ซิ่งอวี่เจวียนได้รับทรัพยากรการฝึกฝนจากห้องโถงกลางทางทิศประจิม แม้จะยังคงอยู่ในขอบเขตผนึกดารา แต่นางได้บรรลุการสร้างหอคอยวังวนพลังเก้าแห่งในเส้นลมปราณ ทำให้พลังโดยรวมของนางเหนือกว่าเดิมถึงสิบเท่า
เมื่อออกจากห้องโถงกลางหลังจากสิ้นสุดการบำเพ็ญ ซิ่งอวี่เจวียนบังเอิญพบหินโบราณซ่อนอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน บนหินสลักตัวอักษรสีเืความว่า ‘ความมืดกำลังคืบคลาน’ ซึ่งส่องประกายแสงอำพรางอย่างแปลกประหลาด
บนแผ่นหินสลักนั้น บันทึกร่องรอยเื่ราวของโลกแห่งความมืดไว้เพียงบางส่วน แฝงนัยถึงความเกี่ยวพันระหว่างพระราชวังกับโลกแห่งความมืด
เื่นี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของดินแดนหยวนซิง หากความมืดเข้าครอบงำ โลกทั้งใบอาจพินาศสิ้น!
“เื่นี้ยังต้องมีการพิสูจน์ ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบแพร่กระจายออกไป ข้าเห็นว่าเ้าทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเื่ใดเกิดขึ้นหรือ?”
ด้วยสายตาที่เฉียบคมของเยี่ยหลิงหลาน เพียงแรกเห็นนางก็สังเกตได้ทันทีว่า ซิ่งอวี่เจวียนและเสิ่นซินจู๋นั้นมิใช่คนเดิมอีกต่อไป
“นี่คือหอคอยวังวนพลังที่ได้รับการถ่ายทอดจากหนิงเทียน...”
ซิ่งอวี่เจวียนเอ่ยเล่าเื่ราวทั้งหมดของวันนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งดึงดูดให้เยี่ยหลิงหลานฟังอย่างเพลิดเพลิน
“ช่างเป็เด็กหนุ่มช่างฉลาดหลักแหลม เพียงใช้ตัวเลขสามเป็รากฐาน ก็พลิกผันชะตาชีวิตของพวกเ้าได้โดยสิ้นเชิง”
เสิ่นซินจู๋ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยถามด้วยความกังวล “หนิงเทียนยังไม่ปรากฏตัวออกมา เราควรออกไปรอรับที่นอกแดนลับหรือไม่?”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยขึ้นว่า “ในระยะนี้ ยอดฝีมือจากูเาไป่หลิงต่างมารวมตัวกัน และมีปรมาจารย์เหนือเมฆาจำนวนไม่น้อยเลย และข้าจะคอยติดตามความเคลื่อนไหวของแดนลับแห่งนั้นอย่างใกล้ชิด พวกเ้าไม่ต้องกังวลเื่เขาหรอก”
สถานที่ที่ทั้งสามคนยืนอยู่เป็บริเวณชายขอบูเาไป่หลิง เยี่ยหลิงหลานเลือกที่จะอยู่ที่นี่เพราะนาง้าหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเ้าแห่งจิติญญาบนูเา
ปรมาจารย์จากทุกสำนักต่างยืนนิ่งอยู่ ณ บริเวณพื้นที่รอบนอก แม้จะอยู่ห่างไกล แต่พวกเขากลับรับรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในแดนลับได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น ประตูมิติก็ปรากฏขึ้นเหนือพระราชวังอันโอ่อ่า สองร่างทะยานออกจากประตูท่ามกลางแสงสว่างจ้า พวกเขาคือยอดฝีมือหยวนซิวที่ทรงพลังสองคนในขอบเขตเปลี่ยนผ่าน
พวกเขาเป็ศิษย์หยวนซิวสองคนที่ออกจากชั้นห้าของเจดีย์ก่อนใคร และมาปรากฏตัวตรงนอกแดนลับผ่านทางแท่นหินเคลื่อนย้ายมวลสาร
ทั้งสองต่างมีปฏิกิริยาที่ตรงกัน เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้น ทั้งคู่ก็รีบเร่งจากไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่ดินแดนอันไกลโพ้นเพื่อหนีจากสถานที่อันเลวร้ายนี้
เยี่ยหลิงหลานมองไปยังทิศนั้น และััได้ถึงสายลมแปลกประหลาด มันคือกลิ่นอายประหลาดที่หาใช่ผู้ใดในแดนดินจะสามารถััได้ หากมิใช่ผู้ทรงภูมิถึงขอบเขตเหนือเมฆาย่อมไม่มีทางล่วงรู้
“ดูท่าว่าม่านแห่งโชคชะตาของแดนลับแห่งนี้กำลังจะปิดลงแล้วกระมัง”
เยี่ยหลิงหลานกวาดสายตามองไปรอบๆ นางััได้อย่างชัดเจนว่าเหล่าปรมาจารย์จากสำนักต่างๆ กำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวของแดนลับอยู่อย่างเงียบๆ ขณะเดียวกันเหล่าเ้าแห่งจิติญญาที่หลับใหลอยู่บนูเาก็เริ่มแสดงสัญญาณการตื่นขึ้นแล้ว
เพียงชั่วพริบตา ประตูมิติบนยอดพระราชวังก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง จากนั้นอู่ชิวหงแห่งโถงหยวนปฐีก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ด้วยท่าทางสง่างามและน่าเกรงขามซึ่งดึงดูดเสียงฮือฮาจากเหล่าผู้คนเบื้องล่าง
ทันใดนั้น ร่างสูงสง่างามของหลงจิ้งกั๋วจากสำนักดาราทมิฬก็ปรากฏตัวขึ้น สายตาของทั้งสองฝ่ายประสานกันท่ามกลางระยะห่างกว่าสิบจั้ง ดวงตาทอประกายแวววับ เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าเกรงขาม ต่างฝ่ายต่างเผยให้เห็นถึงความสง่างามและความน่าเกรงขามในแบบฉบับของตน
คนหนึ่งเป็ศิษย์หลักของสำนักแดนศักดิ์สิทธิ์หยวนซิว อีกหนึ่งคือดาวรุ่งผู้เฉลียวฉลาดและแข็งแกร่ง การปรากฏตัวของพวกเขาสร้างความฮือฮาและกระตุ้นให้เกิดการคาดเดาต่างๆ นานา
ในไม่ช้าเจียงซั่งอีจากตำหนักหยวนนภา เยวี่ยซิงเหอจาก ศาลาดารา์ และสุดท้ายหวังเยี่ยจากสำนักชื่อหยวนปังก็ทยอยปรากฏตัวขึ้นโดยมีระยะห่างกันราวสิบจั้ง
ครั้นเว่ยซูเสวี่ยปรากฏตัว ผู้ทรงพลังต่างแผ่ญาณทิพย์มายัง พลังเ่าั้คือเหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆาที่จับจ้องความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นด้วยความสนใจ
“ปรมาจารย์จากสามแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งซิงซิวปรากฏกาย อีกทั้งปรมาจารย์จากสี่แดนศักดิ์สิทธิ์หยวนซิวก็ปรากฏกายถึงสามคน ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง”
“ข้าสงสัยว่ามีปรมาจาร์คนใดในสำนักจื๋อซิวมาบ้างหรือไม่?”
พระราชวังอันโอ่อ่าสั่นะเื ัเขียว พยัคฆ์ขาว หงส์แดง และเต่าดำปรากฏกายขึ้นในอากาศ แล้วเริ่มบินไปยังห้องโถงกลางจากสี่ทิศ เหล่าพรรณไม้ทั้งดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์ที่อยู่โดยรอบพากันถาโถมใส่โถงด้านหน้าทั้งสี่ เปรียบดั่งคลื่นมหึมาที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
สิ่งนี้ทำให้เหล่าปรมาจารย์จากภายนอกแดนลับต่างตระหนักถึงสัจธรรมอันน่าหดหู่ ว่าม่านแห่งกาลเวลาใกล้จะปิดลงแล้ว และพระราชวังอันยิ่งใหญ่อาจจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันยาวนานอีกครั้ง
เว่ยซูเสวี่ยไร้คำใดเอ่ย และจากไปโดยทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าอันว่องไว
เจียงซั่งอี เยวี่ยซิงเหอ หวังเยี่ย อู่ชิวหง และหลงจิ้งกั๋วต่างถอนตัวออกจากบริเวณนั้น แต่ไม่ได้รีบร้อนจากไป
ซูอวิ๋นกลั้นลมหายใจและมองดูผู้คนเ่าั้จากระยะไกล ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ยังคงไร้ร่องรอยของหนิงเทียน เขาถูกขังตายในโลกนั้นและจะไม่มีวันกลับมาอีกใช่หรือไม่?
พระราชวังอันยิ่งใหญ่สั่นะเือย่างต่อเนื่อง เรือจันทราบนท้องฟ้าค่อยๆ ลงมา มุ่งสู่ห้องโถงหลัก
เหล่าผู้บำเพ็ญบนูเาไป๋หลิงไม่ว่าจะเป็ซิงซิว หยวนซิว จื๋อซิว หรือิญญาอสูรต่างจับจ้องทุกความเคลื่อนไหว และรอคอยบทสรุปสุดท้าย
ทันใดนั้น ประตูมิติกาลเวลาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาร้องดังระงม
ร่างสองร่างปรากฏขึ้นพร้อมกัน เป็หนิงเทียนและชิวซานอวิ๋นที่ออกมาท้ายสุด
ซูอวิ๋นรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ร่างสั่นเทา ดวงตาฉายแววความโกรธแค้น และได้แต่กำหมัดแน่น
หนิงเทียนคนชั่ว! เขากลับออกมาจากโลกนั้นได้ ช่างน่าโมโหจริงๆ
แต่เมื่อซูอวิ๋นเห็นชิวซานอวิ๋น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางอีกครั้ง
ชิวซานอวิ๋นกับหนิงเทียนไม่ต่างจากไม้เบื่อไม้เมา การที่ทั้งคู่ปรากฏตัวพร้อมกัน นี่ไม่ใช่โอกาสทองในการกำจัดหนิงเทียนหรือ?
ตอนนี้ซูอวิ๋นอยู่ขั้นสองของขอบเขตเปลี่ยนผ่าน นางสามารถมองออกได้ทันทีว่าชิวซานอวิ๋นยังคงอยู่ในขั้นที่สูงกว่านาง ระดับความแข็งแกร่งนี้เพียงพอที่จะฆ่าหนิงเทียนได้สิบครั้ง
ความโกรธของซูอวิ๋นเปลี่ยนเป็ความดีใจ และตื่นเต้นสุดขีด นางหวังว่าชิวซานอวิ๋นจะนำความประหลาดใจมาสู่นาง
“นั่นคือชิวซานอวิ๋นจากสำนักอินทนิล ดูเหมือนว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่แห่งของหยวนซิวจะสูสีกัน ต่างฝ่ายต่างก็ได้สิ่งที่้า”
“จื๋อซิวช่างโชคร้าย มีเพียงศิษย์หลักขอบเขตผนึกดาราผู้เดียวเท่านั้น”
“เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อหนิงเทียน เขาไม่ธรรมดาเลย”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของยอดฝีมือจากกลุ่มต่างๆ หนิงเทียนและชิวซานอวิ๋นต่างจ้องตากัน ดวงตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
พริบตาต่อมา หนิงเทียนก็ปรากฏตัวเร็วราวกับสายฟ้าฟาดร้องคำราม พลังปราณที่แผ่ขยายทลายขุนเขา สั่นะเืผืนแผ่นดิน กวาดล้างไปทั่วทิศ สะท้อนพลังอำนาจอันเกรียงไกร ไร้เทียมทาน
ชิวซานอวิ๋นมีสีหน้าบิดเบี้ยว เพียงชั่วพริบตา เขาก็รับรู้ได้ถึงทุกสิ่งรอบตัว และรู้ว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่เขา
ก่อนหน้านี้บนชั้นห้าของเจดีย์ ชิวซานอวิ๋นต้องพ่ายแพ้ต่อหนิงเทียน ซึ่งทำให้เขาสูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและใบหน้า
บัดนี้ ต่อหน้าเหล่าปรมาจารย์จากสำนักต่างๆ หากเขาพ่ายแพ้ต่อหนิงเทียนอีกครั้ง ชีวิตนี้อาจไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้อีกแล้ว
ชิวซานอวิ๋นโกรธแค้น ความคิดแรกคือหนีตาย ไม่คิดสู้กับหนิงเทียน แต่หนิงเทียนจะปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
เหตุผลที่หนิงเทียนจงใจออกมาพร้อมกับชิวซานอวิ๋นก็เพื่อหยุดเขาทันทีหลังจากออกมาและจัดการเขาให้สิ้นซาก
เนื่องจากกุญแจในเจดีย์ ชิวซานอวิ๋นจึงรอดตายได้อย่างหวุดหวิด
แต่ตอนนี้ ทั้งคู่ได้กลับมาสู่ดินแดนหยวนซิง บนูเาไป่หลิง การต่อสู้เป็ไปด้วยความดุเดือด ชะตาชีวิตขึ้นอยู่กับความสามารถล้วนๆ
ชิวซานอวิ๋นสายเืเงาอินทนิลที่เหนือชั้นหาใครเปรียบมิได้ ซึ่งมีความว่องไวปานสายฟ้าแลบ
แต่หมื่นสรรพสิ่งในใจหนิงเทียนนั้นล้ำลึกยิ่งนัก โหมวาโยคุมเทวัญเป็ลมปราณควบคุมลมในแง่ของความเร็ว เขาไม่ได้อ่อนแอไปกว่าชิวซานอวิ๋นเลย
เงาอินทนิลพลิ้วไหว ร่างคนรวมกัน ชิวซานอวิ๋นเปลี่ยนตำแหน่งร่างกว่าเจ็ดร้อยครั้งในพริบตา ทว่าหนิงเทียนกลับปิดกั้นทุกช่องทางไว้หมดสิ้น
เหล่าปรมาจารย์จากสำนักต่างๆ ยืนงุนงงอยู่นอกเขตแดนลับ
“เหตุใดชิวซานอวิ๋นจึงต้องหลบเลี่ยง? เขาที่อยู่ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามกลัวศิษย์จื๋อซิวที่อยู่เพียงขอบเขตผนึกดาราเช่นนั้นหรือ?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังก้องไปทั่ว สร้างคลื่นใต้น้ำและก่อให้เกิดแรงกดดันจากสาธารณะ ทำเอาชิวซานอวิ๋นโมโหจนแทบกระอักเื
เขาเป็องค์ชายสามแห่งจักรวรรดิเชียนซาน และเป็ศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของนักบุญชุดม่วงของสำนักอินทนิล พลังปราณของเขาบรรลุขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามแล้ว ด้วยสถานะเช่นนี้ เขาจะหนีการต่อสู้ได้อย่างไร?
ใจของเขาเต็มไปด้วยความอัดอั้น เขาไม่ได้กลัวหนิงเทียน แต่เขากลัวสหายิญญาของหนิงเทียนต่างหาก
หนิงเทียนเข้าใจความคิดของชิวซานอวิ๋นเป็อย่างดี จึงจงใจกระตุ้นอารมณ์อีกฝ่าย
“คิดว่าคนอื่นจะมองเ้าอย่างไรหากยังหลบหนีไปมาอยู่เช่นนี้? องค์ชายสามแห่งจักรวรรดิเชียนซาน ศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของนักบุญชุดม่วงแห่งสำนักอินทนิล กลับกลายเป็คนขี้ขลาดตาขาว ไร้ความสามารถสิ้นดี!”
“เงียบปาก!”
คำพูดของหนิงเทียนนั้นแหลมคมยิ่งนัก ดั่งคมดาบที่เฉือนผ่านความอดทนของชิวซานอวิ๋นจนสิ้น ทำเอาเขาโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่นระริก
“ข้าขอเสนอโอกาสให้เ้าสักหนึ่งหน มาประลองฝีมือกันแบบลูกผู้ชาย เราทั้งสองจะไม่พึ่งพาอาวุธหรือวัตถุิญญาใดๆ ต่อหน้าทุกคนนี้ ข้าขอท้าดวลตัดสินชีวิตกับเ้า!”
เสียงของหนิงเทียนดังก้องไปทั่ว บรรดาปรมาจารย์ซิงซิว หยวนซิว และจื๋อซิวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างได้ยินชัดเจน
“ช่างน่าขัน! ท้าทายขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามทั้งที่ตนอยู่เพียงขอบเขตผนึกดารา เ้าหนูหนิงเทียนผู้นี้ดูถูกผู้บำเพ็ญหยวนซิวเกินไปแล้ว”
“การกระทำของหนุ่มน้อยหนิงเทียนช่างไร้สติ! ไม่ต้องพูดถึงว่ามันเป็เื่ยากสำหรับจื๋อซิวที่จะประลองข้ามขอบเขต แม้กระทั่งหยวนซิวอัจฉริยะขั้นเก้าของขอบเขตผนึกดาราก็ไม่สามารถเอาชนะขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามได้”
“ชิวซานอวิ๋นจงกำจัดเด็กหนุ่มโอหังผู้นี้ให้สิ้นซาก! ให้มันรู้ไว้ว่าสำนักอินทนิลของเรามิใช่มดปลวกที่ใครจะกล้ำกรายได้ง่ายดาย!”
เหล่าศิษย์จากสำนักอินทนิลที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ต่างรู้สึกโกรธแค้นที่หนิงเทียนแสดงกิริยาเย่อหยิ่ง ไร้ซึ่งความเคารพ พวกเขาคิดเพียงว่าอีกฝ่ายช่างโอหังและไร้สติเสียจริง
บรรดายอดฝีมือจื๋อซิวต่างตกตะลึงกับคำพูดของหนิงเทียน การท้าทายผู้บำเพ็ญขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามทั้งที่ตนอยู่เพียงขอบเขตผนึกดารา โดยไม่ใช้ทั้งอาวุธหรือวัตถุใดๆ เปรียบดั่งการเอาสมองไปแช่น้ำ[1] หาเื่เจ็บตัวชัดๆ!
เหล่ายอดฝีมือซิงซิวต่างเฝ้ามองด้วยความสนุกสนาน พวกเขาคิดว่าหนิงเทียนแค่พูดโอ้อวด
แม้แต่เจียงซั่งอี เยวี่ยซิงเหอ และคนอื่นๆ ก็ยังประหลาดใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่าหนิงเทียนจะเอาชนะชิวซานอวิ๋นโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังภายนอกได้อย่างไร?
“เ้าพูดจริงหรือ?”
ชิวซานอวิ๋นเบิกตากว้างจ้องมองหนิงเทียนด้วยความตกตะลึง เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง ว่าเ้าหนูผู้นี้จะกล้าเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่พึ่งพาพลังจากภายนอก นี่ไม่ใช่การเอาตัวเข้าไปเสี่ยงตายหรือ
“ข้าพูดคำไหนคำนั้น ไม่เคยโอ้อวดลมๆ แล้งๆ ต่างจากเ้าที่พูดพล่อยโอ้อวดแต่ลมปาก”
หนิงเทียนยืนเท้าสะเอว มองมาด้วยสายตาหยิ่งยโส ทำเอาชิวซานอวิ๋นโกรธจนกัดฟันกรอด
“อย่าชะล่าใจไป ในการประลองฝีมือกันแบบลูกผู้ชาย ข้าจะบดขยี้เ้าจนสิ้นชื่อ แม้จะร้องขอความตายก็ยังไม่สมหวัง!”
“ช่างเ้าเถิด เพิ่งเตือนไปมิใช่หรือว่าอย่าโอ้อวดเกินจริง เ้ากลับลืมเสียแล้ว สมองเ้าช่างเปรียบดั่งสมองสุนัข ไร้ซึ่งความทรงจำ”
เสียงอันเย่อหยิ่งของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเสียดสี ทำให้ชิวซานอวิ๋นโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
“เ้าหาเื่ตายหรือ!”
ทันใดนั้น ร่างของชิวซานอวิ๋นก็ถูกห่อหุ้มด้วยสายหมอกสีม่วง รูขุมขนบนิัขยายใหญ่ ดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย บรรยากาศรอบตัวเขาพลุ่งพล่าน เปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญพร้อมรบ
ร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็สายหมอกสีม่วง พลังปราณพลุ่งพล่าน เืเนื้อปั่นป่วนพุ่งสู่ท้องฟ้า เปรียบเสมือนเสาเืสีแดงฉาน ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนรอบข้าง
“สายหมอกสีม่วง พลังสายเืช่างน่าใ เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ควรมองข้าม”
“ศิษย์น้องชิว ช่างเก่งกาจ ฆ่าศัตรูได้ดั่งฆ่าสุนัข เชื่อข้าสิ เ้าจะต้องประสบความสำเร็จ”
“เ้าหนุ่มหนิงเทียนช่างโง่เขลา หาเื่ตายเสียจริง”
ยอดฝีมือจากทุกสำนักต่างเห็นพ้องต้องกัน แม้แต่เหล่าศิษย์จื๋อซิวหลายคนยังเห็นว่าคราวนี้หนิงเทียนชะล่าใจเกินไป
มีหรือที่ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกดาราที่สามารถต่อกรกับยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านชั้นสามได้?
นั่นไม่ใช่การท้าทาย แต่นั่นเรียกว่าการรนหาที่ตาย!
ดวงตาของซูอวิ๋นฉายแววตื่นเต้น ชิวซานอวิ๋นโกรธแค้นจนฟาดฟันสุดพลัง หากหนิงเทียนไม่พึ่งพาพลังภายนอกใดๆ ชะตากรรมก็คงไม่พ้นความตาย!
ณ เวลานั้นกาลเวลาหยุดนิ่งไป ไม่ว่าจะเป็เหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆาไปจนถึงศิษย์หลักทุกคนบนูเาไป่หลิง ต่างจับจ้องไปที่ปฏิกิริยาของหนุ่มน้อยหนิงเทียน
เขาจะหลบหลีกหรือไม่?
นั่นคือคำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจทุกคน เพราะไม่มีใครเชื่อเลยว่าหนิงเทียนจะสามารถรับมือกับหมัดอันรุนแรงจากชิวซานอวิ๋นผู้กำลังโกรธเกรี้ยวได้
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างความตกตะลึง หนิงเทียนไม่ได้หลบหนี แต่กลับเผชิญหน้าตรงๆ หมัดขวาของเขาพุ่งออกมาพร้อมกับห้วงอากาศรอบตัวที่เดือดพล่าน พลังภายในจากหอคอยพลังในร่างกายไหลบ่าราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
หมัดทั้งสองฝ่ายปะทะกันด้วยเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหว พลังอันรุนแรงปะทะกันจนเกิดแรงกระแทก กวาดล้างไปทั่ว ทิวทัศน์รอบข้างสั่นะเื คลื่นพลังที่แผ่ขยายออกไปนั้นกระแทกจนชิวซานอวิ๋นลอยละลิ่วไปด้านหลังพร้อมเสียงร้องโหยหวนดังก้อง
สายลมพัดกระหน่ำ กระแสอากาศหมุนวนก่อตัวเป็สายหมอก
หนิงเทียนยืนนิ่งอยู่กลางอากาศ แขนยังคงอยู่ในท่าชก หมัดของเขาเปื้อนไปด้วยเืสีม่วง ขณะที่ชิวซานอวิ๋นถูกหมัดของเขาซัดจนแขนแตกกระจาย
“อะไรกัน!”
ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย!
---------------------------------------
[1] เอาสมองไปแช่น้ำ (脑子进水) เป็การเปรียบเปรยว่าโง่เขลา
