เล่มที่ 3 บทที่ 64 มีดสั้นน้ำแข็งเพลิง
เมื่อต้องตั้งรับกับหวังฉ่วงที่บุกเข้ามาไม่หยุด สือเหอทำได้เพียงถอยร่นเท่านั้น เขตแดนกระบี่ที่เกิดจากกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มหมุนวนหดแคบจนเหลือไม่ถึงสิบจ้างนั้น สำหรับค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนแล้ว ในรัศมีสิบจ้างถือเป็ปราการที่แ่าพอสมควร ทว่าหากทะลุผ่านเข้ามาได้ จะพบว่ามีช่องโหว่อยู่มากมาย…
เหมือนเช่นตอนนี้…
หมอกโลหิตที่รายล้อมรอบตัวหวังฉ่วงกำลังพวยพุ่งออกไป ขณะเดียวกันสองมือของเขาก็กำกระบี่ั์ไว้ด้วย ทุกครั้งที่สะบั้นกระบี่ออกไป ก็จะมีเสียงอัสนีดังก้องออกมาเสมอ ต่อให้อยู่ห่างออกไปไกลเพียงใด ก็ยังคงได้ยินเสียงก้องกัมปนาทชัดเจน
สือเหอรับมืออย่างยากลำบาก เขตแดนกระบี่เองก็แคบลงเรื่อยๆ จากสิบจ้างเหลือแปดจ้าง จากแปดจ้างก็เหลือห้าจ้างเท่านั้น กระทั่งถูกจู่โจมอย่างต่อเนื่องจนเหลือเขตแดนกระบี่เพียงสามจ้างสุดท้าย
แน่นอนว่าหากสามจ้างสุดท้ายถูกทำลาย ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนจะไม่สามารถคงสภาพได้อีกต่อไป และสุดท้ายก็จะแตกพ่ายไปในที่สุด
ทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนย่อมรู้ดี...
“สือเหอแพ้แน่…” เวลานี้เองก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาไม่ไกลจากจุดที่หลินเฟยยืนนัก
“ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนอะไร น่าขันสิ้นดี ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ สือเหอเคยใช้ค่ายกลกระบี่นี้ไปปิดทางขึ้นหุบเขาอวี้เหิง ทว่าถูกคนที่ชื่อหลินเฟยตีแตกจนยับเยิน ขายขี้หน้าเสียจริงๆ แม้แต่ทางขึ้นหุบเขาอวี้เหิงยังสกัดไว้ไม่ได้ แล้วยังมีหน้ามาพูดว่าค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนมีพลังป้องกันสูงสุดของสำนัก…”
ระหว่างที่พูดก็เหลือบมองไปที่เหล่าศิษย์หุบเขาอวี้เหิงด้วยรอยยิ้มดูแคลน…
‘ขนาดอยู่นิ่งๆก็ยังมีคนมาหาเื่ได้?’
หลินเฟยลูบจมูกก่อนจะหันไปมองที่ต้นเสียง ชายผู้นั้นรูปร่างผอมแห้ง อายุประมาณยี่สิบกว่าปี ผิวค่อนข้างคล้ำ อยู่ในชุดหนังสีดำที่คล้ายกับหนังของจิ้งจอกปีศาจ พลังหยินที่แผ่ออกจากชุดนั่นถึงกับทำให้อักขระหยินหลีในตัวสั่นไหวเลยทีเดียว
หลินเฟยจำได้ว่าคนคนนี้มีชื่อว่าตู้จ้ง เป็ศิษย์หุบเขาไคหยาง ป็นถึงมือสังหารอันดับหนึ่งของสำนักเวิ่นเจี้ยนก็ว่าได้ ว่ากันว่ามีชาติกำเนิดลึกลับ มาจากตระกูลนักฆ่า แม้จะฝากตัวเข้าเป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน แต่ก็ไม่ทิ้งวิชาลอบสังหารของตระกูล รวมถึงวิชามีดสั้นน้ำแข็งเพลิงคู่นั้นเองก็บั่นคอศัตรูมานับไม่ถ้วน เป็หนึ่งในสามศิษย์สายในที่ทำภารกิจสำนักได้มากที่สุด
‘ทว่าเมื่อครู่นี้ดูจะพูดเกินไปหรือเปล่า?’
หลินเฟยขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยออกมา
“ภายในสิบกระบวนท่าสือเหอต้องชนะ”
“ใครน่ะ…” สิ้นเสียงหลินเฟย ลูกสมุนตัวน้อยที่อยู่ข้างตู้จ้งก็ชักสีหน้าขึ้นมาทันที ก่อนจะยกมือชี้หน้าหลินเฟย
“ศิษย์พี่จ้งบอกสือเหอแพ้ ย่อมจะต้องแพ้แน่นอน เ้าเป็ใครกัน ถึงกล้าสงสัยในสิ่งที่ศิษย์พี่จ้งคิด?”
“ก็บังเอิญว่าข้านี่แหละ คือหลินเฟยที่พวกเ้าพูดถึง คนที่เคยทำลายค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนของสือเหอนั่นแหละ…”
“หื้อ?” หลินเฟยพูดด้วยน้ำเสียงหลินไม่ดังมากนัก แต่ตู้จ้งที่อยู่ไม่ไกลกลับได้ยินชัดเจน และตู้จ้งนั้นก็มีนิสัยใจคอคับแคบพอตัวเลยก็ว่าได้ บัดนี้เขากำลังจ้องหลินเฟยด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
“หากเกิดโชคดีทายถูกขึ้นมา เดี๋ยวตอนประลองข้าจะใจดีละเว้นชีวิตให้ละกัน แต่คงต้องตัดมือข้างหนึ่งเพื่อเป็การสั่งสอนเสียหน่อย…”
“หึหึ…” หลินเฟยหัวเราะน้อยๆ โดยไม่ยี่หระกับสิ่งตู้จ้งพูดเลยสักนิด
หนึ่งกระบวนท่า สองกระบวนท่า สามกระบวนท่า…
บัดนี้หวังฉ่วงสะบั้นกระบี่ออกไปถึงเจ็ดกระบวนท่าแล้ว เดิมทีค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่มีรัศมีห้าจ้างก็ไม่สามารถต้านทานได้ด้วยซ้ำ กระทั่งตอนนี้พลันหดเหลือเพียงหนึ่งจ้างเท่านั้น
เมื่อมาถึงกระบวนท่าที่แปด สองตาของหวังฉ่วงก็แดงก่ำขึ้นมา หมอกโลหิตรอบตัวกลายเป็ไอหยินเข้มข้น พอกระบี่ั์สะบั้นใส่ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนก็เกิดลำแสงพวยพุ่งออกมา
กระทั่งกระบวนท่าที่เก้า หวังฉวงคำรามเสียงดังราวกับเสียงปีศาจจากขุมนรกมาจุติ จากนั้นเขาก็วิ่งพุ่งเข้าใส่ค่ายกลกระบี่หุ้นพร้อมกับไอหยินเข้มข้น เมื่อเจอกับแรงปะทะรุนแรงเข้า ค่ายกลกระบี่ที่ไม่สามารถต้านแทนพลังรุงแรงได้อีกต่อไปก็แตกสลายโดยพลัน ตอนนี้ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่ได้ชื่อว่ามีพลังป้องกันสูง กลับถูกแรงอัดจนแตกกระจายไม่มีชิ้นดี…
และแล้วเมื่อไร้ค่ายกล สือเหอก็เสมือนไร้ซึ่งอาวุธอีกต่อไป
ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่ฉายแววความตระหนกแม้แต่น้อย หากแต่ยังคงจับจ้องหวังฉ่วงด้วยสายตาเ็า…
หลังจากทำลายค่ายกลกระบี่ของสือเหอได้แล้ว หวังฉ่วงก็วาดกระบี่ั์หมุนวนเป็กังหัน ก่อนจะสะบั้นไปทางสือเหอ เกิดเป็เสียงลำแสงกระบี่แหวกอากาศอันหนักหน่วง…
ทันใดนั้นทั่วทั้งหุบเขาเวิ่นเจี้ยนก็เงียบสนิท ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ทุกสายตาล้วนจดจ้องไปยังผู้ประลองทั้งสอง จากนั้นกระบี่ั์เมื่อครู่ก็ถูกวางลงช้าๆ
ทว่าสือเหอกลับขยับตัวขึ้นมาอีกครั้ง…
ทั้งที่ไร้กระบี่อยู่ในมือ…
ภายใต้ทุกสายตาที่จับจ้อง ปรากฏเป็ภาพสองมือของสือเหอที่กำลังขยับวาดเป็ค่ายกล
ต่อมา…
ก็เกิดเป็ลำแสงกระบี่หนึ่งสาย สองสาย สามสาย และมากขึ้นเรื่อยๆกระทั่งครบสามสิบหกสายพอดี สือเหอที่ไร้ซึ่งกระบี่ บัดนี้กลับสร้างค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นลำแสงกระบี่ทั่งสามสิบหกสายก็พุ่งเข้าใส่หวังฉ่วงโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาถูกลำแสงกระบี่สะบั้นใส่ไปถึงกี่ครั้ง แต่ในตอนนี้หวังฉ่วงถูกฟันจนเืกระฉูดออกมาเป็สาย ลำตัวลอยออกไปก่อนจะตกลงที่ด้านล่างของแท่นประลอง…
ยอดหุบเขาเวิ่นเจี้ยนพลันเงียบสนิท
ไม่มีใครคาดคิดว่าหวังฉ่วงที่กำลังจะได้รับชัยชนะตรงหน้า กลับพลิกมาพ่ายแพ้เช่นนี้…
“กระบี่นี้ไม่มีไอสังหาร…” สือเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ไม่นานศิษย์หุบเขาอิ๋นก็พากันกรูออกมาพยุงหวังฉ่วงขึ้น แม้ทั้งร่างจะเต็มไปด้วยาแนับร้อย น่าสยดสยองเป็ที่สุด กลับไม่มีแผลใดที่อันตรายถึงชีวิต หรือกระทบถึงอวัยวะภายในและชีพจรแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นถึงแม้ภายนอกจะดูเจ็บหนักเพียงใด แท้จริงแล้วเขาเพียงาเ็เล็กน้อยเท่านั้น
พอย้อนไปทบทวนคำพูดของสือเหอ…
“กระบี่นี้ไม่มีไอสังหาร”
ก็แปลว่าหากเมื่อครู่หวังฉ่วงคิดสังหารสือเหอแล้วล่ะก็ ป่านนี้คงถูกไอสังหารย้อนกลับกลายเป็ศพไปแล้ว…
ขณะนั้นเองก็มีสายตามากมายจ้องมองไปที่สือเหอเป็ตาเดียว
ไม่คิดเลยว่าการไปยังผากระบี่ครั้งนั้น จะทำให้สือเหอเก่งกาจขึ้นถึงเพียงนี้
“สือเหอชนะ!” เ้าสำนักประกาศผลการประลองบนบัลลังก์ ก่อนจะใช้หยกหรูอี้ในมือเคาะระฆัง เพื่อประกาศจบการประลองในรอบนี้
“คู่ต่อไป ตู้จ้งจากหุบเขาไคหยางปะทะหลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิง”
“…” หลินเฟยถึงกับชะงัก ‘บังเอิญเกินไปหรือเปล่า?’
“ครั้งนี้เ้าทายถูก ดังนั้นข้าก็จะรักษาคำพูดที่ว่าจะไว้ชีวิตเ้า” พูดจบตู้จ้งก็มุ่งหน้าไปที่แท่นประลอง จากนั้นมีดสั้นน้ำแข็งเพลิงก็ถูกหยิบออกมา เกิดเป็ลำแสงสีแดงขาวในมือ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
