เืที่ซึมผ่านผ้าพันแผลบนหน้าแข้งของชายวัยกลางคนแห้งกรังจนเปลี่ยนสี จากแดงสดกลายเป็คราบน้ำตาลเข้มคล้ำราวสนิมจับเหล็ก มันกรีดร้องฟ้องนิพาว่าผ้าผืนนี้ไม่เคยถูกเปลี่ยนเลยนับั้แ่วันแรกที่พัน
“ไปทำแผลที่ไหนมาคะ” เธอเอ่ยถาม ขณะบรรจงคลี่ผ้าพันแผลที่แข็งกระด้างออกอย่างเชื่องช้า
“คนข้างบ้านช่วยพันให้” ชายผู้นั้นตอบ อายุคงราวห้าสิบต้นๆ ผิวคล้ำกรำแดด สองมือที่วางบนเข่าหยาบกระด้างจากงานหนักจนกลืนเส้นเอ็นที่เคยโปนปูดให้จมหาย น้ำเสียงของเขาแหบพร่า เป็น้ำเสียงของคนที่ไม่คุ้นชินกับการต้องพึ่งพาใคร “ไม่อยากรบกวนหมอ แต่มันบวมขึ้นทุกวัน”
“ดีแล้วค่ะที่มา”
าแยาวเกือบสองนิ้ว ขอบแผลบวมเป่งและแดงเรื่อ ไม่ใช่สีแดงสดของโลหิต แต่เป็สีแดงอมชมพูที่บ่งบอกว่าของเหลวกำลังคั่งอยู่ใต้ิั เมื่อนิพาลองใช้หลังมืออังดู ความร้อนที่ระอุออกมาก็สูงกว่าิัโดยรอบอย่างชัดเจน
ในศตวรรษที่ 21... เคสเช่นนี้เธอพบเจอได้ทุกสัปดาห์ คนไข้ที่มาช้าเกินไป คนที่เชื่อว่าาแเล็กน้อยจะสมานเองได้ จนกระทั่งมันลุกลามกลายเป็เื่ใหญ่... ที่นั่นเธอมียาปฏิชีวนะชั้นดี มีน้ำเกลือปลอดเชื้อ มีทีมพยาบาล และหากเกินกำลัง ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกครึ่งโหลรออยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน
แต่ที่นี่... ในพ.ศ. 2484... เธอมีเพียงน้ำต้มสุก ผ้าสะอาดที่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อ ขมิ้นชันสด น้ำเกลือที่เคี่ยวเอง และคลังความรู้จากตำราที่ยังไม่ถูกเขียนขึ้นด้วยซ้ำ
แต่มันต้องพอ
“จะล้างแผลก่อนนะคะ” เธอบอกเสียงเรียบ “อาจจะเจ็บนิดหน่อย”
ชายคนนั้นขบกรามแน่น ไม่ปริปากร้องสักคำ
นิพาบรรจงชะล้างาแด้วยน้ำเกลืออย่างแ่เบา จากด้านในสู่ด้านนอก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งของเหลวสีขุ่นที่ไหลซึมออกมาแปรเปลี่ยนเป็ใสสะอาด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของขมิ้นสดที่เธอตำเตรียมไว้ั้แ่เช้าลอยฟุ้งขึ้นในอากาศ ปะปนกับกลิ่นคาวเืเก่าที่กำลังถูกชะล้างออกไป
“คุณหมอทำอะไรคะ” เสียงของขวัญดังขึ้นจากด้านหลัง
“ล้างหนองออกก่อนลงยา” นิพาตอบโดยไม่ละสายตาจากงานตรงหน้า “ถ้าเราทายาทับของเสียที่ค้างอยู่ในแผล แผลจะไม่มีวันหาย”
“แต่ที่โรงพยาบาล เขาแค่...”
“โรงพยาบาลมีคนไข้รอคิวอีกเป็ร้อยชีวิต” เธอตัดบทอย่างนุ่มนวล “บางขั้นตอนอาจถูกรวบรัดไปบ้าง มันเป็เื่ที่เข้าใจได้”
ขวัญเงียบไป แต่ไม่ได้ขยับไปไหน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของหญิงสาวจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนิพา ไม่ใช่แค่ดู... แต่กำลังสลักทุกลำดับขั้นตอนลงในความทรงจำ
นับั้แ่คืนนั้นในโกดังเก็บสินค้า ขวัญก็ปรากฏตัวที่นี่ทุกเช้าโดยไม่ต้องเอ่ยขอ เธอช่วยต้มน้ำ พับผ้า เตรียมของอย่างคล่องแคล่ว เป็คนมือไวและปากหนัก ซึ่งสำหรับสถานพยาบาลจำเป็ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจแห่งนี้ คุณสมบัติทั้งสองอย่างนั้นล้ำค่าราวทองคำ
---
สามวันหลังะเิลง นครหลวงเริ่มหัดหายใจอีกครั้ง แม้จะยังสะดุดและหวาดระแวง
โรงพยาบาลใหญ่กลายเป็อาณัติของกองทัพญี่ปุ่นไปแล้วครึ่งหนึ่ง แม้ยังเปิดรับพลเรือน แต่ค่ารักษาพยาบาลก็ถีบตัวสูงขึ้นในชั่วข้ามคืน และผู้คนที่ยังสับสนว่าจะเลือก ‘ให้ความร่วมมือ’ กับฝ่ายใด ก็พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ซึ่งมีเงาทหารญี่ปุ่นเดินขวักไขว่ให้มากที่สุด
ร้านยาของนายแพทย์สงวนตั้งอยู่ในตรอกที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตรอกไฟ” มาเนิ่นนานก่อนาจะปะทุ ด้วยเหตุผลว่าท้ายตรอกเคยเป็ที่ตั้งของโรงตีเหล็กที่พ่นควันไฟคุกรุ่นตลอดวัน แต่บัดนี้ชื่อนั้นกลับยิ่งเหมาะสมกับความจริงอันโหดร้าย เพราะโรงตีเหล็กที่ว่าได้มอดไหม้เป็ตอตะโกไปแล้วในคืนวันทิ้งะเิ
และข่าวลือในตรอกก็เดินทางเร็วกว่าเชื้อโรค... มันซอกซอนไปถึงทุกหลังคาเรือนก่อนที่เ้าของเื่จะรู้ตัว
ว่าลูกสาวหมอสงวนกลับมารักษาคนในย่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย วิธีการของเธอแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แผลที่หมอคนอื่นบอกให้รอดูอาการ กลับเริ่มแห้งและดีขึ้นในสามวันหลังผ่านมือเธอ
และเช้านี้ ก็มีคนมารออยู่หน้าร้านั้แ่ฟ้ายังไม่สาง
---
แม่ลูกคู่หนึ่งมาพร้อมเด็กชายวัยสามขวบ แขนขวาของเด็กน้อยมีรอยแผลไฟไหม้พุพองที่นิพาประเมินในใจได้ทันทีว่าเป็รอยไหม้ระดับสอง และกว้างพอที่จะคร่าชีวิตเด็กเล็กได้หากติดเชื้อ
“โดนสะเก็ดไฟตอนบ้านข้างๆ ไฟไหม้ค่ะ” ผู้เป็แม่เล่าด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเศร้า “พาไปโรงพยาบาลแล้ว เขาบอกว่าเตียงเต็ม”
เด็กชายตัวน้อยไม่ร้องไห้เลยสักนิด เขานั่งนิ่งในอ้อมแขนแม่ ดวงตากลมโตจ้องมองเธอไม่กะพริบ
เด็กที่เ็ปจนหยุดร้องไห้... น่ากลัวกว่าเด็กที่กรีดร้องโหยหวนเสมอ
“ชื่ออะไรครับ” นิพาถามพลางย่อตัวลง ยื่นมือออกไปช้าๆ อย่างไม่คุกคาม
เด็กน้อยเหลือบมองมือของเธอ แล้วสบตากับแม่
“เล็กครับ”
“น้องเล็ก” เธอทวนคำเสียงอ่อนโยน “ให้หมอดูแขนหน่อยได้ไหมครับ ไม่เจ็บนะ แค่ดูเฉยๆ”
เด็กชายยื่นแขนที่าเ็ออกมาอย่างว่าง่าย ความเชื่อใจที่บริสุทธิ์นั้นทำให้นิพาเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
ตลอดชีวิตการเป็แพทย์ในศตวรรษที่ 21 เธอรักษาเด็กมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกว่ากำลังแบกรับบางสิ่งที่หนักหน่วงเกินกว่าสัญญาณชีพ
ตลอดเวลาที่นิพารักษาแผล ขวัญนั่งลงข้างๆ เด็กชาย ขวัญไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการสร้างโลกใบเล็กๆ ขึ้นมาชั่วคราว เธอชวนคุยเื่สุนัขจรจัดในตรอก เื่ต้นขนุนหน้าบ้านที่ลูกดกจนกิ่งแทบหัก จนเด็กชายเงยหน้าขึ้นฟังอย่างสนใจ นิ้วเล็กๆ ที่เคยจิกแขนแม่ไว้แน่นค่อยๆ คลายออก
เมื่อแม่ลูกกลับไปแล้ว ขวัญจึงเอ่ยถาม “ทำไมคุณหมอถึงชวนเขาคุยเื่อื่นคะ”
“เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ” นิพาตอบขณะเก็บอุปกรณ์ “ความเ็ปจะรุนแรงขึ้นเมื่อเราจดจ่ออยู่กับมัน เด็กๆ ก็เหมือนผู้ใหญ่ แค่พวกเขาซ่อนความรู้สึกไม่เก่งเท่าเรา”
ขวัญพยักหน้ารับช้าๆ เป็การพยักหน้าที่บอกว่ากำลังเรียนรู้ ไม่ใช่แค่รับฟัง
“ขวัญเรียนจบจากที่ไหน” นิพาเปลี่ยนเื่ถาม
“โรงเรียนสตรีศิลปาคารค่ะ” เธอตอบ “อยากเรียนต่อ แต่คุณพ่อบอกว่าผู้หญิงเรียนสูงไปก็ไม่มีประโยชน์”
นิพาวางผ้าก๊อซลงบนโต๊ะ หันมาสบตาขวัญโดยตรง “แล้วขวัญอยากเรียนต่อไหม”
ประกายวูบหนึ่งปรากฏขึ้นในดวงตากลมโตคู่นั้น ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็ความปรารถนาที่ไม่รู้จะนำไปฝากไว้ที่ใด “ถ้ามีโอกาส... ก็อยากเรียนค่ะ”
“งั้นก็เรียนที่นี่” นิพาพูดเสียงเรียบ “ช่วยงานทุกวัน สังเกต แล้วก็ถาม ฉันจะสอนให้ทุกอย่างที่ฉันรู้ อาจไม่มีใบประกาศนียบัตรให้ แต่ความรู้ที่ได้จะติดตัวและใช้งานได้จริง”
ขวัญนิ่งไปสามวินาที ไม่ใช่เพราะกำลังครุ่นคิด แต่กำลังซึมซับทุกถ้อยคำที่ได้ยิน
แล้วเธอก็พยักหน้าช้าๆ แต่หนักแน่น
---
คนไข้รายที่สี่ของวันมาพร้อมกับปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นมาก
ชายหนุ่มคนหนึ่งพยุงร่างของชายอีกคนที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่ ใบหน้าของคนป่วยซีดเผือดชุ่มเหงื่อทั้งที่อากาศยามเช้ายังเย็นสบาย กลิ่นอายของไข้สูงที่คุกรุ่นมาสองวันลอยปะปนมากับกลิ่นฝุ่นดินและเสื้อผ้าที่ไม่ได้เปลี่ยน
“นายฮวดไข้ขึ้นสูงมาสองวันแล้วครับหมอ” ชายหนุ่มที่พยุงมารีบรายงาน “กินยาต้มแล้วก็ไม่ลด ไปโรงพยาบาลเขาก็บอกให้รอ”
นิพารีบเข้าไปใช้หลังมือแตะหน้าผากของฮวด... ร้อนจัดเหมือนไฟ
“ให้เขานั่งตรงนั้น ขวัญ ช่วยเตรียมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้หน่อย”
เธอเริ่มตรวจร่างกายอย่างเป็ระบบ ประเมินอุณหภูมิจากัั จับชีพจร นับอัตราการเต้นของหัวใจ ดูลิ้น ส่องดูในลำคอ และกดท้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติ
ไข้สูง แต่ท้องไม่แข็ง ลิ้นไม่มีฝ้าขาว คอไม่บวม
ไม่ใช่ไข้รากสาดน้อย ไม่ใช่เืออกภายใน น่าจะเป็การติดเชื้อจากาแที่เ้าตัวอาจไม่ทันสังเกต
“มีแผลที่ไหนบ้างไหมคะ แม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ”
ฮวดใช้เวลาคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยกแขนซ้ายขึ้น ใต้รักแร้ของเขามีรอยขีดเล็กๆ ที่แดงช้ำจนเกือบลืมไปแล้ว
“น่าจะโดนไม้เกี่ยวตอนเข้าไปเก็บของในบ้านที่พัง”
นิพาเพ่งมองาแนั้น... ขอบแผลแดงก่ำ และมีเส้นสีแดงจางๆ ลากยาวออกมาจากขอบแผลราวหนึ่งเิเ มันเป็เส้นที่บางมากจนแทบมองไม่เห็น หากไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร
แต่สำหรับเธอที่รู้... มันชัดเจนราวนรกมาปรากฏ
เส้นแดงนั้นคือสารจากมัจจุราชที่คนในยุคนี้ยังอ่านไม่ออก แต่ในศตวรรษที่ 21 มันคือสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด... การติดเชื้อกำลังลุกลามผ่านระบบน้ำเหลือง หากไม่หยุดยั้งมันตอนนี้ มันจะเข้าสู่กระแสเื
และในยุคที่ไร้ซึ่งยาปฏิชีวนะ... มันคือคำพิพากษา
เธอไม่ได้พูดความคิดนั้นออกไป แต่การเคลื่อนไหวของเธอกลับรวดเร็วและเฉียบขาดขึ้นทันที
“ขวัญ! ขอน้ำร้อนที่สุดเท่าที่จะหาได้ ขมิ้นในขวดสีเขียว แล้วก็ผ้าสะอาด!”
ขวัญไม่ถามซ้ำสักคำ เธอทะยานออกไปทันที
นิพาล้างแผล รีดหนองออก ชะล้างซ้ำด้วยน้ำร้อนจัดสลับน้ำเย็น ทำเช่นนั้นสี่รอบจนกลิ่นฉุนของขมิ้นคละคลุ้งไปทั่วห้อง ปะปนกับกลิ่นเหงื่อและกลิ่นเนื้อเยื่อที่กำลังอักเสบ
หลังจากพันแผลเสร็จ เธอก็หันไปหาชายหนุ่มที่พาฮวดมา
“ให้เขาดื่มน้ำมากๆ ต้องเป็น้ำต้มสุกเท่านั้น ห้ามดื่มน้ำดิบเด็ดขาด” เธอสั่งเสียงเข้ม “คืนนี้ถ้าไข้ยังไม่ลด ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวทุกครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่ห่มผ้าให้อบ เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับฟังทุกคำสั่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากกังวลเป็ตั้งใจจริงจัง
“แล้วพรุ่งนี้เช้าพามาอีกครั้ง แต่ถ้าเส้นสีแดงที่แขนมันลามยาวออกไปกว่าเดิม... ให้มาหาฉันทันที ไม่ต้องรอให้ถึงเช้า”
“ครับหมอ” เขารับคำ ก่อนจะชะงัก “แล้วค่ารักษา...”
“คืนนี้คุณต้องคอยดูแขนเขาให้ดีทุกชั่วโมง” เธอตอบกลับ “นั่นแหละคือค่ารักษาของฉัน”
---
่บ่าย นายแพทย์สงวนพอลุกขึ้นนั่งได้แล้ว แม้แขนข้างหนึ่งจะยังอยู่ในเฝือกชั่วคราว
บิดานั่งบนเก้าอี้ไม้ข้างประตูห้องตรวจ มองเห็นการทำงานของลูกสาวได้เป็บางส่วน เขาไม่ได้เอ่ยคำใด แต่สายตาฝ้าฟางคู่นั้นจะทอประกายวาบขึ้นทุกครั้งที่นิพาเอ่ยปากสอนขวัญถึงเทคนิคการทำแผล
นิพารับรู้ถึงสายตานั้น แต่ไม่ได้ทักท้วง
ความทรงจำของสาวิตรีบอกว่า... พ่อไม่เคยเอ่ยคำว่ารักหรือภูมิใจออกมาตรงๆ แต่ท่านจะแสดงออกผ่านการเฝ้ามองแบบนี้เสมอ... แต่ในฐานะแพทย์ที่อ่านภาษากายของผู้คนมานับทศวรรษ นิพากลับอ่านสายตาคู่นั้นได้ชัดเจนยิ่งกว่าลายมือ... มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวของท่านยังคงอยู่ และยังคงทำในสิ่งที่ท่านรัก
บ่ายสามโมง ปทิตตาเดินออกมาจากส่วนในของบ้านพร้อมถ้วยชาอุ่นๆ เธอวางมันลงบนโต๊ะข้างนิพาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วจึงเดินกลับเข้าไป ท่วงท่าสง่างาม เสื้อผ้าเรียบกริบไร้รอยยับ ราวกับว่าความเนี้ยบภายนอกคือปราการด่านสุดท้ายที่เธอจะไม่มีวันยอมสละ
นิพามองควันที่ลอยกรุ่นขึ้นจากถ้วยชา
มันไม่ใช่การขอโทษ และไม่ใช่การยอมรับ... แต่คือการหย่าศึกชั่วคราว
เธอยกชาขึ้นดื่ม
---
สรวิชญ์มาถึงตอนใกล้ค่ำ เขาไม่ได้เข้าทางหน้าร้าน แต่ลัดเลาะมาทางกำแพงด้านหลังที่พังทลายลงครึ่งหนึ่ง เปิดเป็ช่องทางลับสำหรับผู้ที่รู้เท่านั้น
นิพากำลังจดบันทึกอยู่ใต้แสงเทียนสองเล่มในห้องด้านใน กลิ่นขี้ผึ้งจางๆ และกลิ่นน้ำมันก๊าดที่เพิ่งดับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อนยังอ้อยอิ่งในอากาศ ผสมกับกลิ่นยาจางๆ และฝุ่นที่นอนนิ่งในมุมมืด
“วันนี้รักษาไปกี่คน” เขาถาม พลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“เจ็ดคนค่ะ” เธอตอบโดยไม่เงยหน้า “เป็คนในตรอกนี้ทั้งหมด”
“ชื่อเสียงของคุณไปเร็วกว่าที่คิด”
“พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น โรงพยาบาลทั้งแพงทั้งวุ่นวาย”
เธอวางปากกาลง สบตากับเขา สรวิชญ์ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ แต่แม้จะสวมเสื้อผ้าสามัญ แผ่นหลังที่ตั้งตรงนั้นเป็ของบุรุษในเครื่องแบบเสมอ แสงเทียนที่ตกกระทบแนวสันกรามคมคายขับให้ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมยิ่งกว่ายามกลางวัน
“มีอะไรจะบอกฉันหรือคะ”
“แค่มาดูให้แน่ใจ” เขาตอบ “คุณกำลังกลายเป็จุดสนใจมากขึ้นทุกวันนะวิตรี ผู้คนเห็นคุณ... และจับตาดู”
“ฉันรู้”
“ไม่ใช่แค่คนในตรอก” เขาพูดต่อ น้ำเสียงยังคงเรียบ แต่กลับหนักแน่นขึ้น “มีคนนอกพื้นที่แวะเวียนมาดูลาดเลาด้วย... น่าจะเป็สายข่าว”
นิพาชะงักไปเล็กน้อย
“วันนี้คุณได้รักษาคนที่าเ็จากการสู้รบหรือเปล่า”
เธอทบทวนรายชื่อคนไข้ในใจอย่างรวดเร็ว... ชายแผลติดเชื้อ แม่ลูกถูกไฟลวก ฮวดที่มีไข้สูง และอีกสี่คน... ไม่มีใครมีลักษณะเหมือนสมาชิกขบวนการเสรีไทย
“ไม่ค่ะ”
“ดีแล้ว” สรวิชญ์กล่าวสั้นๆ
ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นไม่น่าอึดอัด มันเป็ความเงียบระหว่างคนสองคนที่ไม่จำเป็ต้องเฟ้นหาถ้อยคำมาเติมเต็มช่องว่าง ซึ่งเป็ความรู้สึกที่นิพาไม่คุ้นเคยนัก
“เขียนอะไรอยู่” เขาถามในที่สุด
“รายการยา สมุนไพร วิธีการเตรียม และทุกอย่างที่ฉันรู้... ที่คิดว่าน่าจะเป็ประโยชน์”
สายตาของสรวิชญ์จับจ้องอยู่ที่สมุดบันทึก “จำทั้งหมดนี่มาจากไหน”
“เป็คนความจำดีค่ะ” เธอตอบเลี่ยง
เขาไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่สายตาของเขายังคงทอดมองสมุดเล่มนั้นนานกว่าที่ควร ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของสิ่งที่มองไม่เห็น
---
เขากลับไปก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่งจนสนิท
นิพาจดบันทึกต่ออีกเกือบชั่วโมง จนกระทั่งนิ้วมือเริ่มชา สิ่งที่เธอเขียนไม่ใช่แค่ตำรายา แต่มันคือคู่มือการเอาชีวิตรอดในยุคสมัยนี้... วิธีทำน้ำเกลือจากวัตถุดิบในตลาด วิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน วิธีรักษาแผลไฟไหม้ด้วยน้ำผึ้งและว่านหางจระเข้ วิธีสังเกตสัญญาณเตือนของการติดเชื้อระยะลุกลาม วิธีเข้าเฝือกกระดูกหักโดยไร้อุปกรณ์ทางการแพทย์
ความรู้กว่าทศวรรษจากชีวิตเก่า กลั่นออกมาเป็สมบัติล้ำค่าที่ไม่มีใครในยุคนี้
ฉันรู้ว่าาโลกครั้งที่สองจะจบลงในปี 2488... อีกสี่ปีนับจากนี้ ฉันรู้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะชนะ และขบวนการเสรีไทยจะประสบความสำเร็จ... แต่ความรู้เ่าั้จะไร้ความหมาย หากไม่มีใครมีชีวิตรอดไปจนถึงวันนั้นเพื่อรับ่ต่อ
เธอจรดปากกาลงบนหน้าแรกของสมุดเล่มใหม่ที่เพิ่งเปิด... เขียนชื่อ ‘ขวัญ’ ตัวบรรจง
---
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นนั้นดึกเกินกว่าจะเป็คนไข้... นายแพทย์สงวนหลับไปแล้ว ขวัญกลับบ้านไปนานแล้ว และปทิตตาก็คงอยู่ในห้องของเธอ
นิพาจึงเป็คนไปเปิดประตูเอง
ผู้มาเยือนไม่ใช่ชาวบ้านที่าเ็ และไม่ใช่สรวิชญ์
เขาทหารไทยในเครื่องแบบเต็มยศ ยืนตัวตรงแน่ว ในมือถือซองจดหมาย กลิ่นฝุ่นดินของถนนยามค่ำและกลิ่นหนังฟอกของเข็มขัดลอยออกมาจากร่างสูง สายตาของเขามองเลยบ่าเธอเข้าไปในบ้าน... เป็สายตาของคนที่อึดอัดใจกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
“คุณสาวิตรี สุขสวัสดิ์ ใช่หรือไม่ครับ”
“ใช่ค่ะ”
เขายื่นซองจดหมายให้ “จากนายแพทย์ทาเคดะ แพทย์ประจำกองทัพจักรพรรดิ... ท่านขอนัดพบคุณในวันพรุ่งนี้เช้า”
นิพารับซองจดหมายมา แต่ยังไม่เปิดมันออก
“ขอบคุณ”
นายทหารพยักหน้ารับ แล้วหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ
เธอปิดประตูลง ยืนนิ่งอยู่กับซองจดหมายในมือท่ามกลางความมืด
เมื่อเปิดออก... ข้อความข้างในนั้นสั้นกระชับ เป็ภาษาไทยลายมือบรรจง ‘เชิญ’ ให้เธอไปพบที่โรงพยาบาลทหารในเวลาแปดนาฬิกาเช้าวันรุ่งขึ้น ลงนาม “นายแพทย์ตรี ทาเคดะ เคนจิ”
ใช้คำว่า ‘เชิญ’... ไม่ใช่ ‘คำสั่ง’
แต่นายแพทย์ทาเคดะได้ยินชื่อของเธอแล้ว
และสำหรับผู้มีอาวุธใน... คำว่า ‘เชิญ’ กับ ‘คำสั่ง’ นั้นต่างกันเพียงความสุภาพที่เคลือบไว้บนหน้ากระดาษเท่านั้น
