ในเมืองร้างอันลึกลับ หมอกโลหิตกลุ่มหนึ่งพลิ้วไหวไปมาราวกับิญญาลอยล่อง
หอภาพเขียนมีทั้งหมดห้าชั้น เหล่าศิษย์จากกลุ่มต่างๆ ล้วนห้ำหั่นกันด้วย้าชั้นบนสุด ซึ่งมีภาพเขียนที่เปล่งประกายและมีลักษณะเฉพาะอยู่ห้าภาพ
ภาพแรกเรียกว่า “พันทิวเขาเหมันต์” เป็ม้วนภาพที่ปกคลุมไปด้วยสีขาวเงิน ทั้งยังมียอดเขานับพันยอดกำลังประชันความงามกันอยู่
ภาพที่สองชื่อว่า “ธาราทักษิณในวสันตฤดู” ซึ่งมีภาพสะพานเล็กๆ พาดผ่านสายน้ำไหล มีกระท่อมมุงจาก ดอกไม้ ต้นไม้ และนกสาลิกาปากดำเกาะตามกิ่งก้าน
ภาพที่สามเป็ภาพ “ห้าพยัคฆ์ลงเขา” ที่กลืนกินูเาและแม่น้ำด้วยความเดือดดาล
ภาพที่สี่เป็ “อินทรีสยายปีก” ซึ่งกำลังจับจ้องทุกสิ่งเบื้องล่าง
สุดท้าย ภาพที่ห้าคือภาพ “ไตรดาราเคียงจันทรา” ที่งดงามราวกับกำลังดูแคลนท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาวสุกสกาว
ยอดฝีมือซิงซิว หยวนซิว และจื๋อซิวล้วนรวมตัวกันเหนือหอภาพเขียน และในบรรดาภาพทั้งหมด มีเพียงสามภาพเท่านั้นที่เป็เป้าหมายของเหล่าจื๋อซิว
สำนักร้อยอสูรกำลังแย่งชิงภาพห้าพยัคฆ์ลงเขา นิกายวิหคเหินกำลังห้ำหั่นเพื่อภาพอินทรีสยายปีก และศิษย์จากสำนักเชื้อสายรากพฤกษาทั้งสี่ก็กำลังต่อสู้เพื่อภาพธาราทักษิณในวสันตฤดู
ทางด้านศิษย์ซิงซิว พวกเขากำลัง่ชิงภาพไตรดาราเคียงจันทรากันอยู่ ขณะที่ศิษย์หยวนซิวก็กำลังแย่งภาพพันทิวเขาเหมันต์และธาราทักษิณในวสันตฤดู
“ศิษย์พี่ช่วยข้าด้วย!” ศิษย์น้องหญิงของเชื้อสายหยวนซิวนางหนึ่งะโขึ้นอย่างอ่อนหวาน พร้อมใช้ทักษะแช่แข็งแย่งชิงภาพพันทิวเขาเหมันต์มาได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
หญิงสาวผู้นั้นรีบวิ่งออกจากหอภาพเขียน แม้จะมีคนกลุ่มหนึ่งไล่ตามนางมาติดๆ ทว่าก็ถูกสหายร่วมสำนักของนางขัดขวางไว้
“พวกเขามาจากสำนักหานเทียน ตามพวกเขาไป!” ศิษย์หลักของสำนักอินทนิลกรีดร้องด้วยความโกรธ ภาพเขียนที่พวกเขาสนใจถูกศิษย์ของสำนักชั้นสองแย่งชิงไปเช่นนี้เป็เื่ที่ไม่อาจทนได้!
า่ชิงภาพเขียนอีกสี่ภาพยังคงดำเนินต่อไป ภาพวาดเ่าั้ล้วนปลดปล่อยคลื่นผันผวนอันลึกลับ และมีเพียงผู้ถูกกำหนดด้วยโชคชะตาเท่านั้นที่จะสามารถได้
ทางฝั่งหอหมากรุกก็เกิดาแย่งชิงเช่นกัน ทว่าแตกต่างจากหอภาพเขียนเล็กน้อย คือ สิ่งของในหอแห่งนี้ไม่ใช่ภาพเขียน แต่เป็กระดานหมากรุกและตัวหมาก และยามนี้ศิษย์ซิงซิวจากแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่งต่างก็มุ่งมั่นที่จะแย่งชิงทั้งหมดมาเป็ของตน
ส่วนทางด้านหอตำรา หลังจากหนิงเทียนขึ้นไปถึงชั้นสองแล้ว ตัวอักษรก็ค่อยๆ ปรากฏกลางอากาศทีละตัว อักษรเ่าั้เปล่งประกายด้วยแสงเจิดจ้าและแฝงด้วยพลังที่คาดเดาไม่ได้ ก่อนจะพุ่งเข้าหาหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
หนิงเทียนเบี่ยงตัวหลบและปล่อยหมัดโจมตี ทว่าก็ไม่อาจทำลายตัวอักษรเ่าั้ได้ ทั้งยังต้องกระเด็นไปด้านหลังอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหวบนยอดเขา
ชิวซานอวิ๋นยืนอยู่บนบันไดขั้นสุดท้าย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเผยรอยยิ้มเ็า ยามนี้เขากำลังยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น
ชั้นแรกเป็เสียงอ่านตำราน่าพิศวง แต่ชั้นสองกลับเป็การจู่โจมของตัวอักษร วิธีการช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนิงเทียนรู้สึกถึงการเยาะเย้ยในดวงตาของชิวซานอวิ๋น เขาสาบานในใจว่าจะต้องผ่านชั้นนี้ไปให้ได้ และทำให้ชิวซานอวิ๋นเลื่อมใสเขาอย่างสุดจิตสุดใจ
อักขระจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่ในห้วงอากาศ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมาไม่รู้จบ อักษรแต่ละตัวจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้ศัตรู อีกทั้งตัวอักษรที่แตกต่างกันก็จะมีพลังและการเปลี่ยนแปลงที่ต่างกันด้วย
หนิงเทียนกำลังคิดหาวิธีและในไม่ช้าเขาก็เข้าใจบางอย่าง จากการพยายามหลีกเลี่ยงในคราแรกจนถึงการเริ่มลงมือปะทะ เขาใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปเท่านั้น
ชิวซานอวิ๋นที่เห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าค่อนข้างน่าเกลียด นั่นเพราะการเลื่อนชั้นของหนิงเทียนนั้นเร็วกว่าเขามาก
การเลื่อนจากชั้นสองไปชั้นสามย่อมยากลำบากขึ้น
หนิงเทียนรู้สึกได้ถึงความกดดันอย่างชัดเจน เมื่อผสานทักษะยุทธศาสตร์ครอง์เข้ากับกายาสุวรรณะนิรันดร์แล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนเืไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด จากนั้นเขาก็ตัดสินใจขึ้นไปยังชั้นสาม
ตัวอักษรยึกยือกลุ่มหนึ่งค่อยๆ รวมกันเป็คำว่า “วาจาสิทธิ์” ซึ่งมีพลังโจมตีที่น่าสะพรึงกลัว
ชิวซานอวิ๋นยืนอยู่บนบันไดด้วยใบหน้าซีดเซียว ก่อนหน้านี้เขาพ่ายแพ้และจำใจถอยกลับไปเพราะการโจมตีของชั้นนี้
ยามนี้ถึงคราวของหนิงเทียนแล้ว เขาจะรอดจากสิ่งนี้ได้หรือไม่?
พลังวาจาสิทธิ์ค่อนข้างน่ากลัว แม้ชิวซานอวิ๋นจะแข็งแกร่ง แต่เขาก็ยังล้มเหลว แล้วหนิงเทียนอยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้า เขาจะสามารถผ่านไปได้หรือ?
หนิงเทียนจ้องมองตัวอักษรและมีท่าทีจริงจังขึ้น เขารู้สึกได้ถึงความกดดันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
วาจาสิทธิ์ไม่อาจต่อกรได้ด้วยพลังที่แข็งแกร่ง มีเพียงความชาญฉลาดเท่านั้นที่จะเอาชนะมันได้ ซึ่งต้องใช้สติปัญญาอย่างใหญ่หลวง
ข้อความแต่ละประโยคมีความหมายและพลังแตกต่างกัน การจะทำความเข้าใจ ตระหนักรู้ และถอดความทั้งหมดได้นั้นต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
เส้นลมปราณในร่างของหนิงเทียนสั่นะเื แผนที่จิติญญาของเขาฟื้นขึ้น ดวงตาสุกใสและโปร่งแสง ช่วยให้สมองเกิดการตอบสนองอย่างรวดเร็ว
การหลบซ่อนจากวาจาสิทธิ์ย่อมเป็ไปไม่ได้ คำคำหนึ่งกลายเป็ป้ายคำสั่ง ซึ่งสามารถระดมพลังิญญาในอากาศแล้วแปรเปลี่ยนเป็การโจมตีรูปแบบต่างๆ ได้
หนิงเทียนกำลังมองหาจุดอ่อนและทางหนีทีไล่ นี่เป็การต่อสู้ทางวรรณกรรมแบบหนึ่ง ซึ่งการใช้กำลังห้ำหั่นกันนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด
ยามนี้หนิงเทียนมีรากฐานที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เขาเคยมีมา เขามีความคิดความอ่านที่รวดเร็ว จิตใจเบิกบานแจ่มใส ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงการทดสอบชั้นหนึ่งและชั้นสองของหอตำราได้ เขาพบว่ามีแิแตกแขนงออกมามากมาย ซึ่งมีเบาะแสมาจากชั้นหนึ่งและสอง
หนิงเทียนราวกับมีไข่มุกแห่งปัญญาอยู่ในมือ เขาสามารถจัดการเื่นี้ได้อย่างใจเย็นและใช้เวลาไปครึ่งชั่วยาม แต่ก็นับว่าเป็ประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก
เมื่อหนิงเทียนไปถึงบันไดได้สำเร็จ ชิวซานอวิ๋นก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง
เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าหนิงเทียนผ่านด่านนี้ไปได้อย่างไร ทั้งยังสามารถถอดข้อความอันแสนลึกลับเ่าั้ได้อีกด้วย
ทันทีที่รู้สึกถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของชิวซานอวิ๋น หนิงเทียนจึงหันกลับมามองเขาและเอ่ยถามว่า “ข้าจะไปชั้นสี่ เ้าจะมาหรือไม่?”
ชิวซานอวิ๋นกำหมัดแน่น หากรู้เช่นนี้เขาน่าจะสังหารอีกฝ่ายเสียก่อน “ชั้นสี่? เ้าขึ้นไปได้หรือ?”
ชิวซานอวิ๋นกำลังวางเดิมพัน การขึ้นมาถึงชั้นสามก็เป็เื่ยากมากแล้ว แม้หนิงเทียนจะผ่านชั้นสามมาได้ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่าเขาจะผ่านชั้นสี่ไปได้เช่นกัน
“ดูเหมือนเ้าจะหยุดอยู่ที่ชั้นสามสินะ” หนิงเทียนตอบพลางเลื่อนสายตาไปมองบันไดที่นำไปสู่ชั้นสี่
มันเป็บันไดไม้เก้าขั้นที่ทำให้เขารู้สึกถึงคลื่นที่อันตรายอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นใบมีดก็ปรากฏขึ้น เนื่องจากหนิงเทียนใช้ทะยานหลงเงาตัดผกา ทว่าพลังของเขากลับถูกฉีกกระชากด้วยพลังที่มองไม่เห็น
มวลพลังนี้ค่อนข้างน่ากลัว หลังจากพิจารณาแล้วหนิงเทียนก็รู้สึกว่ามันอยู่นอกเหนือขอบเขตที่เขาสามารถรับไหว
หนิงเทียนหลับตาใช้ยุทธศาสตร์ครอง์ จิตของเขาอยู่ในสภาวะที่ว่างเปล่าและััถึงสิ่งสยดสยองตรงบันไดได้อย่างชัดเจน เขาพยายามใช้สัญชาตญาณของร่างกายเพื่อตัดสินว่าควรทำอย่างไรต่อ
บงกชสีมรกต ต้นไม้แห้งเหี่ยว หญ้าต้นน้อย เถาวัลย์เขียว และลำธารล้วนปรากฏแล้วพุ่งขึ้นบันไดไปทีละขั้น ผลที่ได้คือบงกชสีมรกตฉีกขาด เถาวัลย์เขียวขาดสะบั้น หญ้าต้นน้อยเหี่ยวเฉา และลำธารพังทลาย มีเพียงต้นไม้แห้งเหี่ยวเท่านั้นที่ยังคงสั่นะเือย่างรุนแรง ซึ่งเป็การกระตุ้นกระบี่ไร้จำนงในเส้นลมปราณที่สอง
กระบี่ไร้จำนงบางเฉียบยิ่งกว่าเส้นผมพุ่งออกมาจากแผนที่จิติญญาที่สองราวกับแสงที่มองไม่เห็น ซึ่งส่องทะลุผ่านการกักขังของบันไดไปอย่างเงียบๆ
หนิงเทียนลืมตาขึ้นแล้วก้าวออกไป ยามนี้สีหน้าของชิวซานอวิ๋นที่เคยตกตะลึงก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก
“ไม่! เป็ไปไม่ได้!” ชิวซานอวิ๋นคำรามลั่น ความดุร้ายปรากฏบนใบหน้าที่สง่างามและเย่อหยิ่ง และเจตนาสังหารก็ปรากฏชัดเจนในดวงตาของเขา
หนิงเทียนปีนขึ้นไปบนชั้นสี่ ชั้นนี้มีตำราลอยล่องและระยิบระยับด้วยสีสันหลากหลาย ทว่าตัวอักษรบนปกค่อนข้างพร่าเลือน
ตำราเหล่านี้ไม่ได้เปิดฉากโจมตีใดๆ ซึ่งทำให้หนิงเทียนสับสนอย่างมาก บททดสอบที่แท้จริงของชั้นสี่คือสิ่งใดกันแน่?
หลังจากสังเกตรอบข้างอยู่ครู่หนึ่ง หนิงเทียนก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นเองตำราทั้งหมดก็ลอยมาหมุนวนไปรอบๆ ตัวเขา และเข้าขวางทางโดยพลัน
หนิงเทียนค่อนข้างงุนงง ตัวอักษรพร่าเลือนบนหน้าปกของตำราแต่ละเล่มเหล่านี้คือการทดสอบสายตาของเขาหรือเปล่า?
หนิงเทียนไม่แน่ใจนัก เขาจึงตัดสินใจหลับตาลงและลืมเื่ทั้งหมดไปโดยสิ้นเชิง
ในเส้นลมปราณที่สอง กระบี่ไร้จำนงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมหลั่งไหลเข้ามาสู่หัวใจในพริบตา
ตำราที่เคว้งคว้างอยู่กลางอากาศค่อยๆ เปิดออกทีละเล่ม และก่อเกิดเป็เส้นทางให้แก่เขา
เมื่อหนิงเทียนมาถึงบันได คลื่นผันผวนที่น่าใในจิติญญาก็ทำให้เขาเกือบจะล้มลงกับพื้น
มีสิ่งใดอยู่ที่ชั้นบนสุดของหอตำรากันแน่? หรือเหนือบันไดขึ้นชั้นห้าจะมีวิชาต้องห้ามที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่?
กระบี่ไร้จำนงปรากฏกลางคิ้วของหนิงเทียนราวกับรู้บางอย่าง อักขระต้องห้ามจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ขึ้นตรงทางเข้าบันได ก่อให้เกิดการปิดล้อมที่สลับซับซ้อนจนหนิงเทียนไม่สามารถเข้าใจได้
โชคดีที่อานุภาพของกระบี่ไร้จำนงนั้นน่ากลัวมาก อักขระต้องห้ามบริเวณปลายกระบี่ล้วนแตกหักและหลีกทางให้เขาโดยพลัน หนิงเทียนจึงสามารถขึ้นไปบนชั้นห้าซึ่งเงียบสนิทได้สำเร็จ
ภายในนั้นมีเพียงตำราเล่มหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ และไม่มีตัวอักษรใดอยู่บนปกเลย
กระบี่ไร้จำนงหายไปทันที พื้นที่บนชั้นห้าไม่กว้างนัก และดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะไม่มีอันตราย
หนิงเทียนเคลื่อนเข้าหาตำราอย่างระมัดระวัง เขาเดินวนอยู่สามรอบ หลังจากมั่นใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ เขาก็เอื้อมมือออกไปเปิดตำรา
ทันทีที่พลิกหน้าตำรา ตัวอักษรสีทองทั้งสิบตัวก็ทำให้สีหน้าของหนิงเทียนเปลี่ยนไปอย่างมาก และทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง
“หนึ่งแสนปีแห่งความรกร้างทางจิติญญา วังดาราต่อสู้กับไท่เสวียน”
หนิงเทียนรู้สึกคุ้นเคยกับประโยคนี้มาก แล้วมันมาปรากฏในตำราเล่มนี้ได้อย่างไรกัน?
หรือนี่จะเป็ตำราที่ไท่เสวียนทิ้งไว้?
แต่หนิงเทียนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หากไท่เสวียนทิ้งตำราไว้จริงๆ มันก็ควรอยู่ในแดนลับของขอบเขตจิตหยั่งลึกทีู่เาไป่หลิงมากกว่าจะปรากฏอยู่ที่นี่
สถานที่แห่งนี้คือแดนลับในใจกลางของยอดเขาหมื่นอสูร ซึ่งห่างจากูเาไป่หลิงมากกว่าหนึ่งหมื่นเจ็ดพันลี้ ทั้งยังไม่เกี่ยวโยงกันเลยแม้แต่น้อย
หนิงเทียนปิดตำราลงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทันใดนั้นบนปกที่เคยว่างเปล่า ยามนี้ก็มีคำว่า “คัมภีร์หลิงฮวง” ปรากฏขึ้น
หนิงเทียนยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก คำว่า “หลิงฮวง” เป็ชื่อของยุคสมัยหรือเป็ชื่อของดินแดนกันแน่?
แล้วเหตุใดจึงมีเมืองร้างเช่นนี้ในแดนลับของยอดเขาหมื่นอสูร? นอกจากนี้หอฉิน หอตำรา หอภาพเขียน และหอหมากรุกยังมีความเกี่ยวข้องกับหลิงฮวงซึ่งสื่อถึงการไร้จิติญญา ทั้งยังเชื่อมโยงกับไท่เสวียนอีกด้วย แต่ใครกันที่ทิ้งคัมภีร์หลิงฮวงนี้ไว้?
หนิงเทียนเปิดตำราอีกครั้ง ใจของเขาในยามนี้มีข้อสงสัยมากเกินไป
สิบคำในหน้าแรกพราวแสงสีทอง ส่วนสารบัญในหน้าที่สองแบ่งออกเป็คำนำและหมายเลขเก้าตัว
หน้าที่สามเป็บทนำ ซึ่งหนิงเทียนได้รับรู้เกี่ยวกับที่มาของคัมภีร์หลิงฮวงจากหน้านี้
หลิงฮวงเป็ชื่อดินแดนที่ครอบคลุมหลายทวีป ณ ที่แห่งนั้นจื๋อซิวมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง และิญญาทุกดวงล้วนมีความสามัคคี
ทว่าในเวลาต่อมาซิงซิวและหยวนซิวกลับบุกทำลายจื๋อซิว
เพื่อที่จะต่อสู้กับซิงซิวและหยวนซิว เชื้อสายจื๋อซิวจึงทุ่มเททรัพยากรทั้งหมด ธรรมเนียมโบราณมากมายถูกทำลาย ปรมาจารย์จื๋อซิวจำนวนนับไม่ถ้วนอาบเืใต้ดวงดาว และฝังกระดูกไว้ในถิ่นทุรกันดาร
หลิงซ่วนจือผู้เรียบเรียงคัมภีร์หลิงฮวงเกิดในยุคนี้ เขาเป็อัจฉริยะและดูถูกสหายของตน เขาไม่ลังเลที่จะทำทุกอย่างเพื่อพลิกสถานการณ์ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยเหลือจื๋อซิวได้
ในชีวิตของเขาผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของไท่เสวียนจากปากของซิงซิว เขามุ่งมั่นที่จะตามหาไท่เสวียนและล้างแค้นให้กับการตายของเหล่าจื๋อซิว
หลิงซ่วนจือสามารถข้ามทะเลซิ่งไห่และผ่านความยากลำบากทุกรูปแบบเพื่อมายังดินแดนหยวนซิง พร้อมความไว้วางใจจากดวงิญญาทุกดวง
คาดไม่ถึงว่าเขาจะไม่พบไท่เสวียน ทั้งยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายและถูกขังอยู่ในเมืองร้าง และก่อนเสียชีวิตเขาได้ทิ้งคัมภีร์หลิงฮวงไว้เื้ั เพื่อบันทึกความเสียใจและความทะเยอทะยานในชีวิตของตน
เมื่อเห็นเช่นนี้ หนิงเทียนก็ตระหนักได้ทันทีว่าความเสื่อมถอยของจื๋อซิวเกิดจากการปราบปรามของซิงซิวและหยวนซิว
ไท่เสวียนไม่เคยย่อท้อที่จะสังหารหยวนจุนและจักรพรรดิดารา แต่ท้ายที่สุดกลับเป็เหตุให้หยวนซิวและซิงซิวขุ่นเคือง ซึ่งทำให้พวกเขาร่วมมือกันกวาดล้างจื๋อซิวในเวลาต่อมา และทำให้จื๋อซิวจำนวนมากต้องตาย และมรดกต่างๆ ก็ถูกทำลายไปเกือบหมด
หลิงซ่วนจือเป็อัจฉริยะรุ่นแรกที่เรียกได้ว่าไม่มีผู้ใดเทียบเทียม แต่สุดท้ายกลับต้องมาถูกฝังในต่างแดน และเสียชีวิตในเมืองร้างแห่งนี้
หนิงเทียนรู้สึกอึดอัดและโกรธเคืองอย่างอธิบายไม่ได้ เขารู้ดีว่าความบาดหมางระหว่างไท่เสวียน หยวนจุน และจักรพรรดิดาราในตอนนั้น จื๋อซิวไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเลย ทว่าเื่นี้กลับส่งผลให้ดินแดนหลิงฮวงต้องประสบภัยพิบัติที่เทียบเท่าการทำลายล้างเผ่าพันธุ์
หลังจากอ่านบทนำที่หลิงซ่วนจือเขียนแล้ว หนิงเทียนก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเขา เขาเองก็ต้องแบกรับเจตจำนงของไท่เสวียน และเขาจะสนับสนุนโลกแห่งจื๋อซิว ตลอดจนการปกป้องผืนดินและผืนน้ำ
แม้จะต้องสู้จนตัวตายบนนภาดาราพร่างพราว เขาก็จะไม่มีวันถอย!
