บทที่ 6: ขอสูตรได้ไหม?
แสงอาทิตย์อัสดงทอแสงสีทองอาบไล้ทุ่งนา 10 ไร่ที่เป็มรดกชิ้นสุดท้ายจากคุณพ่อ ผืนดินที่เคยดูแห้งแล้งในสายตาของเพ่ยหลิงคนเก่า บัดนี้กลับดูเปี่ยมไปด้วยขุมทรัพย์ที่รอการขุดค้น ยามที่เธอและแม่เดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังผ่านคันนาเขียวขจี เงาของพวกเธอทอดยาวไปตามทางดินแดงสู่บ้านดินหลังเล็กกลางนาที่บัดนี้ดูจะไม่เงียบเหงาอีกต่อไป
“พี่! แม่! กลับมาแล้วหรือครับ!”
อาิ เด็กชายตัวน้อยวัย 9 ขวบ วิ่งหน้าตั้งออกมาจากหลังบ้าน กลิ่นเหงื่อไคลจากการช่วยงานบ้านจาง ๆ ปลิวมาตามลม ตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นกระสอบข้าวสารและห่อเนื้อหมูติดมันชิ้นโตที่พี่สาวถืออยู่ เขาไม่เคยเห็นความมั่งคั่งของครอบครัวขนาดนี้มานานนับปีแล้ว
“วันนี้เราจะมีข้าวกินกันให้อิ่มท้องสักทีนะอาิ พี่ซื้อเนื้อมาทำหมูสามชั้นตุ๋นด้วย” เพ่ยหลิงเอ่ยพลางลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู
กลิ่นหอมของหมูสามชั้นที่เคี่ยวกับซีอิ๊วและเครื่องเทศเริ่มหอมอวลไปทั่วในเย็นวันนั้น ความหอมของมันเป็สิ่งที่ ‘ผิดปกติ’ สำหรับบ้านตระกูลอู๋ที่เคยเงียบเหงาและยากจน และกลิ่นนี้เองที่เป็สื่อนำพาข่าวลือให้แพร่กระจายไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง ข่าวที่ว่า ‘อู๋เพ่ยหลิงถูกเถ้าแก่ภัตตาคารใหญ่เหมาผักดองจนรวยเละ’ กลายเป็หัวข้อสนทนาหลักของชาวบ้านที่นั่งจับกลุ่มกัน และผู้ที่นำข่าวสารไปบอกกับทุกคนก็คือเ้าเดิม... ป้าหวังนั่นเอง
เช้าวันต่อมา ความสงบสุขของบ้านดินก็ถูกทำลายลง เมื่อ อาสะใภ้สี่ หญิงวัยกลางคนที่มีนิสัยช่างพูดช่างคุ้ย เดินนำกลุ่มชาวบ้านสามสี่คนเข้ามาถึงลานบ้านด้วยสีหน้าท่าทางอยากรู้อยากเห็นจนปิดไม่มิด
“นี่... เพ่ยหลิงเอ๊ย อยู่บ้านหรือเปล่า แม่ไปไหนเสียล่ะ” น้ำเสียงดูเป็ห่วงเป็ใยแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อนดังลั่นอยู่หน้าบ้าน “อาสะใภ้ได้ยินมาว่าเถ้าแก่จิวเหอจิ้งเหอเหมาผักกาดดองของแกจนหมดแผงเลยจริงหรือ?”
อาสะใภ้สี่เอ่ยพลางชะโงกหน้ามองเข้าไปในครัว “แหม ผักกาดดองใคร ๆ ก็ทำกันทั้งหมู่บ้าน แกไปใส่อะไรลงไปล่ะ บอกสูตรอาสะใภ้บ้างสิ เผื่อบ้านอาจะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้าง”
เพ่ยหลิงที่กำลังเตรียมไหดินเผาอยู่ในครัวมองปราดเดียวก็รู้เจตนา คนเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะความยินดี แต่มาเพราะความอิจฉาและอยากได้ ‘สูตรลับ’ ไปทำเอง หากเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เธอจะกลายเป็ศัตรูของคนทั้งหมู่บ้านทันที
‘ในโลกธุรกิจ ความลับคือหัวใจ แต่พันธมิตรคือเกราะคุ้มกัน’ เพ่ยหลิงคิดในใจ
“สวัสดีค่ะอาสะใภ้” เธอเอ่ยทักทายและยิ้มออกมาอย่างสุภาพทว่าแฝงด้วยความหนักแน่น “อาสะใภ้คะ เื่สูตรมันเป็ความลับทางการค้าที่ฉันสัญญากับเถ้าแก่ไว้ว่าจะไม่เปิดเผยที่ไหน ไม่อย่างนั้นเขาจะยกเลิกสัญญาและฟ้องร้องเราได้นะคะ”
อาสะใภ้และชาวบ้านที่มาด้วยเริ่มมีท่าทีไม่พอใจและกระซิบกระซาบกัน แต่เพ่ยหลิงรีบพูดต่อทันทีด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม
“แต่ฉันคิดเสมอค่ะว่าพวกเราคนหมู่บ้านเดียวกัน จะรวยคนเดียวไปทำไม ในเมื่อตอนนี้ฉันมีออเดอร์จากภัตตาคารเข้ามามากจนทำไม่ทัน ปัญหาใหญ่ของฉันตอนนี้คือวัตถุดิบค่ะ ผักกาดที่ตลาดอำเภอบางวันก็ไม่สวย บางวันก็อาจจะแพงจนสู้ไม่ไหว”
เพ่ยหลิงเว้นจังหวะ กวาดสายตามองทุกคนที่เริ่มตั้งใจฟัง “ถ้าอาสะใภ้สี่และพี่ป้าน้าอาสนใจ ฉันอยากเสนอให้ทุกคนเปลี่ยนที่ดินหลังบ้านมาปลูกผักกาดคุณภาพดีส่งให้ฉันค่ะ ฉันจะรับซื้อทั้งหมดในราคายุติธรรมที่สูงกว่าท้องตลาดนิดหน่อย ขอเพียงแค่ดูแลผักให้สวยตามที่ฉัน้า”
คำพูดนี้ทำให้อาสะใภ้สี่และชาวบ้านถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง จากความริษยาเมื่อครู่กลายเป็ความหวังในพริบตา “เธอจะรับซื้อผักจากพวกเราจริง ๆ หรือเพ่ยหลิง?”
“จริง ๆ ค่ะ” เพ่ยหลิงพยักหน้า “ถ้าพวกเรามีผักคุณภาพดีส่งให้ฉัน ฉันก็จะมีเวลาไปขยายตลาดให้กว้างขึ้น หมู่บ้านหลิวซานของเราก็จะกลายเป็หมู่บ้านที่มีรายได้สูงที่สุดในอำเภอ ใครออกตัวก่อนคนนั้นรวยก่อนนะคะ”
ชาวบ้านที่เคยตั้งท่ามาขอสูตรกลับหันไปปรึกษากันด้วยความตื่นเต้น แผนการของเพ่ยหลิงแยบยลนัก เธอไม่เพียงรักษาความลับของสูตรไว้ได้ แต่ยังเปลี่ยนชาวบ้านที่อาจเป็ศัตรูให้กลายเป็ ‘ซัพพลายเออร์’ ที่จงรักภักดีต่อเธอไปในตัว
ความมืดของยามใกล้รุ่งยังคงปกคลุมมณฑลเฮยหลง มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันในบ้านดินที่สว่างวาบขึ้นเป็ที่แรก อู๋เพ่ยหลิงในร่างเด็กสาววัยสิบแปดกระชับเสื้อคลุมกันลมขณะช่วยแม่ยกไหผักดองขึ้นรถโดยสารเที่ยวแรก ภารกิจวันนี้ไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการพิสูจน์สัญญาครั้งสำคัญ
เมื่อถึงหน้าภัตตาคาร ไท่ผิงโหลว กลิ่นควันไฟจากเตาถ่านและกลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูเริ่มโชยมาปะทะจมูก เถ้าแก่จิวเหอจิ้งยืนตรวจสอบวัตถุดิบที่ส่งมาั้แ่เช้ามืด ทันทีที่เห็นเพ่ยหลิงเขาก็เผยรอยยิ้มกว้าง
“มาตรงเวลาดีมากแม่หนู ไหน... ขอดูของล็อตแรกหน่อยซิ”
เพ่ยหลิงเปิดฝาไหออก กลิ่นหอมเปรี้ยวที่สะอาดสะอ้านฟุ้งกระจายจนเชฟในครัวยังต้องหันมอง เถ้าแก่จิวหยิบขึ้นมาชิมเพียงชิ้นเดียว เคี้ยวดัง กรวบ เบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ
“รสชาติคงที่ ความกรอบยังอยู่ครบถ้วน ต่อไปส่งให้ฉันวันละสองไหใหญ่ เดี๋ยวจะให้ฝ่ายบัญชีเบิกเงินสดให้เธอทุกครั้งที่ส่งของ”
เงินสด 60 หยวน ต่อผักกาดดอง 20 กิโลกรัม ถูกนับด้วยความประณีตวางลงบนมือของเพ่ยหลิง มันคือกำไรมากกว่า 250% และเป็เงินก้อนแรกที่การันตีความมั่นคงของบ้านอู๋ แต่นักบริหารสาวอย่างเธอไม่ยอมหยุดเพียงแค่นั้น
หลังจากเสร็จภารกิจ เพ่ยหลิงและหลี่เม่ยนำผักกาดดองส่วนที่เหลือไปยังแผงเล็ก ๆ ในตลาด เพียงไม่นานของทั้งหมดก็ขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ภาพนั้นสร้างความอิจฉาให้ ป้าหวัง แม่ค้าผักสดเ้าเดิมที่นั่งรถมาด้วยกัน นางสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ เดินนวยนาดเข้ามาหาเพ่ยหลิงด้วยท่าทีที่อ่อนลงกว่าวันก่อนมาก
วันนี้แผงผักของนางมีผักกาดสดที่เริ่มสลดเหลืออยู่ไม่น้อย “เพ่ยหลิงเอ๊ย...” ป้าหวังเรียกเสียงเบา “ผักกาดดองของเธอน่ะ... ป้าว่ามันอร่อยจริง ๆ นะ”
เพ่ยหลิงยิ้มรับอย่างใจเย็น เธออ่านใจป้าหวังออกั้แ่นางเริ่มเดินเข้ามาแล้ว
“เธอดูสิ ผักกาดสดของป้า่ฤดูฝนแบบนี้ ขายไม่กี่ชั่วโมงก็จะเน่าเสียหมดแล้ว” ป้าหวังบ่นพลางเหลือบมองห่อใบตองของเพ่ยหลิง “ถ้า... ถ้าป้าจะขอรับผักดองของเธอมาวางขายที่แผงป้าบ้าง เธอจะว่ายังไง? แล้วหนูก็ให้กำไรป้าเป็ส่วนต่างก็ได้นะ”
หลี่เม่ยชะงักด้วยความกังวล แต่เพ่ยหลิงกลับดวงตาเป็ประกาย นี่คือสิ่งที่เธอ้า... การกระจายสินค้า (Distribution Channels)‘คนเก่งไม่จำเป็ต้องขายเองทุกชิ้น แต่คนฉลาดจะสร้างเครือข่ายให้คนอื่นช่วยขาย’
“ได้สิคะป้าหวัง ฉันจะส่งให้ป้าในราคาส่งที่ต่ำกว่าหน้าแผงนิดหน่อย ป้าไปบวกกำไรต่อได้เลย แลกกับการที่ป้าต้องช่วยโฆษณาว่านี่คือ ‘หยกกรอบสามรส สูตรใหม่จากหมู่บ้านหลิวซาน’ ห้ามใครเลียนแบบเด็ดขาด”
ป้าหวังหูผึ่งด้วยความดีใจ “ได้! ได้เลย! เื่ะโเรียกแขกน่ะงานถนัดป้าอยู่แล้ว!”
