบบผู้อื่น แต่สุดท้ายไม่เพียงไม่เหมือน กลับเลวร้ายกว่าต้นแบบ เพราะไม่รู้จักประมาณตนเอง มีความหมายคล้ายคลึงกับสุภาษิต “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง”
