องค์ชายสวี่เหวินกลับเข้ามายังตำหนักตงเป่ย เหล่าทหารและนางกำนัลจำนวนมากพากันน้อมกายเคารพด้วยกิริยาอ่อนน้อม ชายหนุ่มร่างสูงสง่าเดินตรงไปยังแท่นประทับภายในตำหนักอันเงียบสงบ เขาทอดสายตามองไปยังต้นท้อที่ออกดอกสะพรั่ง พลันหวนนึกถึงเื่ราวต่าง ๆ ในอดีต
หนึ่งปีก่อนหน้า ในขณะนั้นฮองเฮาพยายามอย่างมากเพื่อให้องค์ชายเทียนฉี โอรสของตนขึ้นเป็รัชทายาท นางทำทุกอย่างเพื่อให้เขามดความน่าเชื่อถือ แต่เหมือนไม้ซีกงัดไม้ซุง คำพูดของนางไม่อาจทำให้ฮ่องเต้พระทัยอ่อน เขายังคงเป็โอรสอันดับหนึ่งของราชวงศ์
จวบจนวันที่จางหลันหนิงหญิงที่เขารักดังดวงใจ เข้ามาเป็นางกำนัลใกล้ชิดของฮองเฮา นั่นทำให้หัวใจของเขาหวาดหวั่น เกรงว่านางจะได้รับอันตราย หากหลี่ฮองเฮารู้ว่าจางหลันหนิงคือดวงใจของเขา ชายหนุ่มพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้ฮองเฮา รับรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับ ๆ ในครั้งนั้น เมื่อสบโอกาส เขาคว้าร่างเล็กหลบเข้ามุม แล้วดึงนางเข้าสวมกอดด้วยความรัก
“เสวี่ยนหนิงงั้นเหรอ!ถึงแม้เ้าจะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนาม คิดเหรอว่าข้าจะจำเ้าไม่ได้ หลันหนิง! เ้าเข้ามาวังหลวงได้ยังไง เ้ารู้หรือไม่ว่าอันตรายแค่ไหน หลี่ฮองเฮาไม่ใช่คนดีอย่างที่เ้าคิด รีบกลับไปที่เขาไท่หลินเดี๋ยวนี้ ข้าจะให้ทหารพาเ้ากลับไป” หญิงสาวยิ้มแล้วค่อย ๆ เอื้อมไปจับใบหน้าของเขาพลันเอ่ยขึ้น
“เราอยู่ใกล้กันเพียงนี้ เหตุใดต้องไล่หม่อมฉันด้วย” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย”
“เ้าหมายความว่ายังไง”
“ไม่รู้ว่าเป็โชคดีของหม่อมฉันหรือไม่ ที่พบกับฮองเฮาอย่างบังเอิญ ในตลาดที่เขาไท่หลิน นางถูกใจในความเรียบง่ายของหม่อมฉัน จึงพาเข้ามาที่วังหลวงดูแลอย่างดี ในตอนแรกหม่อมฉันคิดว่าจะทูลลาไปรอพบกับท่านที่เขาไท่หลิน แต่เมื่อรู้ว่าท่านคือองค์ชายสวี่เหวิน ก็ทำให้หม่อมฉันใอย่างมาก เหตุใดจึงไม่บอกความจริงนี้แก่หม่อมฉันเพคะ” เขาถอนหายใจ แล้วรั้งร่างเล็กเข้าสวมกอดอีกครั้ง
“เพราะในวังหลวง มีเื่ราวต่าง ๆ มากมาย ข้าไม่อยากให้เ้ามาพัวพันกับเื่อันตรายเหล่านี้ หลันหนิง หลี่ฮองเฮาอาจดีต่อเ้าก็จริง แต่ถ้านางรู้ว่าเ้าคือคนรักของข้า เ้าจะมีอันตราย เชื่อข้าเถอะนะ กลับไปรอข้าที่เขาไท่หลิน อย่าออกมาให้ใครเห็นอีก” สายตาสั่นไหวของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวส่ายศีรษะ
“หม่อมฉันจะไม่ให้ฮองเฮารู้ในความสัมพันธ์ของเรา หม่อมฉันอยากอยู่ใกล้ ๆ พระองค์”
“นั่นยิ่งอันตราย ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของเ้า เ้าชอบธรรมชาติ ชอบความเรียบง่าย ไม่ชอบแก่งแย่งกับผู้ใด เ้าจำไม่ได้เหรอ” เขาถามด้วยความเป็ห่วง ก่อนนางจะให้เหตุผล
“แต่เพราะหัวใจหม่อมฉันอยู่ที่พระองค์ ในเมื่อพระองค์อาศัยอยู่ที่วังหลวง หากเราจะอยู่ด้วยกัน หม่อมฉันก็ต้องเรียนรู้ธรรมเนียมของวังหลวง ชีวิตเรียบง่ายอาจไม่เหมาะสมกับหม่อมฉันอีกแล้ว”
“แต่เ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ หากไม่มีข้าปกป้อง” สายตาของชายหนุ่มกล่าวด้วยความกังวล
“เช่นนั้น พระองค์ก็ทำให้ถูกต้องสิเพคะ ทำให้หม่อมฉัน อยู่ในความดูแลของพระองค์ที่ตำหนักตงเป่ย” สิ้นเสียงของหลันหนิง ชายหนุ่มชะงักนิ่ง พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมาปะทะกาย
องค์ชายสวี่เหวินยกชาขึ้นจิบ พร้อมทอดสายตาไปยังดอกท้อที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ
‘หากวันนั้นข้าตั้งสติสักนิด วันนี้ข้าคงไม่ต้องสูญเสียเ้าไปตลอดกาล’ ก่อนฝีเท้าของทหารจะเดินเข้ามาแล้วน้อมกายลงเคารพ
“ทูลองค์ชายสวี่เหวิน ข้านำตัวไป๋เจินมารับโทษพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่กำลังยกชาขึ้นดื่ม ชะงักนิ่งเล็กน้อย แล้วหันมายังทหารผู้นั้น ด้วยสายตาแน่นิ่ง
“รับโทษอันใด”
“นางฝ่าฝืนคำสั่ง พยายามนำอาหารเข้าไปให้พระชายาในคุก ข้าจับได้จึงพาตัวมารับโทษ” องค์ชายสวี่เหวินค่อย ๆ วางถ้วยชาลงช้า ๆ แล้วพยักหน้าอนุญาต ก่อนเหล่าทหารจะนำตัวนางกำนัลผู้ภักดี เข้ามาหมอบกราบต่อหน้าพระพักตร์ พร้อมเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น
“ไป๋เจิน เ้ากล้าขัดคำสั่งข้า ที่เป็ถึงองค์ชายอันดับหนึ่งงั้นเหรอ?” สุรเสียงเย็นเยียบเอ่ยถาม ก่อนนางกำนัลจะหมอบเคารพ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“หม่อมฉัน เพียงแค่ไม่้าเห็นพระชายาอดอาหารจนสิ้นพระชนม์เพคะ นี่ก็สามวันแล้ว ที่นางยังไม่กินอะไรเลย”
“นั่นเพราะข้า้าให้นางตายอย่างทรมาน”
“องค์ชายสวี่เหวินเพคะ ก่อนหน้าพระองค์รักเมตตาพระชายาเป็อย่างมาก แต่เหตุใดจึงทรมานนางหนักหนาสาหัสเพียงนี้เพคะ อย่างน้อยก็น่าจะเห็นแก่ความรักที่เคยมี ให้พระชายาได้กินอาหารตามปกติได้หรือไม่เพคะ” คำขอร้องของสาวใช้ทำให้เขายิ้มมุมปาก
“ข้าไม่เคยรักนาง!”
“แต่ว่า...” ไป๋เจินเตรียมจะโต้แย้ง ก่อนจะหุบปากลงพร้อมหยดน้ำตารินไหลออกมา ตามด้วยเสียงองค์ชายสวี่เหวินเอ่ยขึ้น
“จับไป๋เจินไปขังแยกไว้ก่อน หลังจากพระชายาตาย ให้เนรเทศไป๋เจินออกจากวังหลวง”
“องค์ชายสวี่เหวินเพคะ เมตตาพระชายาด้วยเพคะ องค์ชาย!” เสียงอ้อนวอนของนางกำนัล ไม่ทำให้ชายหนุ่มนึกสังเวชพระชายาของตนแต่อย่างใด เขาหันกลับมายังต้นท้อที่ชูช่อออกดอกสวยงาม พลันก้มวาดภาพบางอย่างลงบนกระดาษ
วันเวลาผ่านพ้นไป ภายในห้องขังขนาดเล็กและคับแคบอันแสนอับชื้น หลันหนิงงอตัวเล็กน้อย เพราะรู้สึกทรมานจากการปวดท้องเป็อย่างมาก
“ไป๋เจิน ไป๋เจิน ข้าหิว ข้าหิวจนจะไม่ไหวแล้ว” เสียงแหบพร่าของนาง ไม่มีการตอบรับใด ๆ ไป๋เจินไม่มาหานางหลายวันแล้ว ริมฝีปากบางแห้งผากเพราะขาดน้ำอย่างหนัก หญิงสาวพยายามลากร่างของตัวเองเกาะกรงขังไว้แน่น พลันเลื่อนสายตาสัดส่ายไปมาอย่างทุกข์ทรมาน
