ภายในห้องบรรทมขององค์ฮ่องเต้ในยามนี้ มีเพียงพระองค์กับบุตรชายอยู่ตามลำพัง แสงตะเกียงส่องสะท้อนพระพักตร์ที่ดูอ่อนลงกว่ายามประทับอยู่ในท้องพระโรง น้ำเสียงและสายพระเนตรปราศจากความแข็งกร้าวที่ผู้คนคุ้นเคยต่อหน้าขุนนางและราชสำนัก พระองค์จำเป็ต้องทรงแข็งแกร่ง เด็ดขาด และเ็าทว่าผู้คนทั่วทั้งวังต่างรู้กันดีฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนทรงรักและตามใจบุตรชายผู้นี้เพียงใดเพราะองค์ชายหลี่ชิงอวี่ คือโอรสที่ประสูติจากสตรีที่พระองค์ทรงรักมากที่สุดในชีวิต
“ชิงอวี่”
ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใย
“เวลานี้เ้าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว การกระทำตามอารมณ์ จะนำพาแต่ภัยมาสู่ตัวเ้า”
พระองค์ทรงรู้ดีอยู่เต็มอก ว่าผู้อยู่เื้ัการลอบสังหารโอรสผู้นี้ คงมิใช่คนนอกหากเป็หนึ่งในบุตรชายของพระองค์เอง
ผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์ัเช่นเดียวกันเพราะในอดีต ก่อนจะก้าวขึ้นครองอำนาจ พระองค์เอง…ก็เคยเดินบนเส้นทางเปื้อนเืเช่นนั้นมาแล้วองค์ชายหลี่ชิงอวี่คุกเข่าลง ดวงตาฉายแววหวาดกลัวและอัดอั้น
“เสด็จพ่อ…ท่านต้องช่วยลูก” เขากล่าวเสียงสั่น
“รอบกายลูก ล้วนแต่เป็ผู้คนไร้ฝีมือ หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าอายุของลูก…คงไม่ยืนยาว”
คำพูดนั้นทำให้ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนขมวดพระขนง พระหัตถ์กำแน่นโดยไม่รู้ตัวการที่องค์ชายมาส่งพระองค์เข้านอนในคืนนี้ มิใช่เพียงเพื่อแสดงความกตัญญู หากแต่เพราะในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและทุกข์ร้อน การมีผู้คุ้มกันที่ไร้ความสามารถ เปรียบเสมือนการเดินอยู่ท่ามกลางคมดาบโดยไร้โล่ป้องกันในโลกแห่งอำนาจ
“ขุนพลที่ดี ย่อมเลือกนาย” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหมายลึกซึ้งในราชสำนัก ขุนนางน้อยใหญ่ล้วนเลือกข้าง เลือกองค์ชายที่ตนเห็นว่าคู่ควรแก่การฝากอนาคต องค์ชายหลี่ชิงอวี่จับพระหัตถ์พระบิดาแน่น แววตาฉายความคาดหวังและหวาดกลัวในคราเดียวกัน
“เสด็จพ่อต้องช่วยข้า” เสียงนั้นแ่เบา แต่หนักแน่น ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนทอดถอนพระทัยยาว “เ้าหมายตาผู้ใด”
หลี่ชิงอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายอย่างยากจะปิดบัง
“แม่ทัพม่อหราน” เขากล่าวออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ลูกอยากได้ชายผู้นี้มาเป็คนคุ้มกันของลูก”
ถ้อยคำเพียงประโยคนั้น ทำให้ฮ่องเต้ได้แต่ถอนพระทัยอีกครั้งเพราะเป็โอรสผู้นี้เองผู้เคยเอ่ยวาจาเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้พระองค์มีรับสั่งถอดม่อหรานออกจากทุกตำแหน่งในราชสำนักในวันนั้น แม่ทัพผู้นั้นอยู่ในสภาพอ่อนแอถึงขีดสุด พลังปราณเหือดหาย แขนขาไร้เรี่ยวแรง จากขุนพลผู้เกรียงไกร กลับถูกตราหน้าว่าไร้ฝีมือ ถูกผลักออกจากอำนาจและเกียรติยศอย่างไม่ไยดี
การกระทำของพระองค์ในวันนั้นไม่ต่างอะไรกับการใช้งานคนจนหมดประโยชน์…แล้วจึงทอดทิ้งความรู้สึกหนักอึ้งกดทับอยู่ในพระทัยอดีตที่พระองค์พยายามลืมเลือน กลับถูกโอรสผู้นี้รื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“เอาเถิด…เมื่อเป็ความประสงค์ของเ้า”
ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความเหนื่อยล้า
“ข้าจะทำในสิ่งที่เ้า้าเอง”
แม้ถ้อยคำจะฟังดูอ่อนแรง หากการตัดสินใจนั้นกลับหนักแน่นยิ่ง พระองค์ย่อมตระหนักดีว่า การดึงผู้มีความสามารถกลับมารับใช้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้บุคลากรชั้นยอดหล่นหายไปในกาลเวลา
ในอดีต การที่ม่อหรานสามารถก้าวขึ้นเป็แม่ทัพั้แ่อายุยังน้อย ก็ล้วนเกิดจากการสนับสนุนของพระองค์เอง ฮ่องเต้ หลี่เซวียนหยวนคือผู้มองเห็นแววความสามารถในตัวชายหนุ่มผู้นี้ก่อนผู้ใด ทั้งสติปัญญา ความเด็ดขาด และความกล้าหาญที่ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจยามนี้ การดึงม่อหรานกลับคืนมา มิใช่เพียงเพื่อปกป้องโอรสหากยังเป็การแก้ไขความผิดพลาดในอดีต…ที่แม้แต่ฮ่องเต้ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้
ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ สายตาขององค์ฮ่องเต้แผ่ขยายอยู่ทั่วทุกทิศ การจะตามหาตัวผู้ใดสักคน โดยเฉพาะอดีตแม่ทัพผู้เคยมีชื่อเสียงเช่นม่อหราน ย่อมไม่ใช่เื่ยากเย็นอันใด
ยามสายของวัน ม่อหรานและเสวียนหนิงเดินลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยม ทว่าภาพที่ปรากฏกลับทำให้ทั้งสองชะงักฝีเท้า
ภายในโรงเตี๊ยมเงียบสงัดผิดปกติ ทั้งที่เป็่เวลาซึ่งควรคึกคักไปด้วยผู้คน ไม่ว่าจะเป็แขกที่มารับประทานอาหารหรือผู้ที่มานั่งดื่มสุรายามสาย แต่บัดนี้ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของเถ้าแก่ร้านหรือเด็กรับใช้สักคนเดียวความสงสัยยังไม่ทันก่อตัวได้เต็มที่ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเรียบสงบ
“วันนี้ท่านตื่นสายนะ…ท่านแม่ทัพ”
ม่อหรานหยุดนิ่งชายวัยกลางคนนั่งอยู่โต๊ะใกล้หน้าต่าง ในมือถ้วยชาร้อนที่ยังมีไออุ่นลอยขึ้นเบา ๆ ท่าทางผ่อนคลาย ราวกับกำลังดื่มชาทั่วไปในยามเช้าแต่เพียงสบตาเดียวหัวใจของม่อหรานก็สะท้านวาบ
“ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน…”
เขาเอ่ยนามนั้นออกมาอย่างแ่เบาฮ่องเต้ยิ้ม รอยยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน ราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังมองเด็กในปกครอง มิได้แสดงท่าทีแห่งผู้ครองแผ่นดินแม้แต่น้อย
“ข้าขอคุยกับท่านเป็การส่วนตัวได้หรือไม่”
ม่อหรานนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองเสวียนหนิง ส่งสายตาเป็นัยให้นางกลับขึ้นไปยังห้องพักเสวียนหนิงรับรู้ทันที นางพยักหน้าเบา ๆ แล้วหมุนกายจากไปโดยไม่เอ่ยคำถามใดภายในโรงเตี๊ยมที่เงียบงัน เหลือเพียงอดีตแม่ทัพผู้ถูกทอดทิ้งและฮ่องเต้ผู้กุมชะตาแผ่นดิน
“ร่างกายของเ้าดูดีขึ้นมาก” พระองค์ตรัสขึ้นก่อน น้ำเสียงไม่เร่งรัด “ดูเหมือนข่าวลือในเมืองหลวง…จะมิใช่เื่เกินจริงทั้งหมด” ม่อหรานเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แต่เป็รอยยิ้มที่ปราศจากความยินดี
