ไป๋หยุนเฟยได้คืนสติมาทีละน้อย สุดท้ายจึง‘ตื่น’ขึ้น
ชั่วพริบตาที่มัน‘ลืมตา’ขึ้นนั้นเอง มันก็ต้องแตกตื่นอย่างยิ่งต่อภาพที่เห็นตรงหน้า --- มิติแห่งนี้ทุกที่ล้วนเป็สีแดงแทบทั้งหมด แม้จะมีสีสันอื่นแทรกอยู่บ้างแต่เกือบทั้งหมดล้วนเป็สีแดง อีกทั้งพลังธาตุที่พลุ่งพล่านอยู่โดยรอบสร้างความอึดอัดให้แก่ผู้คนจนลมหายใจติดขัด
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยตกตะลึงที่สุด กลับเป็เพราะภายในมิติแห่งนี้มีวัตถุิญญานับร้อยชิ้น‘ล่องลอย’เบียดเสียดกันอยู่
ไป๋หยุนเฟยคิดจะก้าวถอยหลังตามสัญชาติญาณ แต่เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในสมอง มันก็ต้องตื่นตระหนกหวาดหวั่นสุดชีวิตเมื่อพบว่ายามนี้มันกลับไม่มี‘ร่างกาย’
ชั่วพริบตาแห่งความสับสนผ่านไป ไป๋หยุนเฟยข่มใจระงับสติตนเองให้สงบลงเพื่อ‘มองดู’สถานการณ์โดยรอบ ก่อนจะครุ่นคิดอย่างเร่งร้อน
“ความรู้สึกเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก... ััิญญา... เป็ห้วงความคิด!”
“ใช่แล้ว ข้ากำลังหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาอยู่ แต่ว่า... ไม่อาจควบคุมได้ จากนั้น... ข้าก็ใช้ออกทุกหนทาง ท้ายที่สุดก็ใช้พลังิญญาจนหมดสิ้น แล้วหลังจากนั้นเล่า? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่จึงได้เป็เช่นนี้... และจากนี้จะเป็เช่นไรต่อ? ความนึกคิดของข้าจะไปถึงที่ใดกันแน่?”
“ช้าก่อน... สิ่งของที่อยู่โดยรอบนี้...” ไป๋หยุนเฟยสังเกตดูอาวุธที่ล่องลอยอยู่รอบด้านอย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่งก็พลันอุทานขึ้น “อาวุธ! ทั้งหมดเป็อาวุธที่ข้าโยนลงในกระถางหลอมประดิษฐ์!”
“ไม่น่าเป็ไปได้! หรือว่ายามนี้... ััิญญาของข้าเข้ามาภายในกระถางหลอมประดิษฐ์? ไม่... ความรู้สึกแตกต่างออกไป ไม่เพียงแต่ััิญญาเท่านั้น แต่ราวกับิญญาของข้าก็เข้ามาด้วย!”
สถานการณ์ในยามนี้ไป๋หยุนเฟยยังคลำไม่พบร่องรอยเงื่อนงำอันใด มันไม่ทราบแม้แต่น้อยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และยิ่งไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ไป๋หยุนเฟยทดลองเพ่งความคิดเพื่อกลับเข้าสู่ร่างกายของตน แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอันใด
“หรือว่า... หรือว่า‘ร่างกาย’ของข้าจะสูญสลายไปแล้ว?” ไม่ทราบเพราะเหตุใด จู่ๆในใจของไป๋หยุนเฟยก็ผุดความคิดที่‘น่าขนลุก’นี้ขึ้น
หลังจากสงบนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มันก็พบว่าตนเองรู้สึก‘เหนื่อย’... พร้อมกับที่สติเลือนรางลง!
เื่นี้สร้างความตระหนกแก่มันอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยามนี้ไป๋หยุนเฟยเข้าใจว่าร่างกายของตนไม่เหลืออยู่อีกแล้ว หากว่าสติของมันยังแตกดับไปอีก ถ้าเช่นนั้นตัวมันก็คงต้องสูญสิ้นไปแล้วจริงๆ
ด้วยความคิดที่ผุดขึ้นถัดมา ไป๋หยุนเฟยจึงเริ่มโคจรพลังิญญาตามเคล็ดการฝึกปรือ เพื่อหวังจะทำให้สติแจ่มใสขึ้น
“ได้ผล!!”
มันยินดีเป็อย่างยิ่งที่พบว่าเคล็ดการฝึกปรือิญญายังสามารถใช้ประโยชน์ได้ในสถานการณ์เช่นนี้
ไป๋หยุนเฟยไม่ครุ่นคิดมากความอีก มันโยนความคิดที่ว้าวุ่นสับสนออกไป จากนั้นจึงเริ่มฝึกปรือพลังิญญาอยู่ภายในมิติอันแปลกพิสดารแห่งนี้
มิติสีแดงแห่งนี้ราวกับบังเกิดลมที่ไร้รูปไร้ลักษณ์พัดผ่าน พลังธาตุไฟสีแดงฉานเริ่มไหลเวียนก่อนจะเคลื่อนไปรวมตัวที่‘จุด’หนึ่งทีละน้อย แล้วจุดนั้นก็ราวกับเป็ศูนย์กลางของการหมุน พลังธาตุที่ปั่นป่วนอยู่ในมิติราวกับถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์บางอย่าง พลังธาตุไฟมหาศาลจึงเริ่มไหลมารวมตัวกันมากขึ้นทุกที
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าใด อาจจะหลายชั่วยาม หรืออาจจะเพียงชั่วครู่ ในยามที่ไป๋หยุนเฟย‘ลืมตา’ขึ้นอีกครั้ง มันก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่‘เปี่ยมล้น’อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อเคลื่อน‘สายตา’ลงไป มันก็มองเห็นฝ่ามือที่เกิดจากการรวมตัวของพลังธาตุไฟสีแดงฉาน --- ที่แท้ภายในมิติประหลาดนี้ มันก็สามารถผนึกพลังธาตุไฟให้กลายเป็‘ร่างกาย’ได้!
“เช่นนี้... ก็คงไม่เป็ไรแล้วกระมัง?” ไป๋หยุนเฟยลองกำหมัดดูพร้อมกับครุ่นคิดในใจว่า “ยามนี้‘สติ’ของข้าเข้มแข็งขึ้นกว่าก่อนหน้ามากมายหลายเท่า ไม่ทราบว่าจะสามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่...”
“หืม? นั่นคือ...” ทันใดนั้นเอง มันก็มองเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ตรงหน้า --- ก้อนอิฐ!
ไป๋หยุนเฟยกล่าวด้วยความตกตะลึง “ช้าก่อน... ราวกับว่ามันอยู่ตรงนี้มาโดยตลอด?!”
ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยไม่ทันได้ใส่ใจ แต่เมื่อย้อนนึกโดยละเอียด มันก็ต้องตกตะลึงที่พบว่าก้อนอิฐนี้ราวกับว่าจะล่องลอยอยู่ข้างมันมาโดยตลอด
ราวกับว่ามันกำลัง... คอยปกป้อง?
เมื่อมีความคิดอันไร้เหตุผลเช่นนี้ผุดขึ้นในใจ ไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องยื่น‘มือ’ออกไปเพื่อจับก้อนอิฐที่อยู่ตรงหน้า
ชั่วขณะที่‘มือ’ของมันัักับก้อนอิฐนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น
ราวกับกดปุ่มเปิดปิด มิติแปลกประหลาดจู่ๆก็เกิดสั่นไหว พลังทั้งหมด อาวุธและสิ่งของทั้งมวล ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับได้รับคำสั่งจึงลอยเข้าหาไป๋หยุนเฟย หรือจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือพุ่งเข้าหาก้อนอิฐในมือของมัน!
ชั่วพริบตาก่อนที่สติจะหลุดลอยไปอีกครั้ง ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกได้อย่างเลือนรางว่ามีข้อมูลแวบผ่านความคิดไป
“เชื่อมโยงิญญากับไอเทมสำเร็จ...”
…………
ที่หน้าผาหลอมประดิษฐ์บนยอดเขาประจิมแห่งสำนักช่างประดิษฐ์
้าของหน้าผายังคงหายไปครึ่งแถบเช่นเดิม แต่ราวกับเวลายังผ่านไปไม่นานเท่าใดนัก ฝุ่นดินยังคงฟุ้งกระจายในอากาศ ส่วนไป๋หยุนเฟยยังคงนอนหลับใหลอยู่บนซากหักพังนั้น
ทันใดนั้น‘วัตถุ’ที่ล่องลอยอยู่เหนือร่างมันก็เกิดสั่นไหว จากนั้นก็บิดหมุนหดตัวลงอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็หดลงจนเป็รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีเหลี่ยมมีมุมชัดเจน และเมื่อพิจารณาจากรูปทรงแล้ว --- มันก็คืออิฐก้อนหนึ่งนั่นเอง!
และพร้อมกันนั้น แก่นพลังธาตุไฟที่มีลักษณะคล้ายลูกไฟที่อ่อนล้าซึ่งล่องลอยพลิ้วไหวอยู่ด้านล่างก็ราวกับได้รับคำสั่งให้พุ่งขึ้น้า พุ่งตรงเข้าไปภายใน‘ก้อนอิฐ’นั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ราวกับปฏิกิริยาลูกโซ่ มวลอากาศโปร่งแสงโดยรอบก็พลันหมุนวนพร้อมกับหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันวงระลอกคลื่นมากมายก็กวาดผ่านร่างของไป๋หยุนเฟยและก้อนอิฐ --- เพียงพริบตาเดียวมวลอากาศโปร่งแสงก็จางหายไป ราวกับไม่เคยมีอยู่...
จากนั้นก้อนอิฐที่ลอยอยู่ก็กระพริบสาดแสงสีแดงออก แล้วลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นก็ล่องลอยออกมา ก่อนจะเคลื่อนจมลงสู่ทรวงอกของไป๋หยุนเฟยราวกับวิหคที่ออกท่องนภาบินกลับสู่ป่า
ไป๋หยุนเฟยที่ราวกับหลับใหลก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ปลายนิ้วมันขยับเคลื่อนไหวตามจิตใต้สำนึก สองคิ้วขมวดชนพร้อมกับเผยอปากออกเล็กน้อย มองดูคล้ายกับกำลังได้รับความเ็ป...
สุดท้ายลำแสงก็กระจายหายไป ก้อนอิฐที่ลอยอยู่ก็ร่วงลงบนหน้าอกของไป๋หยุนเฟยอย่างแ่เบา มองจากภายนอกแล้วก้อนอิฐนี้กลับเหมือนกับอิฐ+13 ก้อนนั้นโดยไม่อาจแยกความแตกต่างออก
ก้อนอิฐที่เดิมส่องแสงสุกสว่างยามนี้ดับลงแล้ว แต่ทว่าบนเขายังคงสว่างไสวด้วยแสงสีแดงอยู่เช่นเดิม
เนื่องเพราะ พลังธาตุไฟที่เปล่งแสงสีแดงเริ่มมารวมตัวกันรอบกายของไป๋หยุนเฟย!
……
บริเวณโดยรอบของยอดเขายามนี้ถูกแสงสีแดงฉายย้อมไปครึ่งฟ้า แต่จากนั้นท้องฟ้าที่ว่างเปล่าจู่ๆก็ราวกับเกิดสั่นะเืและบิดเบี้ยวจนคล้ายกับผิวน้ำที่กระเพื่อมกระจายออก...
จากนั้นเงาร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าโดยปราศจากวี่แววล่วงหน้า
ชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายไว้ผมยาวสีขาว อายุราวหกสิบปี หน้าตาดูธรรมดาแต่ท่วงท่าสุขุมเปี่ยมประสบการณ์ ดูไปราวกับผู้เฒ่าใจดีที่อยู่ข้างบ้าน --- แต่ในยามนี้ชายชรากำลังยืนอยู่บนอากาศที่ว่างเปล่า จากที่เห็นคนผู้นี้ต้องไม่ใช่ชายชราธรรมดาอย่างแน่นอน
หลังจากปรากฏตัวขึ้นชายชราก็กวาดตามองโดยรอบอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงพึมพำออกมาด้วยความสงสัย “น่าประหลาด เมื่อครู่ััได้อย่างชัดเจนว่าพลังซึ่งมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนปรากฏขึ้น... หรือว่าการรับรู้ของข้าจะผิดพลาดไป?”
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไป๋หยุนเฟยที่นอนอยู่เหนือซากปรักหักพังก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ะเิจนหน้าผาหลอมประดิษฐ์หายไปครึ่งหนึ่ง... ช่างเป็เด็กน้อยที่บ้าบิ่นนัก แต่ทว่า มันทำได้อย่างไรกัน?”
“อืม? ยามนี้มัน...”
ยามนั้นเอง ที่ด้านหลังของชายชราก็มีเสียงลมแว่วเข้ามา จากนั้นก็มีเงาร่างหลายคนปรากฏขึ้น แล้วทั้งหมดเข้ามาหยุดยืนอยู่เื้ัของชายชรา
โค่วฉางคง เซียวปินจื่อ หวงฝู่หนาน ชางอวี่ --- เ้าสำนักกับผู้าุโทั้งสาม ทั้งหมดล้วนมาโดยพร้อมหน้า
โค่วฉางคงกับเซียวปินจื่อทั้งสองยืนอยู่กลางอากาศ รอบกายเพียงเปล่งแสงสีแดงอย่างแ่จาง ส่วนหวงฝู่หนานกับชางอวี่ทั้งคู่กำลังยืนอยู่บนกลุ่มแสงสีแดงฉาน
เซียวปินจื่อพยักหน้าเล็กน้อยให้แก่ชายชรา “ศิษย์พี่”
โค่วฉางคงคารวะชายชราพร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์”
หวงฝู่หนานกับชางอวี่ก็คารวะอย่างนอบน้อม “อาจารย์ลุง”
--- ชายชราท่านนี้มีนามว่า จื่อจิน เป็เ้าสำนักช่างประดิษฐ์คนก่อน!!
อดีตเ้าสำนักจื่อจินพยักหน้าแก่ทุกคนเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปมองที่ไป๋หยุนเฟยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฉางคง เ้าเด็กผู้นี้เป็ศิษย์สายในที่เพิ่งเข้าสำนักมากระมัง?”
โค่วฉางคงมองไปยังหน้าผาที่ถูกะเิหายไปเกือบครึ่ง เมื่อได้เห็นไปหยุนเฟยนอนเหยียดกายอยู่สีหน้าก็ปรากฏความตื่นตระหนก เมื่อได้ยินคำพูดของจื่อจินจึงตอบไปว่า “เรียนท่านอาจารย์ เด็กคนนี้มีนามว่าไป๋หยุนเฟย เป็ศิษย์สายตรงที่ศิษย์เพิ่งรับเข้ามาเมื่อสามเดือนก่อน”
“โอ? ศิษย์สายตรง?” อดีตเ้าสำนักจื่อจินเลิกคิ้วเล็กน้อย “สามเดือนก่อน? เ้าบอกว่ามันเพิ่งเข้าสำนักมาได้สามเดือน?”
โค่วฉางคงพยักหน้ากล่าวว่า “ถูกแล้ว ยามที่มันเข้าสำนักก็เป็ภูติญญาระดับสุดปลายแล้ว การทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์เดินไปได้เพียงหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบวา แต่ว่าหลังจากนั้น...”
จากนั้นจึงบอกเล่าเื่ราวั้แ่ไป๋หยุนเฟยเข้าสำนักโดยสังเขป จื่อจินฟังจบก็กล่าวด้วยความตะลึงว่า “สามารถรับมือต่อการทดสอบ‘ที่นั้น’ได้ถึงเก้ารอบ... สามเดือนสามารถหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นมนุษย์ระดับสูง! พร์ระดับนี้ไฉนจึงเดินได้เพียงหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบวา? เชื่อว่าการทดสอบครั้งนั้นคงเกิดความผิดพลาด... แต่ว่า เ้าทดสอบมันโดยการให้หลอมวัตถุิญญาชั้นปฐีให้ได้ภายในสามเดือน ออกจะบีบคั้นมันเกินไป...”
“ครั้งนั้นศิษย์เพียงอยากดูความตั้งใจของมันเท่านั้น นับว่าไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีจริงๆ แต่ก็ได้ตัดสินใจจะยกเลิกการทดสอบนั้นและรับมันเป็ศิษย์สายตรงอย่างเป็ทางการแล้ว” โค่วฉางคงมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะถอนหายใจแ่เบาพร้อมกับกล่าวว่า “ดูท่าแล้ว คงเกิดจากที่มันดื้อรั้นยึดมั่นต่อการทดสอบนั้น จึงเกิดความร้อนใจที่จะฝึกหลอมประดิษฐ์จนเกิดความผิดพลาดขึ้นจนเกิดหตุการณ์เช่นนี้ โชคยังดีที่ดูแล้วน่าจะไม่เป็อะไร...”
“ไม่เป็อะไร? ข้าว่าศิษย์พี่ท่านกล่าวเบาไปแล้ว หน้าผาหลอมประดิษฐ์แข็งแกร่งเพียงใด ต่อให้หลอมจนกระถางะเิยังไม่เป็ถึงขั้นนี้ ยามนี้ถูกเ้าเด็กผู้นี้ะเิไปครึ่งแถบ ไม่ทราบมันทำได้ถึงเพียงนี้อย่างไร?” หวงฝู่หนานทอดถอนใจไม่อยากเชื่อสายตาของตนก่อนจะกล่าวว่า “เ้าเด็กคนนี้ช่างแปลกประหลาด ไม่ทราบมันเป็อย่างไรแล้ว? ขอข้าเข้าไปดูหน่อยเถอะ!”
กล่าวยังไม่ทันจบ หวงฝู่หนานก็ส่งแรงสู่เท้าพร้อมกับที่ร่างหายวับไป ในยามที่สิ้นเสียงพูดร่างก็ห่างออกไปหลายร้อยวาแล้ว พริบตาเดียวก็ไปถึงข้างกายของไป๋หยุนเฟย
และในขณะที่หวงฝู่หนานเข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยนั้น การเปลี่ยนแปลงอันพิสดารก็บังเกิดขึ้น!
