อาละวาดไปก็ประโยชน์
แม่เฒ่าเซี่ยไม่จำเป็ต้องอาละวาดกับเซี่ยต้าจวินด้วยซ้ำ แค่เอ่ยปากขออะไรบางอย่าง ตราบใดที่เซี่ยต้าจวินสามารถทำให้ได้ เขาจะไม่ปล่อยให้แม่เฒ่าเซี่ยต้องพูดซ้ำเป็ครั้งที่สอง ทำไมน่ะหรือ? เพราะเซี่ยต้าจวินเป็คนกตัญญู ความกตัญญูประเภทนี้ถึงระดับของความกตัญญูแบบไม่ลืมหูลืมตาแล้ว
ส่วนเซี่ยฉางเจิงกับเซี่ยหงปิงต่างมีความเห็นแก่ตัว
ผู้เป็ลูกชายมีลับลมคมในต่อมารดาของตน หากยังคาดหวังให้ลูกสะใภ้พะเน้าพะนอแม่สามีสุดชีวิต มันจะเป็ไปได้อย่างไรเล่า?
เมื่อก่อนเคยประจบและเอาใจ เนื่องจาก้าอาศัยแม่เฒ่าเซี่ยให้คอยออกหน้า นำเงินของทั้งบ้านมารวบรวมเข้าด้วยกัน เพื่อเลี้ยงดูปูเสื่อบ้านใหญ่ ตอนนี้วัวแก่เซี่ยต้าจวินหนีไปแล้ว ยังหวังว่าเซี่ยหงปิงจะโง่เขลาเบาปัญญาเหมือนเซี่ยต้าจวินได้อีกหรือ... ไม่สามารถรีดเค้นผลประโยชน์จากตระกูลเซี่ยได้อีกแล้ว ดังนั้นจางชุ่ยจึงกลัวว่าคนตระกูลเซี่ยจะเข้ามาเอาเปรียบเธอ ในเมื่อถึงขั้นเป็ปรปักษ์กันอย่างเปิดเผยแล้ว เธอจะไว้หน้ามารดาของสามีไปทำไม
ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่สุดคือการหย่า หากหย่าจริง จางชุ่ยก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเท่าไรนัก
พาลูกชายกลับบ้านเดิม อีกทั้งเงินเก็บก็อยู่ในมือเธอ และเธอยังมีฝีมือด้วย
ทว่าเซี่ยจื่ออวี้คัดค้านที่เธอจะหย่ากับเซี่ยฉางเจิง จางชุ่ยเชื่อฟังบุตรสาวจนเคยชิน จึงยินดีนั่งลง ‘เจรจาเพื่อสันติ’
จางชุ่ยรู้ว่าสิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้พูดนั้นเป็ความจริง ถ้าเธอไม่ปฏิบัติตามความ้าของเซี่ยจื่ออวี้ ลูกสาวก็จะไม่สนใจใยดีครอบครัวจริงๆ เช่นนั้นจะอุตส่าห์ส่งเสียสร้างนักศึกษามหาวิทยาลัยมาเพื่ออะไรกัน เซี่ยจื่ออวี้คือความภาคภูมิใจของจางชุ่ย ฉลาดและมุมานะ มีอนาคตสดใสในวันข้างหน้า จางชุ่ยไม่ยอมสูญเสียบุตรสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยที่สร้างเกียรติยศให้เธอเด็ดขาด
แต่การเจรจาก็ส่วนการเจรจา คราวนี้ต้องควบคุมคนตระกูลเซี่ยให้อยู่หมัดเท่านั้น
ความมั่นใจของจางชุ่ยมีเหลือล้น ครอบครัวฝ่ายมารดามากันไม่น้อย ตั้งโต๊ะไว้ในลานบ้านตระกูลเซี่ย ประจันหน้าเพื่อชี้แจงแถลงไข
แม่เฒ่าเซี่ยรับมือยาก เมื่อก่อนคนตระกูลจางไม่มีความมั่นใจมากขนาดนี้ พอตอนนี้ได้เห็นแม่เฒ่าเซี่ยปั้นหน้าบึ้งตึง ล้วนรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจกันหมด
“แม่สามี เธอดูสิว่าฉางเจิงกับภรรยาทะเลาะกันมานานนมขนาดนี้แล้ว ร้านค้าขายดีๆ ถึงกับต้องปิดตัว เป็ธุรกิจที่กำไรเยอะแยะออกจะตาย ตอนนี้ทำได้แค่มองคนอื่นหาเงิน... นี่ ธุรกิจส่วนตัวไม่ใช่ของที่ใครเขาจะทำได้กันทุกคนนะ แม่สามีว่าถูกต้องหรือเปล่าล่ะ?"
แม่เฒ่าเซี่ยร้องหึออกมา “เธอมีลูกสาวแสนดีนักนะ ตระกูลเซี่ยไม่ได้แยกบ้าน สร้างเนื้อสร้างตัวเองโดยปิดบังทั้งครอบครัวแบบนี้ได้ที่ไหน อย่างไรเสียก็ไม่เอาเงินกลับมาอยู่แล้วนี่ จะไม่เปิดร้านนั่นก็ไม่ต้องเปิด!”
มารดาจางชุ่ยไม่ยอมอ่อนข้อให้
“นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว จะแยกบ้านหรือไม่เป็กฎเกณฑ์คร่ำครึทั้งนั้น รัฐจัดสรรที่ดินให้ส่วนบุคคลแล้วด้วยซ้ำ เธอยังคิดว่าเป็กองการผลิต [1] ที่กินข้าวหม้อรวม [2] อยู่อีกหรือ? จะเปิดร้านหรือไม่เปิดร้านคือธุระของพวกฉางเจิง วันนี้ฉันขอลั่นวาจาไว้เลย ถ้าตระกูลเซี่ยไม่แยกบ้าน ก็ยึดตามความตั้งใจเดิมของจางชุ่ยจากครอบครัวพวกเรา ไปเดินเื่ขอหย่ากับฉางเจิงโดยเร็ว ฝ่ายเธอคงรู้ดีสินะว่าควรทำอย่างไร อารองของจื่ออวี้ก็แยกทางกันก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือ?”
การหย่าร้างช่างน่าอับอายยิ่งนัก หากก่อนหน้านี้จางชุ่ยกล้าพูดว่าจะหย่า ฝ่ายมารดาไม่ปล่อยเธอไปแน่
แต่ปัญหาบานปลายมาขนาดนี้แล้ว ครอบครัวฝ่ายมารดาคิดว่าการหย่าก็ดีไม่ใช่น้อย
ถ้าไม่หย่า จางชุ่ยต้องหาเงินทองแทนตระกูลเซี่ย พอหย่าแล้ว เงินที่จางชุ่ยหาได้ทั้งหมดย่อมเป็ของครอบครัวมารดา
ครอบครัวจะรังเกียจลูกสาวม่ายผู้มีความสามารถได้อย่างไร ทุกสิ่งล้วนทำไปเพื่อผลประโยชน์ เงินมีอานุภาพแก้ไขความอคติส่วนมากได้ แม้เสียชื่อเสียง ชื่อเสียงมีประสิทธิภาพสู้ต้าถวนเจี๋ยได้หรือ?
แยกบ้าน?
แม่เฒ่าเซี่ยอยากะโด่า และมารดาจางชุ่ยก็กำลังรอเฒ่าเซี่ยเอ่ยผรุสวาทออกมาอยู่
ยิ่งด่าทอรุนแรงเท่าไร จางชุ่ยยิ่งตัดสินใจแน่วแน่เท่านั้น
เซี่ยฉางเจิงร้อนใจแล้ว หากให้แม่เฒ่าเซี่ยเป็ผู้เจรจา สองตระกูลจะแตกหักกันอีกครั้งแน่นอน
“คุณแม่ แม่ว่าจะทำอย่างไร ผมว่าตามแม่ทั้งหมด!”
เสียงเรียก ‘แม่’ นี้ใช้ขานยายของเซี่ยจื่ออวี้ เดิมทีเซี่ยฉางเจิงเรียกมารดาของภรรยาว่าน้า แสดงให้เห็นถึงความสองมาตรฐานต่อลูกเขยและลูกสะใภ้ สะใภ้ต้องเรียกแม่สามีว่าแม่ ในขณะที่เขยส่วนใหญ่ยังเรียกพ่อแม่ของภรรยาว่าลุงป้าหรือน้าอา เมื่อก่อนสถานะของจางชุ่ยในตระกูลเซี่ยก็ไม่ได้สูงนัก ตอนเซี่ยจื่ออวี้ยังไม่ได้เผยพร์ด้านการเรียนที่โดดเด่นออกมา แม่เฒ่าเซี่ยโหดร้ายต่อสะใภ้ทั้งสามคนเหมือนกันหมด
คนที่รับมือกับความโหดร้ายมากที่สุดคือหลิวเฟิน ส่วนจางชุ่ยไม่ใช่ลูกสะใภ้คนโปรด เป็หวังจินกุ้ยต่างหาก แม้หวังจินกุ้ยจะตะกละและี้เี ทว่าให้กำเนิดลูกชายสองคนติดกันนี่นา!
เซี่ยฉางเจิงเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับภรรยาของตนมากมายนัก คนตระกูลเซี่ยมีพฤติกรรมเดียวกัน เขาเรียกมารดาของภรรยาว่าน้าแล้วผิดตรงไหน เซี่ยต้าจวินไม่ไปเยี่ยมเยือนบ้านภรรยาด้วยซ้ำ
ปัจจุบันเปลี่ยนผันไม่เหมือนอดีต ตอนนี้เรียกมารดาของภรรยาว่า ‘แม่’ อย่างสุภาพนอบน้อมด้วยอีกคน แม่เฒ่าเซี่ยรู้สึกหงุดหงิดจนแทบทนไม่ไหว
เซี่ยหงปิงกับหวังจินกุ้ยได้แต่มองหน้ากัน จางชุ่ยมุ่งมั่นตั้งใจจะแยกครอบครัว หากแม่เฒ่าเซี่ยถูกกดดันจนเห็นชอบ แม้แต่พวกเขาสองสามีภรรยาก็คงห้ามไม่ได้ แม่เฒ่าเซี่ยใช้หลักธรรมกตัญญูข่มคนทั้งครอบครัวไว้ และตอนนี้เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยสำแดงชัดแจ้งแล้วว่าไม่เชื่อฟังคำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยอีกต่อไป จะด่าทอหรือบีบเค้นพวกเขาให้ตายได้หรือ?
มารดาของจางชุ่ยก็ไม่เกรงใจเหมือนกัน เงื่อนไขอันดับแรกที่เสนอคือการแยกบ้าน
หนึ่ง เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยจะไม่ได้อาศัยที่บ้านตลอดปี ไม่มีเหตุผลจะต้องดูแลอาหารการกินของคนทั้งครอบครัว ต่างคนต่างใช้เงินของตัวเอง ผลผลิตสำหรับส่งรัฐกับค่าบำรุงก็คำนวณของใครของมันเช่นกัน
สอง แม่เฒ่าเซี่ยติดตามสองสามีภรรยาไปอาศัยในเมืองไม่ได้ รบกวนการทำธุรกิจของทั้งสองคน แต่พวกเขาจะดูแลแม่เฒ่าเซี่ย รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายทุกเดือน แต่แม่เฒ่าเซี่ยยังคงต้องอาศัยกับเซี่ยหงปิงดั่งเดิม
“หนึ่งเดือนให้เธอ 20 หยวน ทุกเดือนบวกข้าวสารอีก 20 ชั่งกับน้ำมันอีก 5 ชั่ง ต่อให้เป็คนเมือง เมื่อถึงเวลาเกษียณอายุก็ไม่มีสวัสดิการแบบนี้สินะ?”
20 หยวนต่อเดือน แค่เพราะอยากสลัดแม่เฒ่าเซี่ยทิ้ง?
สายตามืดมนอมทุกข์ของแม่เฒ่าเซี่ยกวาดมองทุกคน “จื่ออวี้รู้หรือเปล่า?”
“จื่ออวี้เรียนหนังสือที่ปักกิ่ง จะพูดเื่นี้กับเธอเพื่ออะไร ความตั้งใจของจื่ออวี้คือพ่อแม่ไม่หย่ากัน ไม่อย่างนั้นวันนี้พวกเราจะมาเยือนบ้านเซี่ยได้หรือ?”
ให้เงินจำนวน 20 หยวนทุกเดือน ข้าวสาร 20 ชั่งและน้ำมัน 5 ชั่ง เทียบกับทุกหมู่บ้านทั่วสารทิศ เงื่อนไขการดูแลนี้ถือว่าดีเหลือเกิน โดยปกติการแยกครอบครัว เื่อย่างการดูแลคนชราในชนบท เพียงยอมส่งอาหารส่งน้ำมันให้ตรงเวลาก็นับว่าไม่เลวแล้ว ตราบใดที่ไม่เป็อัมพาตนอนบนเตียงขยับเขยื้อนไม่ไหว อย่าว่าแต่คนชราอายุเท่าแม่เฒ่าเซี่ยเลย ต่อให้อายุเจ็ดแปดสิบปี ถ้ายังเคลื่อนไหวได้ก็ต้องทำงานกันทั้งนั้น พยายามทำงานด้วยตนเองให้มากที่สุด เพื่อลดภาระให้แก่ลูกหลาน
แม่เฒ่าเซี่ยยอมลำบากตรากตรำในวัยสาว ด้วยหวังว่าตอนนี้จะได้มีความสุขกับชีวิตอย่างเหล่าเฟิงจวิน [3] ล่วงหน้า
หนึ่งเดือน 20 หยวน หนึ่งปีแค่ 200 กว่าหยวน!
เงินเท่านี้จะพอทำอะไร เมื่อก่อนทุกคนล้วนส่งมอบเงินให้เธอ แม้ส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับเซี่ยจื่ออวี้ก็ตาม ทว่ารสชาติของการกุมอำนาจทางการเงินไว้ในกำมือ แม่เฒ่าเซี่ยจะยอมละทิ้งง่ายๆ ได้อย่างไร เช่นเมื่อครั้งที่เซี่ยต้าจวินออกไปรับจ้างเล็กน้อยก่อนตรุษจีน กลับมาก็ไม่ได้ส่งให้เธอเพียง 200 หยวนเสียด้วย
ความแตกต่างมันมากเกินไป แม่เฒ่าเซี่ยยอมรับไม่ได้
ค่อยๆ เจรจาเงื่อนไขทีละน้อย สุดท้ายเพิ่มจำนวนเงินที่ให้ทุกเดือนสูงถึง 30 หยวน จางชุ่ยตกลงที่จะให้ก่อนสำหรับหนึ่งปี “พอหงเซี๋ยออกเรือน ฉันที่เป็ป้าสะใภ้คนนี้จะให้สินเดิม 500 หยวน เยอะกว่านี้ไม่มีแล้ว ถ้าคิดว่ารับไม่ได้ก็ตัดขาดกันเสีย!”
จางชุ่ยชังเซี่ยหงเซี๋ยเหลือทน จะยินดีออกค่าสินเดิมเ้าสาวแก่เธอได้อย่างไร อันที่จริงเงินส่วนนี้คือผลพลอยได้สำหรับเซี่ยหงปิงกับจางชุ่ย ถ้าเห็นด้วยกับการแยกบ้าน เธอย่อมมีเงิน 500 หยวนให้ ไม่เห็นด้วยจะไม่ได้แม้แต่เฟินเดียว หากคนตระกูลเซี่ยยังแข็งขืนต่อไป จางชุ่ยจะหย่า
หวังจิ้นกุ้ยกลอกดวงตาไปมา เซี่ยหงปิงกำลังไตร่ตรองกับตนเองอยู่เหมือนกัน
แม่เฒ่าเซี่ยจะอาศัยกับพวกเขา เงินและข้าวสารอาหารแห้งของทุกเดือนจะสมทบกับบ้านเซี่ยหงปิง แม้แม่เฒ่าเซี่ยจะเป็ผู้เก็บเงินเอง แต่จะไม่ให้เซี่ยหงปิงใช้จ่ายเชียวหรือ?
หนึ่งปีเป็เงิน 360 หยวน รวมเงินสินเดิมของเ้าสาวที่จางชุ่ยสัญญา และมีอาหารน้ำมันที่คิดเป็เงินอีก การแยกครอบครัวจะได้รับเป็พันหยวนเลยทีเดียว แยกก็แยก ทะเลาะต่อยตีกันจนฟกช้ำดำเขียวไปก็ไม่ได้ผลประโยชน์มากกว่านี้อยู่ดี
“ในเมื่อพี่สะใภ้ยืนกรานจะแยกบ้าน ฉันก็ไม่มีอะไรจะค้าน เพียงแต่แม่เขาอายุมากแล้ว อีกหน่อยมีโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา ใครจะควักค่ารักษากัน?”
จางชุ่ยตบโต๊ะ “ฉันรับผิดชอบจ่ายเงินส่วนนี้เอง!”
โรคภัยไข้เจ็บหรือ? จะเป็การดีมากหากท่านพญายมรีบมารับตัวหญิงแก่ดื้อด้านคนนี้ไปโดยเร็วที่สุด จางชุ่ยคิดว่าเธอนั้นยินยอมพร้อมใจออกเงินสร้างโลงศพอย่างดี จากนั้นค่อยจัดงานอย่างครึกครื้นรื่นเริง!
เชิงอรรถ
[1]生产队 กองการผลิต คือ กลุ่มคนที่จัดตั้งขึ้นในแต่ละพื้นที่ ร่วมกันเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตร (การทำนารวม) เมื่อได้ผลผลิตแล้ว จะนำผลผลิตเ่าั้มาแบ่งตามจำนวนคน
[2]吃大锅饭 กินข้าวหม้อรวม หมายถึง ไม่ว่าทุ่มเทมากมายเพียงใด ก็ได้ผลตอบแทนเท่ากัน
[3]老封君 เหล่าเฟิงจวิน คือ ยศสำหรับเรียกผู้าุโที่ลูกหลานเป็ขุนนางหรือชนชั้นสูงผู้ทรงเกียรติ