บรรดาสนมทั้งหลายได้ยินข่าวนี้ก็ร้อนใจไปตามๆ กัน ถึงขั้นสร้างข่าวลือว่าองค์หญิงซีเยวี่ยเป็นางปีศาจจิ้งจอก ทว่ามีพระสนมคนเดียวที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ได้ร้อนใจเช่นพระสนมคนอื่นๆ
ซูเฟยเอนกายนอนอยู่บนตั่งคนงาม ในมือถือถ้วยชาที่นางกำนัลเพิ่งยกมาถวาย ใบหน้ากลับมาสวยสดงดงามและมีแววหยิ่งผยองเช่นเดิม
เล็บมือยาวถูกทาเป็สีแดงสด ริมฝีปากก็แต้มชาดสีแดงเช่นกัน ดวงตากลมโตฉายแววยโสและถือดีอยู่ตลอดเวลา
ครั้นเต๋อเฟยได้ข่าวก็รีบรุดมายังตำหนักิฉือด้วยจิตใจร้อนรน
“ไอโยว พี่ซูเฟยช่างอารมณ์ดีเหลือเกิน” เต๋อเฟยค่อยๆ เยื้องย่างอย่างสง่างามเข้ามาในตำหนักิฉือ ผิดกับใบหน้าที่ดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าเื่ที่องค์หญิงซีเยวี่ยย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักเจินหลงจะทำให้เต๋อเฟยกลุ้มใจไม่น้อย
ซูเฟยมองเต๋อเฟยอย่างไม่ประสงค์ดี แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน ”เต๋อเฟยมาที่ตำหนักิฉือของข้าด้วยเื่ใดหรือ”
ครั้นเต๋อเฟยได้เห็นแววตาดูแคลนของซูเฟยก็รู้สึกโมโหอย่างไม่มีสาเหตุ เอ่ยออกมาว่า “เื่ที่น้องซีเยวี่ยได้ย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักเจินหลง คนในวังล้วนพูดกันว่าเป็เพราะตำหนักิฉือของพี่สาวมีฮวงจุ้ยดี น้องจึงอยากมาขอพึ่งใบบุญฮวงจุ้ยในตำหนักิฉือของพี่สาวบ้าง”
ซูเฟยได้ฟังเช่นนั้น ไม่มีท่าทีว่าจะโกรธหรือโมโหแต่อย่างใด
ซูเฟยลุกขึ้นนั่ง ยิ้มอ่อน แกล้งทำท่าเป็ไม่ใส่ใจ จ้องไปที่เต๋อเฟยพลางเอ่ยว่า “ฮวงจุ้ยดีๆ ของตำหนักข้าใช่ว่าผู้ใดหน้าไหนจะสามารถมาขอพึ่งใบบุญได้ ยกตัวอย่างเช่นน้องเต๋อเฟย ถ้าอยากจะพึ่งใบบุญก็พึ่งใบบุญของฮวงจุ้ยตำหนักตัวเองเถิด”
“พี่สาวพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” สองมือของเต๋อเฟยกำเป็หมัดแน่น ท่าทางดูไม่พอใจอย่างยิ่ง
ซูเฟยยิ้มอย่างโอหัง ริมฝีปากซึ่งทาชาดสีแดงประหนึ่งนางปีศาจร้ายที่กินมนุษย์เป็อาหารก็ไม่ปาน “ข้าหมายความว่า น้องสาวควรเปลี่ยนฮวงจุ้ยได้แล้ว มิเช่นนั้นเหตุใดท้องของน้องถึงไม่มีความเคลื่อนไหวบ้างเลย”
เต๋อเฟยที่เดิมคิดจะมาเยาะเย้ยซูเฟยเื่องค์หญิงซีเยวี่ย คาดไม่ถึงว่าจะถูกเยาะเย้ยกลับ นางโมโหยิ่งนัก “พี่สาวช่างกล้าพูดเหลือเกิน ในท้องพี่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวเหมือนกันมิใช่หรือ ได้ยินว่าพี่สาวเข้าวังมาก่อนข้าเสียอีก ท่าทางของพี่สาวตอนนี้ก็แก่ลงไปกว่าเดิมไม่ใช่น้อย พี่เหลียงเฟยที่เข้าวังมาพร้อมกับพี่ ผิวของนางยังคงนุ่มนวลเต่งตึงอยู่เลย”
เต๋อเฟยมองซูเฟยอย่างเยาะเย้ยถากถาง
สิ่งที่ซูเฟยกลัวที่สุดคือกลัวคนมาพูดเื่หน้าตาของตัวเอง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที นางขว้างแก้วชาในมือไปทางเต๋อเฟย “ผิวพรรณหน้าตาของข้าใช่เื่ที่สตรีอย่างเ้าจะมาพูดวิจารณ์ได้! ไสหัวออกไปจากตำหนักข้าประเดี๋ยวนี้!”
แก้วชาถูกปาลงบนพื้นแตกออกเป็เสี่ยงๆ เต๋อเฟยมองซูเฟยพร้อมกับยิ้มประหนึ่งออกไปสู้รบแล้วได้รับชัยชนะกลับมา “พี่สาว โมโหเช่นนี้ไม่ดีต่อร่างกายนะเพคะ น้องก็พูดตรงเกินไป บางครั้งน้องก็ชอบพูดโดยมิทันคิดให้ดีเสียก่อน อีกอย่างโกรธง่ายมักจะทำให้แก่เร็ว ขอพี่สาวระวังสุขภาพด้วย”
หลังจากเต๋อเฟยเดินออกจากตำหนักไปแล้ว ซูเฟยรีบวิ่งไปที่หน้าคันฉ่อง ที่ใบหน้านางเหมือนจะมีรอยเหี่ยวย่นปรากฏอยู่เล็กน้อย นางใช้มือพยายามจะลบมันออก สุดท้ายกลับทำให้ผมเผ้ายุ่งเหยิงแทน
ซูเฟยร้อนใจเป็อย่างมาก กรีดร้องพร้อมกับกวาดเอาเครื่องประทินโฉมที่วางอยู่หน้าคันฉ่องตกลงบนพื้น
เต๋อเฟยยิ้มอย่างพึงพอใจพร้อมกับส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยกับนางกำนัลข้างกาย “คนล้วนพูดกันว่าพระสนมซูเฟยแห่งตำหนักิฉือกลายเป็คนสติไม่สมประกอบไปแล้ว ไม่คิดเลยว่า์จะมีตาจริงๆ” เอ่ยจบก็เดินต่อออกจากตำหนักไป
ในตำหนักิฉือ ซูเฟยคว้าตัวนางกำนัลคนหนึ่งขึ้นมาถาม “ข้าแก่แล้วเยี่ยงนั้นหรือ!”
นางกำนัลถูกคว้าตัวขึ้นมาถาม เล็บสีแดงจิกเข้าไปในเนื้อจนรู้สึกเจ็บ นางกำนัลมองเืที่ไหลซึมอยู่ที่แขนพร้อมกับส่ายหน้ารัว “พระสนม ท่านไม่แก่เพคะ ท่านยังไม่แก่!”
ซูเฟยเห็นใบหน้าของนางกำนัลที่นางคว้าแขนอยู่มีผิวนุ่มนวลเต่งตึงยิ่ง นางจึงใช้เล็บค่อยๆ ลูบไปบนใบหน้านางกำนัล นางกำนัลร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลอาบแก้ม ซูเฟยมองนางกำนัลด้วยแววตาโเี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันราวกับปีศาจร้ายจากนรกโลกันตร์ “ข้าเห็นผิวของเ้าเต่งตึงดียิ่ง หากเ้ายอมให้ข้ากรีดหน้าเ้า ต่อไปเ้าอยากได้สิ่งใดข้าจะให้เ้าหมดทุกอย่าง!”
เอ่ยจบซูเฟยเดินไปหยิบมีดแหลมคมบนโต๊ะขึ้นมา
นางกำนัลเห็นเช่นนั้นพลันส่ายหน้ารัว “พระสนม บ่าวผิดไปแล้วเพคะ พระสนมอย่ากรีดหน้าบ่าวเลยนะเพคะ!”
ต่อมาเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น ซูเฟยใช้มีดกรีดลงไปบนใบหน้าของนางกำนัลผู้นั้น พร้อมทั้งเอ่ยไปด้วยว่า “เป็ข้าที่ให้ความสาวแก่เ้า! เป็ข้าที่ให้ผิวเต่งตึงแก่เ้า!”
นางกำนัลเป็ลมหมดสติไป ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลจากฝีมือของซูเฟย ใบหน้าที่เคยงดงามแปรเปลี่ยนเป็น่ากลัวทันที
เืจากาแหยดลงบนพื้น ซูเฟยเห็นแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่ง “จางหมัวหมัว!”
สตรีมีอายุผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามาภายในตำหนัก ฝีเท้าที่เดินเข้ามาสั่นเล็กน้อย เมื่อเห็นนางกำนัลเป็ลมหมดสติอยู่บนพื้น สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็ใ เดินตัวสั่นเข้าไปหาซูเฟย ก่อนจะคุกเข่าลง “พระสนม”
ซูเฟยหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาหนึ่งอันแล้วปักลงที่มวยผม พร้อมกับจ้องมองคันฉ่องที่แตกละเอียดอยู่บนพื้น “ลากตัวนางกำนัลผู้นี้ออกไปจากห้องข้าประเดี๋ยวนี้ เอาไปจัดการอย่างเงียบๆ เสีย ข้าเห็นนางแล้วโมโหยิ่ง!”
“เพคะ” จางหมัวหมัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะกวักมือเรียกนางกำนัลให้มาลากตัวนางกำนัลที่เป็ลมหมดสติอยู่บนพื้นออกไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าพาไปที่ใด
ซูเฟยมองนางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างกายซึ่งถูกเปลี่ยนเป็คนใหม่ นางกวักมือเรียก นางกำนัลผู้นั้นตัวสั่นขึ้นมาทันใด
“พระสนม” นางกำนัลผู้นั้นก้มหน้าอย่างเชื่อฟังนบน้อม
ซูเฟยมองนางกำนัลผู้นั้นค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ตัวของนางกำนัลสั่นเทา เหงื่อไหลโซมกาย เดินยังไม่ทันจะถึงตัวซูเฟย กลับคาดไม่ถึงว่าจะถูกซูเฟยดึงตัวเข้าไปหาอย่างอ่อนโยน “ก่อนหน้านี้ข้ามีนางกำนัลคนสนิทคนหนึ่งนามว่าชุนเถา เช่นนั้นข้าตั้งชื่อให้เ้าใหม่ดีกว่า ชื่อว่าชุนอิ๋ง หน้าตาของเ้าคล้ายกับสหายเก่าของข้ายิ่งนัก”
ซูเฟยยื่นมือไปจับคางนางกำนัลผู้นั้น ทำให้นางกำนัลผู้นั้นตัวสั่นเทาไม่หยุด
ซูเฟยยิ้ม หากแต่เป็รอยยิ้มที่ดูราวกับปีศาจจากนรกโลกันตร์ก็ไม่ปาน “เ้าจะกลัวอันใด กลัวข้าจะกินเ้าเข้าไปหรือไร ขอแค่เ้าปฏิบัติตัวดีๆ ทำเื่ที่ข้าสั่งให้สำเร็จ ข้าตอบแทนเ้าอย่างงามแน่นอน”
“ได้ยินหรือไม่!” น้ำเสียงของซูเฟยเต็มไปด้วยความร้ายกาจโเี้
