เสียงดนตรีไทยดังขึ้นเป็จังหวะ เหล่านางรำที่ได้ฝึกซ้อมกันมาเป็อย่างดี กำลังแสดงความสามารถให้กับครอบครัวของหลวงสุนทรได้ชื่นชมเป็ขวัญตา ซึ่งเป็แขกคนสำคัญของบ้านหลวงไชยพิชิต ท่วงทาอันอ่อนช้อยบวกกับเสียงดนตรีอันไพเราะ ชวนให้ทุกคนเพลิดเพลินเป็อย่างมาก อีกทั้งบ่าวที่ตามติดเ้านายมาด้วยจำนวนหนึ่งได้อาศัยบารมีเข้าชม ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยินดี ที่ได้มีโอกาสดูเหล่านางรำแสนสวยเยี่ยงนางฟ้านาง์หาดูชมได้ยากยิ่ง หากปัจจุบันได้มีแสดงบ้างตามงานต่างๆ ในชุมชนแต่กระนั้นก็ต้องเสียเงินเป็จำนวนมากในการเข้าชม เพียงครู่หนึ่งการแสดงก็จบลง เหล่านางรำและนักดนตรีก้มกราบลาเ้านายที่นั่งอยู่ด้านหน้า ก่อนจะคลานออกไปด้วยมารยาทที่แสนงดงาม
“ช่างงดงามยิ่งนัก สมแล้วที่เป็โรงละครรำที่มีชื่อ ในวังก็พูดถึงกันอย่างหนาหู ว่าเหล่านางรำของบ้านหลวงไชยพิชิตนั้นหาใครเทียม มาดูกับตาแลจะเห็นจริงดังเขาว่า” หลวงสุนทรหันไปกล่าวชมกับคุณเอื้องฟ้าอย่างไม่อ้อมค้อม ก่อนจะกระแทกไม้เท้าสีขุ่นลงพื้นหนึ่งครั้ง เป็การแสดงความพอใจ ครานี้คนถูกยกถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกจะภูมิใจหนักหนา
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเ้าค่ะ” คุณเอื้องฟ้าแสร้งถ่อมตัว
“เชื่อสายตาข้าเถิดแม่เอื้อง ข้ามองปราดเดียวก็รู้” ชายชราหนวดเข้มขมวดขึ้นม้วนเป็ทรงยังคงยืนยัน ก่อนจะหันมองรอบๆ เรือนเสมือนหาใครบางคน
“แล้วพระพายเล่าไม่อยู่เรือนรึคุณหลวง” หลวงสุนทรหันไปถามหลวงไชยพิชิตสหายสนิท ด้วยความแปลกใจ
“รายนั้นชอบอยู่ที่เรือนริมน้ำ ฤาไม่ก็ในดงป่าใหญ่หลังบ้าน คงมิรู้ว่าท่านเดินทางมาถึง ข้าให้บ่าวไปตามแล้ว ประเดี๋ยวคงมา” หลวงไชยพิชิตพูดขณะที่ก้มไปรินน้ำชารสเลิศจากพ่อค้าชาวจีน ควันสีขาวลอยขึ้นจากถ้วยพร้อมกับยื่นให้กับสหายเป็การต้อนรับ
“ไม่ได้มาเสียนานนม เรือนนี้เปลี่ยนไปมากทีเดียว บ่าวไพร่หนาตานัก”
“บ่าวไพร่เดิมที่มีอยู่ ไม่ได้รับการไถ่ตัวออกไป แลที่เห็นว่าเพิ่มมาจะเป็เหล่านางรำของแม่เอื้องเขา” หลวงสุนทรได้ฟังก็พยักหน้ายิ้ม ก่อนจะมองไปรอบๆ บริเวณบ้านอย่างชื่นชม
พระพายเดินดุ่มๆ มาจากป่าใหญ่หลังบ้าน หลังจากบ่าวไปตามมายังเรือนหลังใหญ่ ด้วยครอบครัวหลวงสุนทรอยากพบ ชายหนุ่มเกรงจะเสียมารยาทจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินด้วยท่วงทางมุ่งมั่น ก่อนจะโดนบางคนวิ่งเข้ามาชน จนตัวเขาเซออกไปเกือบเสียหลักล้ม
“นี่เอ็งอีกแล้วรึ กลิ่นจันทร์” พระพายหันมองหน้าหญิงสาวอย่างไม่พอใจนัก เขารู้สึกไม่ชอบหน้าแลกิริยาไม่สำรวมของหล่อน เป็ครั้งที่ร้อยที่หล่อนหาทางเข้าใกล้เขา เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ชายหนุ่มมองนางทาสั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยแววตาโกรธเคือง ก่อนจะขมวดคิ้วเพื่อสังเกตให้แน่ใจ ว่าหญิงสาวที่อยู่ในชุดนางรำนั้น กำลังตัวสั่นระริกด้วยเหมือนกลัวบางสิ่งบางอย่าง เธอหันซ้ายหันขวาอย่างหวาดระแวง
“วิ่งหนีอันใดมา” พระพายเสียงแข็ง พลางมองซ้ายมองขวาตามสายตาของเธอ ก่อนเหลือบไปเห็นนางสาและพวกหลบเข้าพุ่มไม้ไป
“หลบนังพวกนั้นรึ” ชายหนุ่มถามย้ำ
“ปะ...ปล่าเ้าค่ะ”
“ก็เห็นอยู่ เ้ายังกล้าปลด” กลิ่นจันทร์เหลือบไปสบตาเ้านายหนึ่งครั้ง พลันรู้สึกกลัวจนลนลานทำอันใดไม่ถูก
“ข้าไม่ระวัง เกือบทำให้ท่านต้องล้ม ข้าขออภัยนะเ้าคะ”
“...” ความเงียบของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวรู้สึกอึดอัด ร่างกายถึงกับขับเหงื่อออกมาจนท่วมตัว
“ข้าขอตัวไปทำงานก่อนนะเ้าคะ” หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วใช้จังหวะวิ่งหนีเขาเข้าไปยังเรือนนางทาสที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังด้วยความรีบร้อน
“เดินอย่างไรจึงไม่เห็นคน นอกจากไม่สำรวมกิริยาแล้ว ยังทำตัวยซุ่มซ่ามไร้การอบรม” ชายหนุ่มบ่นพึมพำพลางหันหน้าเร่งฝีเท้าต่อไปยังเรือนหลังใหญ่
“มึงจักหนีกูไปไหนอีกลิ่นจันทร์” อีสาหญิงสาวร่างใหญ่ผิวสีเข้ม เดินมาดักตัวกลิ่นจันทร์ ด้วยท่าทางเอาเื่ พร้อมพวกอีกสองสามคนที่น่ากลัวไม่ต่างกัน คนหนึ่งถือไม้ขนาดเท่าฝ่ามือแนบกายมาด้วย แสดงให้เห็นว่าพวกนั้น้าเอาเื่เธอจริง
“ข้า ข้าขอตัวก่อนนะ” หญิงสาวในชุดนางรำที่พึ่งแสดงเสร็จ พยายามหาทางหลบหน้าคนพวกนั้น พลางเบี่ยงตัวออกหันเดินไปทางอื่น
“ประเดี๋ยว เมื่อวานมึงเอาหมามุ่ยมาใส่ในผ้านุ่งพวกกูใช่ฤาไม่” อีสาะโถามอย่างโกรธเคือง พร้อมกับดวงตาแข็งกร้าวทำให้หญิงสาวกับขนลุกซู่ ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคนพวกนี้
“ข้าจักทำเยี่ยงนั้นเพื่ออันใด พวกพี่ตามข้ามา ข่มขู่ข้าเยี่ยงนี้ มันสมควรแล้วฤาไม่ ข้าพอดูออกว่าพวกพี่ไม่ใคร่ชอบหน้าข้านัก แต่ไม่มีเหตุอันใดที่ข้าจักทำอย่างนั้น” หญิงสาวที่พยายามหลบหน้ากลุ่มคนอันธพาลสุดชีวิต จำใจตอบโต้เพื่อความบริสุทธิ์ของตัวเอง
“มึงอย่ามาตอแหล อีแดงเป็พยาน ว่าเห็นมึงเข้าไปในป่า พอมึงออกมา ผ้านุ่งพวกกูก็เป็เยี่ยงนั้น” หญิงสาวกรอกดวงตาไปมาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เมื่ออีสาอ้างอย่างนั้นจึงทำให้เธอพูดไม่ออก
“มึงตอบไม่ได้ใช่ฤาไม่ว่าเข้าไปในป่าเพื่ออันใด” อีสาเดินเข้ามาประชิดถามอย่างเอาเื่ ก่อนจะฟาดมือลงไปที่ใบหน้าหวานของหญิงสาว จนเธอล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ร่างบางยกมือขึ้นมาจับใบหน้าของตัวเอง ก่อนจะมีน้ำตาไหลออกมา
