“โง่เง่าสิ้นดี คนผู้นั้นดูร่ำรวยแท้ๆ ทั้งๆ ที่สามารถเรียกเงินจากเขาได้มากกว่านี้ ทว่าเ้ากลับขายพริกสับดองออกไปจนหมดด้วยราคาที่ถูกถึงเพียงนั้น!”
“หนึ่งจินราคาเก้าเหรียญทองแดงยังนับว่าน้อยไปอีกหรือ?”
“นางสตรีสารเลว หนึ่งจินขายขาดทุนไปหนึ่งเหรียญทองแดง หากขายไปร้อยกว่าจินเงินก็ขาดทุนไปหนึ่งร้อยกว่าเหรียญทองแดง สตรีที่ไม่จริงจังกับเื่การหาเงินเช่นนี้ ตอนนั้นข้าไม่น่าตาบอดแต่งสตรีเช่นเ้าเลยจริงๆ!”
“คนในตระกูลล้วนขายพริกสับดองไปจนหมดแล้ว นั่นคือพริกสับดองจำนวนหลายหมื่นจินเชียวนะ หากพวกเราไม่รีบขายให้หมด ต่อจากนี้ราคาพริกสับดองก็จะยิ่งลดลงเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลานั้น มันจะไม่ใช่เพียงขาดทุนไปร้อยกว่าเหรียญทองแดงแน่นอน!
เ้าบอกว่าข้าโง่เง่า เห็นได้ชัดว่าเป็เ้าต่างหากที่งี่เง่า หากเ้าไม่ล่วงเกินหวังจื้อ เพราะฝีปากต่ำๆ ของเ้าที่ด่าทอหวังจื้อ ล่วงเกินครอบครัวสกุลหวัง จนทำร้ายครอบครัวของพวกเราจนมิอาจขายพริกสับดองได้ในราคาจินละสิบสองเหรียญทองแดง!”
“สิ่งที่ข้าทำผิดที่สุดในชีวิตก็คือการแต่งงานกับดาวหายนะเช่นเ้า เป็เ้าที่ขัดโชคลาภความมั่งคั่งของข้า!”
“ในปีนั้นมีคนที่พยายามตามจีบข้าตั้งมากมาย เป็ข้าเองที่ตาบอดพึงใจในตัวสุนัขสารเลวเช่นเ้า ข้าไม่ขออยู่ร่วมใช้ชีวิตกับเ้าอีกแล้ว หย่าขาด!”
สองสามีภรรยาจากสองครอบครัวทะเลาะกันอึกทึกครึกโครม ทว่าเนื้อความที่ทะเลาะกันกลับเหมือนกันอย่างกับแกะ
ที่แท้แล้ววันนี้พวกเขาก็ยังคงทำอย่างในวันวาน ขนพริกสับดองไปขายในอำเภอ ลูกค้ารายแรกเป็สตรีวัยกลางคน นางขอซื้อในราคาแปดเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่มีทางขาย ทว่าหลังจากผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็มีบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น บอกว่าจะขอกว้านซื้อพริกสับดองทั้งหมดในราคาเก้าเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน
สามีภรรยาทั้งสองคู่ย่อมไม่เห็นด้วยในคราแรก ทว่าหลังจากได้ยินบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเอ่ยว่า หากพวกเขายังไม่คิดจะขายอีก หลังจากผ่านไปอีกสองสามวัน ราคาของพริกสับดองก็จะไม่ใช่ราคานี้อย่างแน่นอน พวกเขาจึงได้ยอมขาย
สามีภรรยาทั้งสองคู่ต้องวิ่งไปกลับถึงสองรอบ เพื่อขนพริกสับดองทั้งหมดที่มีในบ้านกว่าจะขายหมด บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นหลังจากที่ได้พริกสับดองและจ่ายเงินเสร็จแล้วเขาก็จากไป
หลังจากที่ทั้งสามีภรรยาทั้งสองคู่กลับมา สามีของทั้งสองบ้านก็รู้สึกว่าเื่นี้มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เซียงเยวี่ยไจซื้อพริกสับดองด้วยราคาสิบสองเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะขายออกไปในราคาที่ถูกกว่านั้นได้อย่างไร?
ราคาหนึ่งจินเก้าเหรียญทองแดงที่พวกเขาขายนั้น นับว่าเป็ราคาที่ถูกมากเหลือเกิน
ยามที่พริกสับดองถูกขาย สามีของทั้งสองบ้านก็อยู่ในเหตุการณ์ และพวกเขาเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ทว่าพวกเขาทั้งสองล้วนเป็คนสารเลว ยามที่มีข้อผิดพลาดก็มักจะโยนให้เป็ความผิดของภรรยาเสมอ
ภรรยาทั้งสองเองก็หาใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน พวกนางเริ่มเปิดฉากทะเลาะกับสามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็ฝ่ายที่ริเริ่มพูดเื่หย่าขึ้นมาก่อนด้วย
ก่อนหน้านี้สามีของทั้งสองบ้านเป็คนในตระกูล หากในตระกูลมีเื่มงคลใดก็มักจะชักชวนพวกเขาให้เข้าร่วมด้วยเสมอ ทว่าครั้งนี้พวกเขาปากพล่อยด่าหวังจื้อลงไป ถือเป็การล่วงเกินครอบครัวสกุลหวัง คนในตระกูลคนอื่นล้วนด่าทอว่าพวกเขาเป็หมาป่าตาขาว เป็คนเนรคุณ สุดท้ายก็ตัดความสัมพันธ์ ไม่ไปมาหาสู่กับพวกเขาอีก ในเมื่อเหตุการณ์กลายเป็เช่นนี้ ยามที่คนในตระกูลมีเื่มงคลใดก็ไม่เคยเรียกพวกเขาอีกเลย
สามีทั้งสองล้วนเป็คนประเภทไร้ฝีมือทั้งยังไร้วิชาความสามารถใดๆ ยามนี้ยิ่งปราศจากการสนับสนุนจากคนในตระกูล ในภายภาคหน้านอกจากทำไร่ไถนาแล้ว ก็คงจะไม่อาจหารายได้จากทางอื่นได้อีก
ภรรยาทั้งสองมองเห็นอนาคตของสามีตนเองดี และยิ่งเห็นว่าพวกเขาปฏิบัติต่อตนเลวร้ายเพียงใด สุดท้ายจึงได้เอ่ยเื่หย่าออกมา
หวังเลี่ยงที่เดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้านมารอบหนึ่งและกลับบ้านด้วยความยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่นเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ทั้งหวังเจาและหวังฉิวใกล้จะไร้ภรรยาแล้ว ภรรยาทะเลาะกับพวกเขาทั้งสองจนเอ่ยปากขอหย่าขาด และยังแอบขโมยเงินที่ได้จากการขายพริกสับดองกลับบ้านเดิมด้วย”
หวังจื้อที่กำลังตักน้ำจากบ่อน้ำตกตะลึง หวังเจากับหวังฉิวที่ในปีนั้นด่าเขาว่าเป็ไอ้พิการไม่อาจมีภรรยาได้ กำลังจะไร้ภรรยาเองแล้วหรือ?
อย่างไรก็ตามเขากลับไม่ยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นเลย
“หย่าขาดไปทำไม แล้วเด็กๆ จะทำอย่างไร?”
หวังเลี่ยงลูบศีรษะตนเอง เก็บรอยยิ้มบนใบหน้ากลับมา “เด็กๆ น่ะหรือ ได้ข่าวว่าภรรยาทั้งสองล้วนไม่้าบุตร ดูเหมือนว่าเด็กๆ จะถูกทิ้งไว้ให้หวังเจากับหวังฉิวเลี้ยง”
ผู้เฒ่าหวังส่ายศีรษะจนมึนหัว เขาพ่นออกมาสองสามประโยคว่า “ข้าจำได้ว่าลูกๆ ของหวังเจากับหวังฉิวโตพอๆ กับพวกฉิวตี้สามพี่น้อง เด็กขนาดนั้นก็ต้องห่างจากมารดาแล้วหรือ?”
หลิวซื่อพ่นเสียงหัวเราะเ็า “สามีเป็เช่นไรภรรยาก็เป็เช่นนั้น ทั้งหวังเจากับหวังฉิวหาใช่คนดีอันใด ภรรยาที่แต่งด้วยก็ย่อมเป็คนประเภทเดียวกัน”
หวังเยวี่ยถอนหายใจ “ท่านแม่ สตรีทุกคนมิได้เป็เช่นท่านนะเ้าคะ”
ปีนั้นยามที่หลิวซื่อหย่าขาดจากสามีคนก่อน สามีคนก่อนของนางก็ไม่้าหวังจื้อกับหวังเยวี่ยเช่นกัน ทว่าไม่ว่าอย่างไรหลิวซื่อก็ตั้งใจจะเลี้ยงหวังจื้อหวังเยวี่ยให้เติบโตให้จงได้ ด้วยประการนี้หลิวซื่อยังตั้งใจทำสัญญากับสามีคนก่อน ให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและบุตรทั้งสองขาดกันั้แ่ตอนนั้น
ในยุคสมัยนั้นการที่สตรีเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวย่อมมิใช่เื่ง่ายดายแม้แต่น้อย ทว่าก็มีคำสุภาษิตที่กล่าวเอาว่าไว้ ยอมอยู่กับมารดาที่เป็ขอทานยังดีกว่าอยู่กับบิดาที่เป็ขุนนาง
ต่อให้หลิวซื่อจะถูกบ้านเดิมของตนรังเกียจจนขับไล่ไสส่ง ทว่านางก็ยังคงตั้งใจพาทั้งหวังจื้อและหวังเยวี่ยไปด้วยกัน
“เ้าควรจะบอกว่าไม่ใช่บุรุษทุกคนที่จะเหมือนท่านพ่อของเ้า” หลิวซื่อย้อนกลับด้วยการเล่นคำ
สายตาของหวังเยวี่ยตกอยู่ที่ผู้เฒ่าหวัง แววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม “ท่านพ่อดีต่อข้าและพี่ใหญ่เหลือเกิน”
ผู้เฒ่าหวังแย้มรอยยิ้มบริสุทธิ์
หลิวซื่อเห็นว่าคนในครอบครัวสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียว แม้แต่ความอมทุกข์บนใบหน้าของหวังจื้อก็จางลงไปไม่น้อย เขาเองก็มิได้เอ่ยถึงเื่การมีบุตรชายอีกแล้ว วันคืนของครอบครัวกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ
สองสามวันต่อมา ทั้งหวังเจาและหวังฉิวล้วนหย่าขาดจากภรรยา ส่วนบุตรก็แบ่งกันคนละครึ่ง สองภรรยาพาบุตรสาวกลับไป เหลือบุตรชายให้หวังเจากับหวังฉิวดูแล
“หย่าขาดจริงๆ หรือ?”
“ได้ยินมาว่าทั้งหวังเจากับหวังฉิวล้วนตามกลับไปขอคืนดีที่บ้านเดิมของพวกนาง เหตุใดยังคงหย่ากันเหมือนเดิมเล่า?”
“เฮ้อ เ้านี่ช่างไม่รู้เื่อันใดเอาเสียเลย หวังเจากับหวังฉิวตามไปที่บ้านเดิม หาใช่เพื่อขอให้ภรรยากลับมา ทว่าพวกเขาไปเพราะเงิน ้าเงินที่ขายพริกสับดองคืน! เมื่อภรรยาไม่ให้ ทั้งหวังเจากับหวังฉิวก็ลงมือทำร้ายคน เดิมทีก็ไม่ถึงขนาดหย่าขาดหรอก ทว่าเพราะการลงมือในครั้งนี้จึงทำให้หย่าขาดจริงๆ”
“พวกเขาทำร้ายภรรยาต่อหน้าคนในครอบครัวของพวกนางเชียวหรือ?”
“ถูกต้อง ข้าว่าพวกเขา้าเพียงเงิน มิได้้าภรรยา”
“เช่นนั้นสุดท้ายพวกเขาได้เงินกลับมาหรือไม่?”
“ไม่ได้ ทว่าหวังเจาและหวังฉิวเองก็จิตใจโเี้ยิ่งนัก พวกเขาโยนบุตรสาวทั้งสามให้ภรรยาเลี้ยงดู อ่า ไม่ใช่สิ ต้องเป็อดีตภรรยา”
“หวังเจากับหวังฉิวที่เป็เช่นนี้ หากในอนาคตพวกเขาสามารถแต่งภรรยาที่ดีได้ เช่นนั้นก็เรียกว่าประหลาดแล้ว”
“ส่วนเหตุผลที่พวกเขาใช้หย่าก็คือพริกสับดองที่ขาดทุนไปสามเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน พอรวมๆ กันหลายร้อยจินก็กลายเป็ขาดทุนไปเกือบสองตำลึง ผลสุดท้ายทั้งหวังเจากับหวังฉิวจึงขอหย่าขาดจากภรรยา”
ข่าวนี้ได้แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน
ยิ่งเื่เสื่อมเสียมากมายเท่าไร ความไวในการลุกลามก็ยิ่งทวีความเร็วเท่านั้น แม้แต่คนนอกหมู่บ้านก็ยังรับรู้เื่นี้แล้วเช่นกัน คนที่ว่างงานบางคนยังตั้งใจวิ่งมาดูให้เห็นกับตาถึงหมู่บ้านเลยทีเดียว
ทั้งหวังเจาและหวังฉิวแบกจอบทำงานอยู่ในไร่นา จู่ๆ ก็รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง ยามที่พวกเขาผินหน้ากลับไปมองก็พบว่าที่ท้องนาไม่ไกลกันนัก มีคนหลายคนกำลังชี้นิ้วมาทางพวกเขา
หวังเจากับหวังฉิวเข้าเมืองไปซื้อเกลือก็รู้สึกว่ามีสายตาที่กำลังจ้องมอง ยามที่หันกลับไปดูก็พบว่ายังคงมีคนชี้ไม้ชี้มือมาทางพวกเขา
ทั้งหวังเจากับหวังฉิวต่างก็กำมือแน่น แทบจะทนออกหมัดทุบตีคนเหล่านี้ให้ตายไม่ได้
แค่นี้พวกเขาก็ทนไม่ไหวแล้ว ทั้งสองลืมสิ้นว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเองก็ทำเื่ที่เกินกว่านี้กับหวังจื้อเช่นกัน ทั้งชี้หน้าหวังจื้อล้อเลียนเย้ยหยัน ยิ่งไปกว่านั้นในยามเป็เด็ก พวกเขายังเคยเอาโคลนมาเขวี้ยงใส่หลังของหวังจื้อด้วยซ้ำ
บุรุษวัยกลางคนที่ซื้อพริกสับดองทั้งหมดของหวังเจาและหวังฉิวก็คือคนที่หลงจู๊แห่งเซียงเยวี่ยไจหม่าเซี่ยงหนานส่งไป
สัญญาที่ลงนามระหว่างคนในสกุลหวังและเซียงเยวี่ยไจ ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่ขายพริกสับดองให้พ่อค้าคนใดในปีนี้อีก
หลี่ชิงชิงกังวลว่าหลังจากที่เซียงเยวี่ยไจเปิดตัวอาหารที่มีพริกสับดองในเมืองเซียง จะดึงดูดให้มีร้านค้าคู่แข่งมาที่อำเภอเพื่อกว้านซื้อพริกสับดอง และนั่นจะเป็การทำให้คนในสกุลหวังละเมิดข้อสัญญา
ดังนั้นหลี่ชิงชิงจึงได้ฝากพ่อบ้านสกุลหม่าช่วยไปแจ้งแก่หม่าเซี่ยงหนานว่า ยังมีพริกสับดองจำนวนมากที่อยู่ในการของหวังเจาและหวังฉิว นางบอกให้สกุลหม่ารีบไปกว้านซื้อมาให้หมด อย่าปล่อยให้หวังเจากับหวังฉิวขายพริกสับดองพวกนั้นแก่คู่แข่งของหม่าชิงได้
ด้วยประการนี้พริกสับดองทั้งหมดของคนในตระกูลหวังจึงอยู่ในมือของหม่าชิง
ฝนยามฤดูใบไม้ร่วงโปรยปราย ความหนาวเย็นพัดผ่าน ในที่สุดต้นฤดูหนาวก็มาเยือนอย่างเงียบงัน ภายในเวลาเพียงชั่วราตรี อุณหภูมิในเมืองเซียงก็ลดต่ำลง ต่อให้เป็ยามเที่ยงตรงที่พระอาทิตย์สาดส่องก็ยังมีลมหนาวชื้นปกคลุม
เมืองเซียงมีพื้นที่เป็แม่น้ำและทะเลสาบมากมาย สภาพอากาศยามฤดูหนาวจึงค่อนข้างชื้น นับว่าเป็สภาพอากาศที่ยากจะทานทนที่สุด
และเพื่อขับไล่ความหนาวและความชื้น ผู้คนจึงนิยมทานพริกและขิงในปริมาณมาก
