ฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด รถม้าแล่นฝ่าความมืด ล้อจมลึกลงไปในพื้นโคลน ม้าสองตัวที่ลากรถพยายามออกแรงฝ่าไปข้างหน้า ผ่านม่านฝนที่แทบมองไม่เห็นทาง
ภายในรถ เอลินอร์ก้มลงเปิดลิ้นชักใต้ที่นั่ง หยิบห่อผ้าขึ้นมา "เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ" เธอส่งห่อผ้าให้ชาร์ลส์ "ชุดที่คุณใส่อยู่เปียกและเหม็นมาก อาจทำให้ไม่สบายได้"
ชาร์ลส์รับห่อผ้ามาด้วยมือที่ยังคงสั่นระริก "ขอบคุณ"
ชาร์ลส์ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าเปียกชื้นออก แต่ละการเคลื่อนไหวกระตุ้นาแให้ส่งความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง เขากัดฟันทน พยายามไม่ส่งเสียงครางออกมา เอลินอร์หันไปอีกทางเพื่อให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างสบายใจ
เมื่อเปลือยเสื้อออก รอยแผลจากเหล็กร้อนและรอยฟกช้ำปรากฏชัดบนิั เขาหยิบเสื้อตัวใหม่ที่นุ่มและอบอุ่นกว่าขึ้นมา แต่การสวมใส่กลับเป็เื่ยากเย็นสำหรับนิ้วมือที่าเ็
"ให้ฉันช่วยไหม?" เอลินอร์ถามโดยไม่หันมามอง
"ไม่เป็ไร" ชาร์ลส์ปฏิเสธ กัดฟันฝืนความเ็ป ค่อยๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าทีละชิ้น
เมื่อแต่งตัวเสร็จ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าของเสื้อตัวเก่า เพื่อหยิบผลึกิญญา ถุงใส่เงิน และหนังสือออกมา ชาร์ลส์สังเกตว่าหนังสือเล่มนี้แม้จะโดนน้ำ แต่กลับไม่มีความเสียหายสักนิด ทำให้ชายหนุ่มสงสัยว่าวัสดุที่ใช้ทำมาจากอะไร ก่อนวางของพวกนี้เอาไว้ข้างตัว
เขาม้วนชุดเปียกเป็ก้อนวางไว้มุมหนึ่ง กลิ่นคาวเืและกลิ่นน้ำเน่ายังคงติดอยู่ แม้จะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ตาม
"เรียบร้อยแล้ว" เขาบอก
เอลินอร์หันกลับมา "มาทำแผลกันก่อน"
เธอก้มลงค้นในลิ้นชักอีกครั้ง หยิบขวดยาและผ้าพันแผลขึ้นมา "ฉันจะช่วยทำแผลให้"
เธอค่อยๆ ทำความสะอาดาแที่นิ้วมือของชาร์ลส์อย่างระมัดระวัง แต่ละครั้งที่ผ้าสะอาดแตะโดนาแ ชาร์ลส์ต้องกัดฟันกลั้นเสียงร้องเอาไว้
รถม้าแล่นออกจากป่าทึบ มาถึงถนนโล่งที่ทอดยาวไปสู่สะพานข้ามแม่น้ำสายใหญ่ แสงฟ้าแลบสาดส่องให้เห็นสะพานหินที่ทอดข้ามผืนน้ำกว้าง
จู่ๆ มือของเอลินอร์ที่กำลังพันผ้าพันแผลก็ชะงักค้าง เธอหันไปมองออกหน้าต่างด้านหลังรถ
"มีคนตามมา" เธอกระซิบ "ทหารพิทักษ์เมือง ควบม้ามาเร็วมาก"
ชาร์ลส์พยายามชะโงกดู แต่กลับมองไม่เห็นคนกลุ่มนั้นเลย
"แย่แล้ว" เอลินอร์หันไปมองข้างหน้า "ด้านหน้าก็มีด่านตรวจของเ้าหน้าที่ลาดตระเวน"
ชาร์ลส์หันตามสายตาของเธออีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นด่านตรวจที่ว่านั้น เขาจึงเดาว่า เอลินอร์เป็ผู้ยกระดับตัวตน
"ทำไงดี?" ชาร์ลส์ถามเสียงเครียด "ถ้าเราหยุดรถ พวกด้านหลังก็จะตามมาทัน แต่ถ้าฝ่าด่าน..."
ชาร์ลส์กวาดตามองไปรอบๆ ความคิดในหัวแล่นอย่างรวดเร็วในสถานการณ์คับขัน "เราอยู่ที่ไหน?"
"บนสะพานหินข้ามแม่น้ำสายหลัก" เอลินอร์ตอบ สายตายังคงจับจ้องไปที่กลุ่มทหารที่ไล่ตามมา
ดวงตาของชาร์ลส์เป็ประกายวาบ เขานึกถึงวิธีที่อันตรายที่สุดแต่อาจเป็ทางรอดเดียวในสถานการณ์นี้ "ผมจะะโลงแม่น้ำ"
"อะไรนะ!?" เอลินอร์อุทาน "นั่นมันฆ่าตัวตายชัดๆ! น้ำเชี่ยวแบบนี้..."
"ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" ชาร์ลส์ตัดบท "มีอะไรที่เอาไว้เก็บของและกันน้ำได้บ้าง?"
"เดี๋ยวก่อน เราน่าจะคิดแผนอื่น..."
"ไม่มีเวลาแล้ว!" ชาร์ลส์เร่ง "เร็วเข้า!"
เอลินอร์ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงค้นในลิ้นชัก หยิบถังไม้ขนาดกลางขึ้นมา "นี่... แต่มันเสี่ยงเกินไป"
ชาร์ลส์ไม่รอช้า รีบถอดเสื้อที่เพิ่งเปลี่ยนออก รู้ดีว่าเมื่อเปียกน้ำมันจะหนักและถ่วงตัวเขาลง "เปิดฝาถังหน่อย"
เอลินอร์ทำตามที่เขาบอก เปิดฝาถังไม้ออก ชาร์ลส์รีบม้วนเสื้อใส่ลงไป ตามด้วยผลึกิญญา ถุงเงิน และหนังสือ
"คุณมีน้ำยาปรับสภาพและบทสุดท้ายของพิธีกรรมตกผลึกิญญาบ้างไหม?" เขาถามอย่างเร่งรีบ
เอลินอร์พยักหน้า หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา "พลตรีเตรียมไว้ให้แล้ว" เธอลังเลครู่หนึ่งก่อนจะหยิบขวดแก้วเล็กๆ ออกมา "น้ำยาปรับสภาพ... "
"ไว้ผมจะชดใช้ให้ทีหลัง" ชาร์ลส์รับขวดมา รีบใส่ลงในถังพร้อมกับกระดาษ "ขอบคุณมาก ช่วยปิดฝาให้แน่นด้วย"
เอลินอร์ปิดฝาถังจนแน่น ชาร์ลส์เปิดประตูรถ "ขับชิดขอบสะพานให้ที" เขาะโพูดกับคนขับ
"ถ้าผมรอดไปได้ และมีโอกาส จะชดใช้น้ำยาปรับสภาพขวดใหม่ให้แน่นอน" เขากล่าวอำลา
"ระวังตัวด้วย" เอลินอร์กระซิบ "และโชคดี"
ชาร์ลส์กระชับถังไม้ไว้แน่น ก่อนจะะโข้ามราวสะพานลงไปในความมืด โดยมีม่านฝนหนาทึบคอยปลดบังการกระทำ ไม่มีใครมองเห็นร่างที่ดิ่งลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง ยกเว้นคนที่อยู่บนรถม้า
ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด น้ำเย็นเฉียบกระแทกเข้าใส่ร่างกายอย่างรุนแรง ความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าสู่กระดูก
ชาร์ลส์พยายามว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาร่างของเขาไปตามกระแส าแที่ยังไม่หายดีส่งความเ็ปสุดจะทานทนไปทั่วร่าง นิ้วมือที่ไม่มีเล็บแทบจะแหวกน้ำไม่ได้
ถังไม้ที่เขายึดไว้ช่วยพยุงร่างไม่ให้จมลงสู่ก้นแม่น้ำ แต่การว่ายเข้าฝั่งกลับเป็เื่ยากเย็น ร่างกายที่อ่อนแรงจากการถูกทรมานแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง
เขาพยายามตะเกียกตะกายเข้าหาฝั่ง แต่กระแสน้ำก็พัดพาเขาไหลไปเรื่อยๆ จู่ๆ ขาของเขาก็ไปกระแทกเข้ากับหินใต้น้ำอย่างจัง เสียงกระดูกหักดังขึ้นในกายท่ามกลางเสียงน้ำไหล
อาการาเ็ใหม่ที่เพิ่งได้รับมา ทำให้เขาแทบจะปล่อยมือจากถังไม้ แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้เขากัดฟันฝืนความเ็ป ยังคงยึดถังไว้แน่น
กระแสน้ำพัดพาเขาไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความทุลักทุเล แต่เขาไม่ยอมแพ้ ยังคงพยายามว่ายเข้าหาฝั่ง
หลังจากถูกพัดพาไปไกล ในที่สุดเขาก็เห็นจุดที่น่าจะขึ้นฝั่งได้ รากไม้ใหญ่ยื่นลงมาในน้ำ ชาร์ลส์รวบรวมแรงที่เหลืออยู่ พยายามว่ายเข้าไปคว้าราก
มือที่เย็นและอ่อนแรงเอื้อมออกไป พยายามคว้ารากไม้หลายครั้งกว่าจะจับได้ เขาค่อยๆ ดึงตัวเองขึ้นจากน้ำ
เมื่อขึ้นมาบนฝั่งได้ ชาร์ลส์เดินกะเผลกโซเซไปตามริมฝั่ง ถังไม้ที่หนักอึ้งถูกลากไปด้วยอย่างยากลำบาก
ในที่สุดเขาก็มาถึงโรงเก็บของเก่าหลังหนึ่ง สภาพทรุดโทรม ผนังไม้ผุพังเป็ช่องๆ แต่ก็ยังดีกว่าอยู่กลางแจ้ง ชาร์ลส์กะเผลกเข้าไปข้างใน ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง
เขาทรุดตัวลงนั่งในมุมมืด พิงผนังไม้ที่ชื้นแฉะ ไม่กล้าจุดไฟเพราะกลัวจะดึงดูดความสนใจ
ชาร์ลส์วางถังลงอย่างระมัดระวัง มือสั่นระริกขณะเปิดฝาออก ล้วงเข้าไปหยิบกระดาษและผลึกิญญา โชคดีที่ในตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว แสงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนฟ้า ส่องสว่างพอที่จะมองเห็นสิ่งของในมือ
เขาคลี่กระดาษออกดูขั้นตอนสุดท้ายของพิธีกรรมตกผลึกิญญา มือหยิบมีดสั้นที่ยึดมาจากผู้คุมขึ้นมา กรีดลงไปที่ฝ่ามือ เืสดไหลซึมออกมา เขาหยดมันลงบนผลึกิญญาใส ที่ภายในยังคงเห็นเนื้อสมองเต็มไปด้วยปากและฟันขยับไหว เขาเอ่ยคำภาษาโบราณที่เขียนไว้ในกระดาษ
เมื่อเืัักับผลึก มันเปลี่ยนจากใสไร้สีเป็สีแดงเข้ม ชาร์ลส์รีบหยิบขวดยาปรับสภาพขึ้นมา เปิดจุกดื่มรวดเดียวหมด รสชาติขมเฝื่อนแผ่ซ่านในปาก
เขายกผลึกิญญาขึ้น พุ่งเป้าแทงไปที่หัวใจของตัวเอง แต่เมื่อปลายแหลมของผลึกแทงลงไป ความเ็ปรุนแรงก็ปรากฏไปทั่วร่าง กล้ามเนื้อบีบรัดต่อต้าน แม้จะออกแรงกดสุดกำลัง มันก็ยังไม่ทะลุเข้าไปถึงหัวใจ
ใบหน้าของชาร์ลส์เริ่มบิดเบี้ยว ิัขยับไหวผิดธรรมชาติ ยาปรับสภาพเริ่มออกฤทธิ์ ทำให้เขากลายพันธุ์บิดเบี้ยวห่างจากความเป็มนุษย์
แต่ถ้าเขาไม่สามารถฝังผลึกเข้าสู่หัวใจได้ทัน การเปลี่ยนแปลงจะไม่สมบูรณ์ ร่างกายจะกลายพันธุ์เป็สิ่งมีชีวิตที่น่าสยดสยอง สูญเสียกายมนุษย์ไปตลอดกาล
ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวกวาดมองไปรอบๆ จนเห็นต้นไม้ใหญ่ไม่ไกล ชาร์ลส์รวบรวมแรงที่เหลือ ใช้ขาข้างที่ไม่าเ็ดีดตัวพุ่งเข้าชนต้นไม้ ปลายแหลมของผลึกกดแนบอยู่กับหน้าอก
เสียงกระดูกหักดังขึ้นเมื่อร่างกระแทกเข้ากับลำต้น แรงปะทะทำให้ผลึกทะลุทะลวงเข้าสู่หัวใจในที่สุด ชาร์ลส์ทรุดลงกับพื้น
ทันทีที่ผลึกฝังตัว มันหดเข้าไปในหัวใจของเขา ความรู้สึกว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกตนพยายามยึดครองจิตใจปรากฏ ราวกับิญญาของคริสโตเฟอร์ที่ถูกผนึกไว้กำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงร่างของเขา
ในขณะเดียวกัน ยาปรับสภาพก็ยังคงออกฤทธิ์ต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างทรมาน กระดูกบิดดังกลั่น กล้ามเนื้อบิดเกร็ง ิัขยับไหวราวกับมีงูเลื้อยอยู่ใต้ผิว
ชาร์ลส์ต้องต่อสู้กับความเ็ปทั้งสองด้านพร้อมกัน ทั้งการต่อต้านตัวตนที่พยายามยึดครอง และความทรมานจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ตอนนี้เขาไม่มีใครคอยช่วยเหลืออีกแล้ว ไม่มียาระงับจากหน่วยพิเศษ มีเพียงเรี่ยวแรงและความมุ่งมั่นของตัวเองเท่านั้น
เขารู้ดีว่าถ้าแพ้การต่อสู้ครั้งนี้ จะสูญเสียตัวตนไปตลอดกาล กลายเป็สิ่งที่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจรู้ เป็ตัวตนที่เขาไม่ปรารถนา
เวลาผ่านไปช้าแต่ราวกับนิรันดร์ การมองเห็นของเขาเริ่มเปลี่ยนไป ร่างกายที่บิดเบี้ยวค่อยๆ กลับคืนสู่รูปร่างมนุษย์ โลกรอบตัวแปรเปลี่ยนดั่งอยู่ในห้วงฝันร้าย
ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็ก้อนสมองมหึมา มีเส้นประสาทพันเกลียวยืดย้อย ปากนับพันที่เต็มไปด้วยลูกตาประหลาดกลอกกลิ้งไปมา ลิ้นยาวนับร้อยเลื้อยไปมาน่าขยะแขยง คอยจ้องมองเขาจากเบื้องบน ท้องฟ้าไร้ดวงดาวเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน เหมือนผืนผ้าที่ชุ่มด้วยเื
แต่ท่ามกลางความน่าสยดสยองนั้น ชาร์ลส์กลับรู้สึกถึงพลังที่กลายมาเป็ของเขา การยกระดับตัวตนขั้นที่สอง… เสร็จสมบูรณ์
ความเหนื่อยล้าถาโถมดังก้อนหินหนักมากดทับล้มลงพื้น หนังตาค่อยๆ ปิดลง แต่ก่อนที่สติจะดับวูบ ความทรงจำที่หายไปก็ผุดขึ้นในห้วงคิด ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาปรารถนามาตลอดปรากฏชัดขึ้นทีละน้อย มากพอที่จะรู้ว่าตัวเองเป็ใคร มาจากไหน และทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
"อ่า... อย่างนี้นี่เอง" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนที่ดวงตาจะปิดลง
ท่ามกลางรัตติกาล ไม่มีแสงไฟใดส่องสว่าง มีเพียงสายลมเย็นที่พัดผ่านหลังสายฝน บนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
