จากนั้นไป๋เฉินได้ไถ่ถามเื่ราวบางอย่างจากมู่เทียนเฉิง เพราะเขาเป็ผู้ที่อยู่กับฉินเหวินเทียนทุกเวลา จนได้ความมาว่าฉินเหวินเทียนไปหยิบแผ่นทองแดงลึกลับขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งและทำให้ทั้งมู่เทียนเฉิงและเย่ซ่งหมดสติไป
ขณะนี้กลุ่มถูกแบ่งออกเป็สองกลุ่มซึ่งขณะนี้จูเก่อหลิงเอ๋อร์ได้ไถ่ถามไป๋เฉินเกี่ยวกับเื่ราวที่ผ่านมารวมถึงวัตถุประสงค์ แน่นอนว่าเขาเองก็ตอบส่งๆไปโดยไม่ได้บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อที่จะทำลายหลักฐานที่อยู่ทั้งหมดที่ส่อไปในทางทำให้เกิดความสงสัย
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดค่อยๆคลายลงหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไป พร้อมกันกับจูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่ถามอย่างสงสัย "ไป๋เฉิน แล้วจักรพรรดิมารอยู่ที่ใดกัน?"
ไป๋เฉินที่กำลังเช็ดรอยเืบนกริชสีดำขลับก็เอ่ยตอบโดยไม่หมกเม็ด "มันได้ตายไปแล้ว ข้าได้ลบจิติญญาที่เพิ่งฟื้นคืนชีพขึ้นมาของมันโดยสมบูรณ์ ส่วนสมุนทั้งหมดของจักรพรรดิมารก็คงจะตายตกไปทั้งหมดแล้วเช่นกัน"
"ห๊ะ!?" คนอื่นๆที่ได้ยินต่างก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
[สังหารจักรพรรดิมาร?]
[ไป๋เฉินผู้นี้สามารถสังหารจักรพรรดิมารได้จริงๆงั้นรึ?]
ในทางตรรกะแล้วแทบจะเป็ไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่การจู่โจมเพียงครั้งเดียวจะสังหารจักรพรรดิมารลงได้
ต้องเข้าใจว่าพวกมันได้พบกับความน่าสะพรึงกลัวของจักรพรรดิมารมาด้วยตัวเอง ยิ่งเป็ความสามารถในการดูดกลืนปราณนั้นแล้ว คงจะเป็ไปไม่ได้ที่ไป๋เฉินจะสร้างความเสียหายให้แก่จักรพรรดิมารได้โดยไม่ใช้ปราณ ยิ่งการสังหารยิ่งแล้วใหญ่
แต่ในความเป็จริงที่แห่งนี้เปรียบดั่งสรวง์ของไป๋เฉิน มิใช่เขาสามารถใช้ปราณในที่แห่งนี้ได้เท่านั้น แต่เขายังสามารถดูดซับพลังปราณใต้พิภพเพื่อฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณได้อีกต่างหาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหงเหนียงที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลกลับมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด
[เป็ไปไม่ได้! แม้แต่พวกเราก็ไม่สามารถสร้างาแให้แก่จักรพรรดิมารได้ด้วยซ้ำ]
[นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของไป๋เฉินนั้นเหนือกว่าข้าไปแล้วงั้นรึ?]
นางทำได้เพียงกดข่มความตื่นตระหนกเอาไว้ แน่นอนว่านางได้ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรกับไป๋เฉินได้เพราะยังมีจูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่เปรียบดั่งเกราะกำบังขนาดใหญ่อยู่ แต่หากนางได้ออกไปข้างนอก นางจำต้องรีบรายงานเื่นี้ไปยังเสวี่ยเมิ่งและผู้าุโคนอื่นๆในสำนักวัง์โดยทันที...
จูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่ได้ยินก็ถามต่อแม้นว่าสีหน้าจะยังคงตะขิดตะขวงอยู่ "แล้วเ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าจักรพรรดิมารได้ถูกสังหารไปแล้ว?"
"ข้าไม่มีวิธีตรวจสอบ แต่จากที่ข้าได้ศึกษามา ข้าเชื่อว่ามันได้ตายไปแล้ว" ไป๋เฉินส่ายหน้าเบาๆแต่ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
จูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่ได้ยินก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก "หากที่เ้าพูดเป็ความจริง ดูเหมือนทวีปเทียนหลางจะได้กลับคืนสู่ความสงบสุขเสียที"
มุมปากของไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะกระตุกอย่างหนัก
[มิใช่ว่าทุกอย่างจบลง หากแต่เป็เพียงจุดเริ่มต้นต่างหาก]
ในขณะที่ไป๋เฉินวางร่างของฉินเหวินเทียนและปล่อยให้ผลของโอสถหวนคืนชะตาทำงาน จู่ๆจูเก่อหลิงเอ๋อร์ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ "ไป๋เฉิน แล้วเ้าเข้ามาจากทางไหนกัน? ข้าจำได้ว่าเ้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มของพวกเรามิใช่หรือ?"
มิใช่แค่นางเท่านั้นที่สับสน แม้แต่เยาวชนจากตระกูลโบราณเองก็สับสนเช่นกัน พวกเขาเ่าั้ต่างก็หูผึ่งและสะดับรับฟังอย่างตั้งใจ
ไป๋เฉินยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะกล่าวสั้นๆโดยไม่มีพิรุธ "ข้าบังเอิญเจอทางเข้าลับ..."
โดยไม่รอให้จูเก่อหลิงเอ๋อร์ได้ถามต่อ ก่อนที่เขาจะกล่าวเปลี่ยนประเด็น "เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว พวกเราออกจากที่นี่กันเถอะ สภาพแวดล้อมในที่แห่งนี้ไม่ค่อยจะดีนัก บางทีอันตรายอาจจะรอพวกเราอยู่ข้างหน้า"
เขาทำเป็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะให้มู่เทียนเฉิงแบกร่างของฉินเหวินเทียนตามหลังเขาไป
แน่นอนว่าเขาจะยังคงปกปิดความผิดที่เขาได้สังหารซูหวินและเซี่ยหยวนไป๋ต่อไป เนื่องจากเขามีแหวนอวกาศที่สามารถเก็บเกาทัณฑ์เทียนเซี่ยลงไปได้ ดังนั้นต่อให้จะมีการค้นตัวก็มิอาจพบร่องรอยหลักฐานในร่างกายของเขา
และอีกอย่างแค่มองจากดวงตาของหงเหนียงเพียงชั่วครู่เขาก็พอจะรู้ในใจแล้วว่านางกำลังคิดหาวิธีสังหารตนอยู่ลึกๆ และเขามีการสันนิษฐานไว้แล้วว่าครอบครัวของตระกูลโบราณและมหาอำนาจที่รออยู่ด้านนอกจะต้องทำให้เขายากลำบากอย่างแน่นอน
แต่เนื่องจากนางเป็หนึ่งในหมากที่เขาตั้งใจไว้ชีวิต ดังนั้นยามนี้ยังไม่ถึงคราวฆาตของนาง และเขาตัดสินใจไว้ชีวิตเยาวชนตระกูลโบราณทุกคนเพราะมีความคิดในหัวแล้วว่าจะเดินหมากต่อไปอย่างไรในฐานะไป๋เฉินบุตรของไป๋หนานเทียน...
.
.
.
~ วิหารจักรพรรดิ ~
ลึกลงไปในวิหารจักรพรรดิ ปรากฏให้เห็นวิหารสีเขียวอ่อนห้าชั้นที่ถูกประดับประดาไปด้วยหยกมูลค่าสูงที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
ลึกลงไปในวิหารที่ซึ่งเป็สวนสมุนไพรขนาดใหญ่ ใจกลางสวนมีร่างของจูเก่อชิงหยุนกำลังนั่งลง ณ โต๊ะหยกสลักตัวเล็กและกำลังกระดกสุราพร้อมกับรับบรรยากาศอย่างใจเย็น
แม้นว่าก่อนหน้าที่เขาเพิ่งจะไปอาละวาดในสำนักวัง์มา แต่เขาก็ไม่มีสีหน้ากังวลใจแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีเจตนาฆ่าจางๆฉายชัดผ่านรูม่านตาเมื่อหวนจินตนาการถึงภาพฉากการถูกสังหารของไป๋เฉิน
สิ่งนั้นทำให้เขาทำได้เพียงโทษตัวเองว่าเหตุใดในยามที่เขาไปเยือนเมืองเทียนหยุนในครานั้นถึงไม่พาตัวของไป๋เฉินกลับมายังวิหารจักรพรรดิด้วยกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้จูเก่อชิงหยุนทำได้เพียงแต่โทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง
หลังจากกลับมาเขาทำได้เพียงเมามายไปวันๆโดยแทบจะไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใด แม้แต่กิจการภายในของวิหารจักรพรรดิก็ยกให้คนอื่นๆดูแลแทน
แต่แน่นอนว่าจูเก่อชิงหยุนได้ตัดเส้นทางการส่งออกโอสถระดับสูงไปยังสำนักวัง์โดยสมบูรณ์
"เอี๊ยด~"
ก่อนที่จู่ๆจะมีใครบางคนเปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน ซึ่งนั่นคือเฒ่าจูที่ประสานมือและรายงานอย่างเร่งด่วน "ท่านเ้าวัง เกิดปัญหาใหญ่แล้ว"
จูเก่อชิงหยุนวางไหสุราลงก่อนจะเหลือบตามองเฒ่าจูอย่างช้าๆด้วยสีหน้าที่หงุดหงิด "ข้าบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าห้ามเข้ามารบกวนข้าเวลาข้าดื่ม!?"
ร่างกายของเฒ่าจูสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นแววตาขรึงขรัง แต่เขาก็รีบก้มหน้าและรายงาน "ท่านเ้าวังได้โปรดสงบสติอารมณ์ มีข่าวติดต่อมาว่าผู้ที่เข้าสู่อาณาจักรลับได้ถูกขังไว้ภายในและถูกปิดเส้นทางเข้าออกโดยสมบูรณ์"
"หืม? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?" จูเก่อชิงหยุนยังกล่าวอย่างไม่แยแสและยังคงกระดกสุราจากไหต่อไป
ผู้เฒ่าจูถอนหายใจก่อนจะรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น "แต่คุณหนูน้อยเองก็ติดอยู่ด้านในอาณาจักรลับ แม้กระทั่งยันต์สื่อสารก็ไม่สามารถติดต่อเข้าไปได้"
"อะไร!?" จูเก่อชิงหยุนที่ได้ยินก็ตบโต๊ะดังสนั่น เขาหันไปหาเฒ่าจู่และเอ่ยถามด้วยเสียงเกรี้ยวกราด "เล่ามาทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น!"
เฒ่าจูพยักหน้าราวกับไก่จิกเมล็ดข้าวก่อนจะเล่าเื่ราวเกี่ยวกับการเปิดออกของอาณาจักรลับและรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับการขาดการติดต่อของเยาวชนจากตระกูลโบราณด้วยเช่นกัน
และยามนี้เหล่าผู้าุโจากตระกูลโบราณหรือแม้แต่มหาอำนาจทั้งสามก็ได้รออยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมของเมืองเทียนเหล่ยกันครบครันเพื่อพยายามที่จะเปิดประตูมิติเพื่อนำคนอื่นๆออกมา
จูเก่อชิงหยุนที่ได้ยินรายละเอียดทั้งหมดก็มีสีหน้าเดือดดาล เขาวางไหสุราลงอย่างแรง ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่มาสวมไว้กลางหลัง พร้อมทั้งคว้าง้าวัเขียวที่วางอยู่ข้างกายก่อนจะลุกขึ้น "เฒ่าจู เปิดใช้งานขบวนค่ายกลป้องกันของวิหารจักรพรรดิไว้ทันที! ข้าจะออกไปตามหาหลิงเอ๋อร์ด้วยตัวของข้าเอง!"
"เหตุใดท่านไม่ส่งผู้าุโคนอื่นๆไป?" ผู้เฒ่าจูยังคงประสานมือเอ่ยถาม
แต่คำตอบของจูเก่อชิงหยุนทำให้ผู้เฒ่าจูแทบจะล้มหัวฟาดพื้น
"ในเมื่อมีคนจากสำนักวัง์อยู่ที่นั่น ข้าจะพลาดโอกาสสังหารหมู่ครั้งใหญ่ไปได้อย่างไร!?" มุมปากของจูเก่อชิงหยุนโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มที่น่าสยดสยอง
สีหน้าของเฒ่าจูซีดเผือดราวกับซากศพ ก่อนจะประสานมือและรีบกล่าวห้าม "แต่ท่านเ้าวัง หากท่านทำเช่นนั้น-"
"วู้ม!"
ไม่ทันที่เฒ่าจูจะได้กล่าวจบก็กลับพบว่าร่างของจูเก่อชิงหยุนพร้อมกันกับง้าวัเขียวได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยกระแสลมที่ไหลเวียนไปในทิศทางของเมืองเทียนเหล่ย
เฒ่าจูที่เห็นดังนั้นทำได้เพียงถอนหายใจยาวอย่างขมขื่น "สำนักวัง์หนอสำนักวัง์ พวกเ้าไม่ควรจะย้อนเกล็ดัของท่านเ้าวังเลยจริงๆ..."
