อุบัติการณ์ของจันทร์อสูรดั่งคมดาบอาญาสิทธิ์ ลอยประดับเหนือเศียรเหล่าผู้บำเพ็ญทั้งสามสาย
หยวนซิวจดจ่ออยู่กับความเคลื่อนไหวในูเาไป่หลิง ในขณะที่ซิงซิวและจื๋อซิวต่างเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ูเาไป่หลิงกลายเป็จุดศูนย์กลางของความขัดแย้ง ทว่าหนิงเทียนกลับติดตามเยี่ยหลิงหลานออกเดินทางจากจักรวรรดิเชียนซาน
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่หนิงเทียนได้ออกเดินทางไกล เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกภายนอก
หนิงเทียนนอนเอนกายบนใบตองท่ามกลางป่าเขา โยกกายไปมาอย่างสบายอารมณ์ราวนอนอยู่บนก้อนเมฆ
ต้นกล้วยใบใหญ่พุ่งทะยานราวสายฟ้าท่ามกลางพงไพรอันรกครึ้ม แบกเยี่ยหลิงหลานและหนิงเทียนผ่านขุนเขาสูงชัน มุ่งหน้าสู่จักรวรรดิเชียนเสวี่ย
เขาทิ้งความกังวลจากเื่ราวในอดีตไว้เื้ั แล้วก้าวเข้าสู่เส้นทางสายรื่นรมย์
นี่คือความรู้สึกที่หนิงเทียนไม่เคยััมาก่อน
เยี่ยหลิงหลานยืนนิ่งเอามือไขว้หลัง มองดูทิวทัศน์อันไกลโพ้น แสงจันทร์สาดส่องลงบนเรือนร่างอันงดงามดั่งเทพธิดา สะกดทุกสายตา แม้แต่เด็กหนุ่มก็ยังเผลอมองจนลืมหายใจ
ในอดีตหนิงเทียนมักรู้สึกหวาดกลัวอาจารย์ผู้นี้เสมอ แม้นางจะมีโฉมงดงามดั่งเทพธิดา แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม
ทว่าบัดนี้ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างบนตัวอาจารย์ที่ดึงดูดความสนใจของหนิงเทียน
ความรู้สึกนั้นมาจากรากบ่มเพาะ แต่กลับส่งผลต่ออารมณ์ของหนิงเทียน
จากเมืองไป่หลิงไปยังเมืองเสวี่ยอวิ๋น ต้นกล้วยวิ่งสุดแรงทั้งวันยังไปได้เพียงสองในสามของเส้นทาง
“ข้างหน้ามีูเาหิมะ คืนนี้เราจะพักที่นั่น”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยขึ้น ใบกล้วยใต้ฝ่าเท้าพลันพุ่งทะยานขึ้นสูู่เาหิมะด้วยเสียงหวูดแหลมราวสายฟ้าฟาด!
เขตแดนของจักรวรรดิเชียนเสวี่ยนั้นหนาวเหน็บ แผ่นดินส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะตลอดทั้งปี สภาพอากาศเช่นนี้ย่อมไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของทั้งพืชและสัตว์
หนิงเทียนซึ่งเป็ผู้บำเพ็ญเชื้อสายรากพฤกษารู้สึกไม่ชอบที่นี่เป็อย่างยิ่ง เขารู้สึกถึงความเย็นะเื ไร้ซึ่งความอบอุ่น
ยอดเขาสูงเสียดฟ้าปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ทว่าบนไหล่เขา กลับมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งตั้งตระหง่าน
บนต้นไม้นั้นมีโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งชื่อว่าโรงเตี๊ยมเสวี่ยไหล หน้าประตูมีจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก สถานที่รกร้างห่างไกลผู้คนเช่นนี้ เหตุใดจึงมีโรงเตี๊ยมตั้งอยู่?
ต้นไม้นั้นสูงใหญ่ราวสิบจั้ง กิ่งก้านสาขาของมันแผ่กว้างออกไปเป็ห้องหับคล้ายกระท่อมบนต้นไม้ รวมแล้วมีห้าห้อง
หน้าประตูมีจิ้งจอกสีขาวดั่งหิมะอันบริสุทธิ์ยืนอย่างสง่างาม เมื่อเห็นหนิงเทียนและเยี่ยหลิงหลานปรากฏตัว มันก็กระดิกอุ้งเท้าหน้าอย่างร่าเริง แล้วส่งเสียงร้องต้อนรับว่า “แขกผู้มีเกียรติมาเยือน”
อสูร?
เพียงแรกเห็น หนิงเทียนก็รู้สึกถึงกลิ่นอายพิศวง ต้นไม้นี้มิใช่ไม้ธรรมดา แต่เป็ิญญาอสูร จิ้งจอกขาวตัวนั้นก็มิใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็อสูรร้าย เช่นนั้นแล้วโรงเตี๊ยมแห่งนี้อาจจะสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือจื๋อซิว
เยี่ยหลิงหลานสวมชุดดำสนิท ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้างดงามของนางปกคลุมด้วยหมอกบางๆ ยกเว้นหนิงเทียนที่ยืนอยู่ข้างกายแล้ว ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางได้
“เชิญท่านเทพธิดา”
จิ้งจอกขาวทำท่าทางเชิญชวน ท่าทางของมันดูเป็มิตร ราวกับจะสื่อว่ามันรู้จักเยี่ยหลิงหลาน
หนิงเทียนอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย โรงเตี๊ยมเสวี่ยไหลตั้งตระหง่านบนหน้าผาสูงชัน ช่างดูพิสดารประหลาดตา
เยี่ยหลิงหลานก้าวเท้าเข้าสู่บ้านต้นไม้ พื้นที่ภายในนั้นกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอกมาก
ภายในห้องกว้างเรียงราวด้วยโต๊ะแปดเซียน[1]สี่ตัว โบตั๋นบิดเอวอ่อน ย่างเยื้องกรายเข้าหาเยี่ยหลิงหลานราวกับนางพญาผู้เลอโฉม กลีบบุปผาบางแย้มบานสะพรั่งอวดสีสันสดใส ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ เสียงดอกไม้เสียดสีดังกังวาน ราวกับบทเพลงบรรเลงขับกล่อม
“ท่านเทพธิดาอยากสั่งสิ่งใด? วันนี้มีอาหารมากมาย มีทั้งน้ำแกงหิมะสมุนไพรสามเซียน[2] หัวสิงโตตุ๋นยาแดง[3] โสมดำนึ่ง[4] กระดูกหมูตุ๋นยาจีน...”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยเสียงเรียบ “เอาหัวสิงโตตุ๋นยาแดง”
ดอกโบตั๋นยิ้มหวาน “เ้าค่ะ เชิญท่านทั้งสองรอสักครู่”
ดอกโบตั๋นพลันหมุนพลิ้วก้านใบ ราวกับสาวงามอ้อนแอ้นที่ย่างเยื้องจากไปอย่างช้าๆ
“อาจารย์ นี่มันที่ไหนกันขอรับ?”
หนิงเทียนเอ่ยถามเสียงเบา หมื่นสรรพสิ่งในใจไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังของิญญาอสูรในที่แห่งนี้แม้แต่น้อย
เยี่ยหลิงหลานจ้องหนิงเทียนด้วยสายตาตำหนิ
“ถามให้น้อย ดูให้มาก”
หนิงเทียนรู้สึกไม่พอใจ กำลังคิดจะโต้ตอบ แต่เสียงของจิ้งจอกขาวก็ดังขึ้นจากประตูอีกครั้ง
“แขกผู้มีเกียรติมาเยือน!”
ร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้นที่ประตู บดบังแสงสว่างภายในห้องจนมืดมิดลงไปหลายส่วน
ผู้มาใหม่เป็ชายฉกรรจ์วัยกลางคน รูปร่างกำยำ สูงใหญ่ น่าเกรงขาม อายุราวสี่สิบเศษ ด้านหลังมีเด็กอ้วนกลมคนหนึ่ง อายุประมาณสิบสองสิบสามปีติดตามอยู่ไม่ห่าง
เ้าเด็กอ้วนกลมหน้าตาน่าเอ็นดู แต่ดวงตากลมโตกลับหมุนไปมาอย่างว่องไว และเขากำลังแอบมองหนิงเทียน
ดอกโบตั๋นปรากฏตัวขึ้น นำชายร่างใหญ่และเด็กอ้วนกลมไปนั่งที่โต๊ะอีกตัว
“ข้าขอโสมดำนึ่ง!”
เสียงของชายฉกรรจ์ดังก้องกังวาน ราวกับระฆังใหญ่สั่นะเืูเาและแม่น้ำ ทำเอาหนังศีรษะของหนิงเทียนชาจนสีหน้าซีดเผือด
“เ้าค่ะ ท่านทั้งสองรอสักครู่”
หนิงเทียนเฝ้าจับตามองดอกโบตั๋นอยู่ตลอด ทว่าหมื่นสรรพสิ่งในใจกลับไร้ผล เขาไม่สามารถััถึงการสั่นไหวใดๆ ของดอกไม้นั้นได้เลย
“แขกผู้มีเกียรติมาเยือน!”
ยังไม่ทันที่ชายฉกรรจ์จะนั่งลงเต็มก้น จิ้งจอกขาวที่ยืนเฝ้าประตูก็ส่งเสียงร้องแจ้งให้คนในโรงเตี๊ยมทราบว่ามีแขกคนใหม่มาเยือนอีกแล้ว
ชายชราผอมสูงรูปร่างสง่างามจูงหญิงสาวผู้หนึ่งเข้ามาในโรงเตี๊ยม
ดอกโบตั๋นยิ้มแย้มต้อนรับ และถามไถ่ทั้งสองว่าอยากรับประทานอะไร
ชายชราสั่งน้ำแกงหิมะสมุนไพรสามเซียน สิ่งนี้เริ่มทำให้หนิงเทียนแปลกใจ
ทั้งสามโต๊ะ อาหารที่สั่งล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็การจงใจหลีกเลี่ยง หรือว่าเป็เื่บังเอิญที่ช่างประจวบเหมาะ?
หญิงสาวมีร่างกายอ่อนแอ นางไอคอกแคกอยู่เป็ระยะ ทว่าชายชราผอมสูงกลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
เสียงจิ้งจอกขาวดังขึ้นอีกครั้งที่หน้าประตู บ่งบอกถึงแขกผู้มาเยือนคนใหม่
หนิงเทียนจำแขกผู้มาเยือนครั้งนี้ได้ พวกเขาคือชวีจงจื๋อและตี๋เยี่ยนจวิน ศิษย์จากสำนักวั่นจื๋อ
เมื่อทั้งสองเข้ามา สายตาก็เหลือบเห็นเยี่ยหลิงหลานและหนิงเทียนอยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้ทักทาย เพียงเลือกนั่งลงที่โต๊ะสุดท้าย
“ท่านทั้งสอง้าสั่งอะไร?”
ดอกโบตั๋นปรากฏตัวขึ้น
ชวีจงจื๋อตอบว่า “กระดูกหมูตุ๋นยาจีน”
“โปรดรอสักครู่”
หนิงเทียนตกตะลึง ผู้คนสี่กลุ่มทยอยเข้ามา อาหารบนโต๊ะแต่ละโต๊ะก็แตกต่างกันไป ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็เื่บังเอิญ อะไรกันแน่ที่เป็กุญแจสำคัญ?
ในไม่ช้า หัวสิงโตตุ๋นยาแดงที่เยี่ยหลิงหลานสั่งก็มาถึง
หนิงเทียนเบิกตากว้าง เดิมเขาคิดว่าเป็เนื้อหมูแดงตุ๋น แต่กลับกลายเป็หัวสิงโตจริงๆ!
หัวสิงโตใหญ่โตกว่าโต๊ะแปดเซียน วางอยู่ในชามขนาดใหญ่ ควันฉุยหอมเย้ายวน
“เชิญท่านทั้งสองทานให้อร่อย”
ดอกโบตั๋นยิ้มหวานแล้วหันหลังเดินจากไป
หนิงเทียนอ้าปากค้าง นี่มันโรงเตี๊ยมอะไรกัน? บอกว่าหัวสิงโตก็คือหัวสิงโต เช่นนี้โต๊ะอื่นที่สั่งโสมดำ สมุนไพรสามเซียนจะเป็ของจริงหรือไม่?
หนิงเทียนกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าแขกที่โต๊ะอื่นต่างนั่งสงบนิ่ง ไม่มีใครเหลือบมองหัวสิงโตนั้นเลย
พวกเขาไม่สงสัยเลยหรือ?
“กินเถอะ นี่คือาาอสูรร้ายระดับสี่”
เยี่ยหลิงหลานจ้องหนิงเทียนด้วยดวงตาเป็ประกาย เสียงอันแ่เบาของนางแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของหนิงเทียน
าาอสูรร้ายระดับสี่ นั่นไม่ได้หมายความว่ามันอยู่ในระดับขั้นสุดยอดของขอบเขตเปลี่ยนผ่านหรอกหรือ?
ถูกเชือดเฉือนเป็ชิ้น ทั้งยังถูกส่งขึ้นโต๊ะอาหาร นะ...นี่...
ใจของหนิงเทียนสับสนอลหม่าน เขาไม่เข้าใจว่าโรงเตี๊ยมเสวี่ยไหลเป็มาอย่างไร เพียงอาหารจานเดียวกลับใช้เนื้ออสูรร้ายระดับสี่เป็วัตถุดิบ ช่างเป็ความฟุ่มเฟือยสิ้นดี!
ภายใต้การจ้องมองของเยี่ยหลิงหลาน หนิงเทียนมิได้เอ่ยคำใด เพียงก้มหน้าก้มตากิน เขารู้สึกได้ถึงรสชาติอันโอชะของหัวสิงโต เนื้อัันุ่มละมุนละลายในปาก เมื่อกลืนลงสู่กระเพาะก็ราวกับมีสายธารแห่งเพลิงอันร้อนแรงพลุ่งพล่าน กระจายความอบอุ่นไปทั่วร่างกาย กระตุ้นให้กระแสเืสูบฉีดแรงกล้า
เยี่ยหลิงหลานนั่งนิ่ง มองดูอย่างเงียบๆ
หนิงเทียนมีความอยากอาหารมหาศาล ยิ่งกินก็ยิ่งอยาก รูขุมขนทั่วร่างกายขยายใหญ่ พลังปราณพลุ่งพล่าน ร้อนรนดุจเตาเพลิงที่ลุกโชน
เนื้อสิงโตหัวนี้เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าทึ่ง มันช่างชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื่น ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของหนิงเทียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขากินมันอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดทั้งหัว
“อร่อยมาก! ข้าขออีกจานได้ไหม?”
จากนั้นเสียงเรอของหนิงเทียนดังขึ้น ตามมาด้วยร่างที่ล้มตัวลงนอนบนโต๊ะ และหลับใหลไปในทันที
หอคอยพลังหมุนวนอยู่ภายในร่างกายของหนิงเทียน พลังปราณมหาศาลถูกย่อยสลายอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตื่นขึ้นมาในอีกไม่กี่อึดใจ
ในเวลานั้น สามโต๊ะที่เหลือกำลังดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
ใบหน้าของตี๋เยี่ยนจวินแดงก่ำ ร่างของเด็กอ้วนกลมสั่นระริก ส่วนหญิงสาวกำลังไออย่างรุนแรง
ทั้งสามคนแสดงอาการแตกต่างกัน แต่ไม่ช้าก็ล้มตัวลงนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะ
หนิงเทียนเงยหน้ามองอาจารย์ เห็นนางนั่งนิ่งเฉย ไม่สนใจใครราวกับว่าคนเ่าั้ไม่มีตัวตน
ดอกโบตั๋นปรากฏตัวขึ้น เยี่ยหลิงหลานขอห้องพักหนึ่งห้องทันที
“เชิญทั้งสองท่านตามข้ามา”
ดอกโบตั๋นงามนำทาง พาเยี่ยหลิงหลานและหนิงเทียนไปยังกระท่อมไม้หลังแรกทางซ้ายมือ
ภายในกระท่อมมิได้คับแคบ เต็มไปด้วยหญ้าเล็กๆ เรียงรายประหนึ่งเป็เตียงหญ้าสีเขียวขจี
หนิงเทียนนอนลง ก่อนจะััได้ว่าหญ้าใต้ตัวค่อยๆ เคลื่อนไหวคล้ายการนวด ให้ความรู้สึกสบายยิ่งนัก
“โรงเตี๊ยมเช่นนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”
หนิงเทียนรู้สึกแปลกใหม่ เหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
ร่างของหนิงเทียนอบอุ่นดุจเตาเผา พลังมหาศาลจากเนื้อหัวสิงโตกำลังหมุนวนพลุ่งพล่านภายในตัวเปรียบดั่งสายน้ำเชี่ยวกรากที่ไหลพุ่ง ขับเคลื่อนพลังปราณให้ปั่นป่วนราวกับคลื่นทะเลม้วนซัด ก่อเกิดเป็พายุพลังภายในร่างกาย
เตียงหญ้าสั่นไหว ลมเย็นพัดโชยผ่านร่างกาย ช่างเย็นสบายนัก เพียงไม่นานเขาก็หลับใหลไป
หนิงเทียนตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกสบายตัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ราวกับร่างกายเต็มไปด้วยพลัง
เยี่ยหลิงหลานยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูหิมะที่โปรยปรายอยู่ด้านนอก ร่างเงาดำสนิทนั้นแฝงไว้ด้วยความเหงาหงอยอย่างบอกไม่ถูก
หนิงเทียนรู้สึกใจสั่นไหว เขาจับความรู้สึกเหงาหงอยนั้นได้อย่างเฉียบแหลม ความสงสัยแล่นผ่านใจในทันที
อาจารย์ผู้เลื่องชื่อลือนามทั่วหล้า เหตุใดจึงมีอารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ ภายในใจของนางซ่อนเร้นสิ่งใดไว้?
“ตื่นแล้วก็ไปกันเถอะ”
อารมณ์ของเยี่ยหลิงหลานพลันมลายหายไป ร่างของนางออกจากห้องไปก่อนที่หนิงเทียนจะตั้งตัว
ทันทีที่ก้าวออกจากโรงเตี๊ยมเสวี่ยไหล หนิงเทียนก็เห็นตี๋เยี่ยนจวินที่กำลังส่งยิ้มกว้างให้เขา
หนิงเทียนรีบรี่ขึ้นไปหาตี๋เยี่ยนจวิน ตบบ่าเขาเบาๆ แล้วถามว่า “ก่อนหน้านี้ยามอยู่ในโรงเตี๊ยม เหตุใดเ้าจึงแกล้งทำเป็ไม่รู้จักข้า?”
ตี๋เยี่ยนจวินเอ่ยขึ้นว่า “ข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน รีบออกจากที่นี่ก่อนเถอะ”
ชายร่างใหญ่และเด็กร่างอ้วน ชายชราร่างผอมสูงและหญิงสาวล้วนเดินนำหน้าโดยเว้นระยะห่างระหว่างกัน และมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ชวีจงจื๋อเดินเคียงข้างเยี่ยหลิงหลาน สายตาของทั้งคู่จับจ้องไปที่ชายร่างใหญ่และชายชราร่างผอมสูง
หนิงเทียนรีบวิ่งตามเยี่ยหลิงหลาน ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์รู้จักพวกเขาหรือไม่?”
“พวกเขาล้วนเป็ปรมาจารย์ของสำนักวั่นจื๋อ ต่างมุ่งหน้าไปยังเมืองเสวี่ยอวิ๋นเพื่อเข้าร่วมการประมูลเช่นกัน”
คำตอบของเยี่ยหลิงหลานสร้างความประหลาดใจให้กับหนิงเทียนอย่างมาก ทั้งสองเป็ปรมาจารย์ของสำนักวั่นจื๋อ น่าจะคุ้นเคยกันดี แต่เหตุใดจึงแสร้งทำเป็ไม่รู้จักกัน?
หรือว่าเป็เพราะโรงเตี๊ยมเสวี่ยไหล?
หากเป็เช่นนั้น ตอนนี้พวกเขาออกจากโรงเตี๊ยมแล้ว ทุกคนควรจะเดินทางร่วมทางกัน แต่ทำไมชายร่างใหญ่กับชายชราผอมสูงถึงไม่มีท่าทีเช่นนั้น?
ตี๋เยี่ยนจวินก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน พึมพำเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์ ในเมื่อเราเป็ล้วนรู้จักกัน ไฉนถึงได้...”
ชวีจงจื๋อกล่าวตรงๆ ว่า “แม้นจะร่วมสำนัก แต่ใจมิอาจร่วมทาง คำพูดมิอาจสื่อถึงความคิด บนโลกนี้การแบ่งแยกจื๋อซิว หยวนซิว และซิงซิวล้วนเป็เพียงการแบ่งแยกประเภท มิใช่เครื่องหมายบ่งบอกคุณธรรม จิตใจมนุษย์ดีเลวย่อมไม่เกี่ยวข้องกับสายวิชา ผู้ฝึกสายซิงซิวมีทั้งคนดีและคนชั่ว เช่นเดียวกับผู้ฝึกสายหยวนซิวและจื๋อซิว”
เพียงได้ฟังหนิงเทียนก็เข้าใจทันทีว่าสำนักวั่นจื๋อนั้นมิได้เป็ปึกแผ่นอย่างที่คิด ยังมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไล่ล่าชื่อเสียงและลาภยศอยู่เช่นกัน
“คราวนี้สำนักวั่นจื๋อส่งคนเพียงเท่านี้ไปร่วมประมูลหรือ?”
เยี่ยหลิงหลานตอบว่า “ควรมีมากกว่านี้ แต่คงไม่มากนัก ชายร่างกำยำดั่งภูผาเบื้องหน้ามีนามว่าสุยเจี้ยนเต๋อ อดีตศิษย์หลักของสำนักั์พฤกษา รากบ่มเพาะของเขามาจากเมล็ดพันธุ์ของต้นชางอู๋[5] ชายชราผอมสูงนามว่าเกาเจี้ยนหย่วนจากสำนักเชียนเฉ่า เขานั้นซ่อนกระบี่ไว้ภายในร่างของหญิงผู้นี้ จงระวังเขาให้จงดี!”
หนิงเทียนอุทานด้วยความประหลาดใจ “เก็บกระบี่ไว้ในร่างผู้อื่น ยามพลัดพรากจากกันย่อมไร้กระบี่ในมือ เช่นนี้จะสู้ใครได้?”
---------------------------------------
[1] โต๊ะแปดเซียน (八仙桌) หมายถึง โต๊ะกลมขนาดใหญ่ นิยมใช้ในวัฒนธรรมจีน มีลักษณะพิเศษ คือ มีขาโต๊ะแปดขา ซึ่งสื่อถึงเลขแปดที่ถือว่าเป็เลขมงคลในวัฒนธรรมจีน จึงมักใช้สำหรับงานเลี้ยงหรืองานมงคลต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานวันเกิด หรืองานฉลอง
[2] น้ำแกงหิมะสมุนไพรสามเซียน (雪泉参王汤) คือ ตำรับยาจีนโบราณที่มีมายาวนาน เชื่อกันว่าช่วยบำรุงร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย บำรุงหัวใจ ไต ตับ และสายตา เหมาะสำหรับผู้ที่้าดูแลสุขภาพ โดยจะมีเห็ดหลินจือ โสม และเก๋ากี้เป็ส่วนประกอบด้วย
[3] หัวสิงโตตุ๋นยาแดง (红烧狮子头) คือ ตำรับอาหารโบราณที่ทำจากหมูสับปั้นก้อนกลมใหญ่ๆ ต้มในน้ำซุป ไม่ได้ใช้เนื้อสิงโตตามชื่อ เมนูหัวสิงโตเป็หนึ่งในอาหารที่ขึ้นชื่อในประเทศจีน โดยเฉพาะในมลฑลเจียงซู
[4] โสมดำนึ่ง (清蒸何首乌) คือ ตำรับยาอายุวัฒนะที่สืบทอดกันมายาวนานจากบรรพชน เป็เคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ช่วยให้มีอายุยืนยาว ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
[5] ต้นชางอู๋ (苍梧树) เป็ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้
