ชายชราผู้นี้กลับเฉลียวฉลาดนัก เจียงเฉิงเยว่ยังไม่ได้เปิดปากพูดถึงเนื้อหาข้อตกลง เมื่อเห็นท่าทางของชายชราในยามนี้ที่ราวกับว่าได้พบบิดาแท้ๆ ของตนเอง ส่วนใหญ่เขาคงจะคาดเดาได้แล้ว ได้ข้อสรุปโดยพื้นฐานแล้วอย่างไม่ใช่ก็ใกล้เคียง
แน่นอนว่าหากเจียงเฉิงเยว่มาที่นี่ เขาคิดไว้แล้วว่าเงื่อนไขเช่นนี้ชายชราจะไม่ปฏิเสธ ทว่าขั้นตอนที่ควรดำเนินการยังต้องดำเนินการ เจียงเฉิงเยว่จึงยื่นมือไปประคองเล็กน้อย “เ้าสำนักลู่ ลุกขึ้นมาพูดคุยกันเถิด”
ผู้เฒ่าลู่ลุกขึ้นจากพื้นด้วยความลำบากใจ เขาลากม้านั่งมาด้วยตนเองแล้วนั่งตรงข้ามคนทั้งสอง พวกเขาเริ่มพูดคุยกัน
เจียงเฉิงเยว่กล่าว “ข้ามีเื่ราวที่จำเป็ต้องรบกวนเ้าสำนักลู่ ไม่ใช่เื่ยาก สำหรับสำนักป้าเทียนนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ” เขายกมุมปากอย่างล่อลวง จงใจเผยรอยยิ้มคลุมเครืออยู่หลายส่วน เล่าอย่างเชื่องช้า “ข้าไม่เคยปฏิบัติต่อคนของตนเองอย่างไม่เป็ธรรม ครั้งนั้นที่เ้าสำนักลู่เรียกมาบนโลก...คือผู้ใดกัน? ซั่วเจินอยู่ภายใต้คำสั่งของเป่าซูเจาเฉิงเจินจวินใช่หรือไม่? แม้ว่าข้าจะไม่คุ้นเคยกับเขา แต่ยามข้าพบเจาเฉิงเจินจวินก่อนหน้านี้ ข้าเคยเห็นเขาจากระยะไกลสองสามครั้ง...เขาขายเกียรติของข้าเล็กน้อยเช่นนี้ หากคิดดูแล้วคงไม่ยากนัก”
เ้าสำนักลู่เช็ดเหงื่อจากหน้าผากด้วยความลำบากใจ จากนั้นหัวเราะแห้งสองสามครั้ง “ทำให้ฉิงชางจวินหัวเราะแล้ว เหอะๆๆๆๆ”
เจียงเฉิงเยว่แนะนำเขาด้วยรอยยิ้มบางอีกครั้ง “เมื่อถึงเวลา เ้าสำนักลู่ค่อยหาโอกาสอีกครั้งใช้งานเขาต่อหน้าผู้คน...ไม่จำเป็ต้องกังวลว่าจะมีอาวุธวิเศษเช่น ‘มุกเสวียนหลิง’ จำพวกนั้นของไป๋เจ๋อจวิน”
เ้าสำนักลู่เผยท่าทางยินดี “ฉิงชางจวินยังคงคิดอย่างรอบคอบ ฮ่าๆๆ “
การอัญเชิญผีและเทพเ้า จำเป็ต้องทำสัญญาพื้นฐานกับเซียนจวินหรือาาผีที่อัญเชิญมาทั้งหมด อย่างน้อยต้องถูกชะตากับท่านและเต็มใจให้ท่านเรียก...ก่อนหน้านี้ด้วยการบ่มเพาะของเ้าสำนักลู่และสำนักป้าเทียนที่มีชื่อเสียง อีกฝ่ายซึ่งเป็ผู้คุมิญญาที่มีชื่อภายใต้สิบยมราชจะถูกชะตาได้อย่างไร?
ทว่าสุดท้าย หากมีผู้แนะนำก็นับเป็อีกเื่หนึ่ง
เมื่อถึงเวลา ผู้คุมิญญาที่แท้จริงจากปรโลกจะถูกเชิญขึ้นมา สิ่งที่น่าสงสัยย่อมสามารถดูออกได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องกล่าวถึงการล้างความอัปยศ นี่อาจเป็การทำให้ไป๋เจ๋อจวิน หนีรั่วหลีและคนอื่นๆ ที่ยืนยันก่อนหน้านี้โดนตบหน้า! แล้วจะไม่ให้เ้าสำนักลู่ผู้นี้ยิ้มอย่างเบิกบานใจในเวลานี้ได้อย่างไร?
ภายหลังเห็นว่าฝังความคิดค่อนข้างเรียบร้อย เจียงเฉิงเยว่กล่าวถึงเงื่อนไขของตนเอง เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายจะตกลงอย่างรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์คือคนผู้นั้นลังเลอย่างคาดไม่ถึง “นี่มัน...”
ทันใดนั้น สีหน้าของเจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีมืดมน เจียงเฉิงเยว่ขมวดคิ้วแน่น ถามด้วยใบหน้าจริงจัง “ทำไมหรือ?”
เ้าสำนักลู่เอ่ย “ไม่ใช่เื่ยากจริง...หายากนักที่ฉิงชางจวินจะให้ความสำคัญ ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ... “
เจียงเฉิงเยว่รู้สึกไม่ยินดีเล็กน้อย “ดังนั้น?”
เ้าสำนักลู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉิงชางจวินอย่าได้โกรธเคือง สำนักป้าเทียนจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยเหลือฉิงชางจวิน เพียงแต่...ขอฉิงชางจวินโปรดเมตตา นอกจากผู้คุมิญญากับเ้าหน้าที่ภูตผีที่อยู่ภายใต้เจาเฉิงเจินจวินแล้ว หวังว่าฉิงชางจวินจะตอบรับการอัญเชิญของเราเช่นกัน...” เขายังไม่ทันเอ่ยจบ เจียงเฉิงเยว่หัวเราะอย่างเ็า แม้แต่สีหน้าของอี้จื่ออีก็ย่ำแย่
ชายชราคนนี้ช่างเป็สิ่งที่เหยียบจมูกขึ้นหน้า[1] เสียจริง! ผู้คุมิญญาภายใต้สิบยมราชกับเขาที่เป็ฉิงชางจวินผู้ซึ่งเป็สองาาผีผู้ยิ่งใหญ่แห่งปรโลก...จะเปรียบเทียบกันได้อย่างไร? ชายชราโลภมากเช่นนี้ เผยการร้องขอต่อหน้าตน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะโกรธ เจียงเฉิงเยว่เกลียดการกระทำของอีกฝ่ายนัก เขายกยิ้มหยัน น้ำเสียงเย็นเยียบ “เ้าสำนักลู่...ท่าน้าให้ข้าตอบแทนท่านด้วยใบหน้าใหญ่โตเช่นนี้ ท่านจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนกับข้าเล่า?”
ถึงอย่างไรฉิงชางจวินก็ปะปนอยู่ในสองโลกมาหลายปีแล้ว เขาไม่ใช่เด็กอายุสามขวบ จะถูกชายชราหลอกใช้อย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร?
เ้าสำนักลู่เอ่ยด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “ในเมื่อฉิงชางจวิน้าสืบสวนคดีโซ่วหลิงอย่างละเอียด ด้วยสถานะในปัจจุบันคงไม่สะดวกในการดำเนินการ ขอเพียงฉิงชางจวินมีรับสั่ง พลังทั้งหมดของสำนักป้าเทียนพร้อมส่งให้กับฉิงชางจวิน!”
เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงไปชั่วครู่ ทั้งทอดถอนใจและเอ่ยด้วยรอยยิ้มเ็า “ถึงอย่างไรสำนักป้าเทียนก็เป็หนึ่งในสำนักของสี่ขุนเขาเจ็ดดอย...จะสมรู้ร่วมคิดกับาาผีอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้จริงหรือ? ไม่กลัวว่าสำนักเต๋าอื่นจะเหยียดหยามและประณามหรือไร?”
เ้าสำนักลู่ยกยิ้ม “ฉิงชางจวิน เหตุใดถึงได้ดูแคลนตนเองกัน? หากพูดว่าเป็การสมรู้ร่วมคิด ในเมื่อทำข้อตกลงเพียงข้อหนึ่งเป็การสมรู้ร่วมคิด ทำข้อตกลงสองข้อก็เป็การสมรู้ร่วมคิดเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นเหตุใดถึงไม่สมรู้ร่วมคิดให้ถึงที่สุดเลยเล่า? สำหรับสำนักเต๋าที่เหลืออย่างนั้นหรือ อย่างไรก็เป็แค่บุคคลโง่เขลาที่ทะนงตนเท่านั้น จะกังวลกับสิ่งเหล่านี้ไปทำไม?”
เจียงเฉิงเยว่เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังเชื่อมสัมพันธ์กับเขาที่มีฐานะสูงส่ง อี้จื่ออีเคยกล่าวไว้ว่าคุณสมบัติประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วหล้าของสำนักป้าเทียนคือความไร้ยางอาย ช่างไร้ยางอายเสียนี่กระไร!
แม้แต่อี้จื่ออียังอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยรอยยิ้มเหน็บแนม “เ้าสำนักลู่ช่างคิดได้ทะลุปรุโปร่ง”
ผู้เฒ่าลู่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างปลายเข็มปะทะปลายเข็ม[2] “ในเมื่อใต้เท้ามาที่แห่งนี้พร้อมกับฉิงชางจวิน เหตุใดต้องวิ่งห้าสิบก้าวแล้วหัวเราะคนที่วิ่งร้อยก้าว[3] ด้วย? เราทุกคนล้วนพอกัน”
อี้จื่ออีถูกตัดบทจนพูดไม่ออก เขาส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้
เจียงเฉิงเยว่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วตอบกลับ “ตกลง ข้าสัญญาว่าจะตอบรับการอัญเชิญของท่านครั้งหนึ่ง สำหรับครั้งเดียวนี้ควรใช้อย่างไรนั้น...เ้าสำนักลู่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยตนเอง”
เจียงเฉิงเยว่พอจะเดาความคิดของชายชราผู้นี้ได้ บางทีอาจไม่ได้้าใช้งานตนเอง อี้จื่ออียังเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าสำนักป้าเทียนนี้จะปะทะกับสำนักจงหลีซาน ้าเอาชนะอีกฝ่ายตลอดเวลา หนีรั่วหลีผู้ซึ่งมีการบ่มเพาะสูงสุดของสำนักจงหลีซานในยามนี้ เรียกได้เพียงเ้าเมืองปี่อัั้นจากแดนเหนือของปรโลกเท่านั้น หากทางด้านนี้ผู้ที่เรียกมาคือเ้าเมืองอี้หลีาาผีแห่งปรโลกในตำนาน บางทีเพียงเปิดเผยโฉมย่อมสามารถช่วยพวกเขาบดขยี้สำนักจงหลีซานได้อย่างราบคาบ
ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลู่เข้าใจเจตนาของฉิงชางจวิน”
เจียงเฉิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย นับว่าบรรลุข้อตกลงแล้ว
.............................
ครึ่งเดือนต่อมา เมืองปี่อั้น ณ แดนเหนือแห่งปรโลก
เจียงเฉิงเยว่สวมเครื่องแบบสำนักเต๋าสีเทาของสำนักป้าเทียนด้วยนามแฝงหลินเฉิน เขาเดินแฝงไปกับเหล่าศิษย์ของสำนักป้าเทียนไปตามถนนในเมืองปี่อั้น
ผู้ที่ติดตามมาด้วยที่อยู่ข้างกายของเขานอกจากอี้จื่ออีที่เปลี่ยนเป็ชุดสีเทาเช่นเดียวกันแล้ว ยังมีชาวสำนักป้าเทียน นอกจากเ้าสำนักของพวกเขา ทั่วทั้งสำนักป้าเทียนมีคนไม่มากที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเด็กหนุ่มที่สง่างามผู้นี้ ซึ่งดูภายนอกไม่มีพิษภัยตุ่์และสัตว์
ยามแรกที่จวนอัครเสนาบดี ผู้ที่สามารถเข้ามาใกล้ชิดกับไป๋เจ๋อจวินล้วนเป็บุคคลสูงศักดิ์ทรงอำนาจในสำนักเต๋า สำหรับสำนักที่เล็กลงไปเฉกเช่นสำนักป้าเทียน การเบียดเสียดเข้าไปเผยหน้าตาก็นับว่าไม่เลวแล้ว และเ้าสำนักต้องอยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือต่อพวกเขา สำหรับศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักป้าเทียนที่ไปกัน เช่นเดียวกับเหล่าศิษย์น้องจากไท่ซื่อซานของอี้จื่ออีเ่าั้ ล้วนปกป้องค่ายกลที่ถนนด้านนอกจวนอย่างเชื่อฟัง
เจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีเปลี่ยนรูปลักษณ์ง่ายๆ เข้าสำนักป้าเทียนในฐานะผู้ฝึกฝนธรรมดา จนกระทั่งถูกสำนักส่งไปตลาดผีด้วยกัน
เมื่อไปตลาดผี สำนักเต๋ามักจะพาผู้ฝึกฝนธรรมดาเหล่านี้ไปด้วยในนามของการขอความช่วยเหลือชั่วคราว แต่ในความเป็จริงแล้ว เป็การรับะุ[4] ภายในตลาดผีซึ่งเต็มไปด้วยิญญาชั่วร้าย ผู้ฝึกฝนธรรมดาที่เข้ามาด้านใน หากการบ่มเพาะไม่เพียงพอจะถูกพวกเขานำเข้าสู่ร่างกาย ข้างกายจึงเคลื่อนไหวด้วยการใช้ ‘หยางเดิมและสารจำเป็ของโลหิต’ มาชดเชยเพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็กฎแห่งธรรมชาติ...ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกัน
ดังนั้นการที่ผู้ฝึกฝนธรรมดาภายใต้สำนักเต๋าเหล่านี้จะรวมตัว แยกย้าย หรือไปๆมาก็นับว่าเป็เื่ปกติ ไม่มีใครเกิดความสงสัย
เจียงเฉิงเยว่ถือดาบิญญาธรรมดาที่มอบให้โดยสำนักป้าเทียน สวมเสื้อคลุมกันลมเพื่อปิดใบหน้าครึ่งหนึ่ง อยู่ห่างจากอี้จื่ออีเล็กน้อยหลีกเลี่ยงความน่าสงสัย คนที่เดินอยู่ใกล้เขาที่สุดคือศิษย์น้อยผู้หนึ่งของสำนักป้าเทียน เพิ่งจะอายุสิบสามปีนามว่าเสี่ยวหูจื่อ นี่เป็ครั้งแรกที่ได้เข้าสู่ตลาดผีพร้อมกับเหล่าศิษย์พี่ จึงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นว่าเมืองปี่อั้นไม่แตกต่างจากตลาดและเมืองในโลกมนุษย์ เด็กน้อยจึงมองไปรอบด้านด้วยความสนใจ ยังคงดึงแขนเสื้อของเจียงเฉิงเยว่ไม่หยุด ยืนกรานที่จะชี้ให้เขาเห็น “พี่หลินๆ ดูนั่นสิๆ นั่นคืออะไร?”
หากจะบอกว่าตลาดผีกับโลกมนุษย์แตกต่างกันอย่างไร นอกจากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกันแล้ว น่าจะเป็ ‘คนสัญจร’ บนถนนกับ ‘สินค้า’ ที่ขายในร้านค้าภายในตลาด ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดตลอดกาลของปรโลก นอกจากเจียงเฉิงเยว่และผู้ฝึกฝนธรรมดาเฉกเช่นสำนักป้าเทียนที่เดินอยู่บนถนนแล้วคือภูตผีที่แผ่พลังหยินออกมาอย่างเลือนราง นี่คือสิ่งที่มีจำนวนมากที่สุดบนถนนใหญ่ บางครั้งยังมีที่รูปร่างแปลกประหลาดจากโลกปีศาจและโลกิญญามาเข้าร่วมอย่างครึกครื้น ถึงอย่างนั้นภาพรวมกลับกลมกลืนไปด้วยกัน ทั้งน่าแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์ใจ
เท่าที่มอง เจียงเฉิงเยว่เห็นว่าในกลุ่มผู้ฝึกฝนธรรมดาบนถนนใหญ่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่สวมชุดคลุมสีน้ำเงิน ดูจากเครื่องแบบแล้วคือคนของสำนักจงหลีซาน ไม่เสียทีที่เป็สำนักซึ่งเชี่ยวชาญในการขับไล่ผีอัญเชิญเทพเ้าและค้าขายข้อมูลเพื่อเลี้ยงชีพในปรโลก คาดว่าทุกๆ สามเดือนที่ตลาดผีเปิด ลูกศิษย์สำนักจงหลีซานที่มาก็ไม่เคยน้อยลง
“พี่หลิน?” หลังเสี่ยวหูจื่อเห็นเจียงเฉิงเยว่ไม่สนใจเขาเป็เวลานาน จึงเขย่าแขนเสื้ออย่างรีบร้อน
เจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีแฝงตัวอยู่ในสำนักป้าเทียนมาครึ่งเดือนแล้ว นับว่าคุ้นเคยกับศิษย์ในสำนักดี เจียงเฉิงเยว่ดูเหมือนกับพี่เลี้ยงเด็กที่เกิดมาเพื่อเอาใจเด็กน้อย เพียงไม่กี่วันก็มีเสี่ยวหูจื่อตามติดอยู่ด้านหลังเพิ่มมาอีกหนึ่ง และเขาก็สนุกไปด้วย จึงมองไปตามทิศทางนิ้วของเสี่ยวหูจื่อ มองเห็นว่าเป็ร้านค้าหรูหรายิ่ง ซึ่งขายชิ้นส่วนสมบัติ์ทุกชนิด บนแผงลอยหน้าประตูจัดวางไว้ด้วยกรงเหล็กสีดำ ซึ่งถูกด้ายสีแดงมัดอย่างแ่า ภายในนั้นปิดไว้ด้วยทารกน้อยสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือ กำลังเบิกตาคู่โตสีดำที่เปียกปอน น้ำตาแห่งความสิ้นหวังคลออยู่เต็มเบ้าตา มองคนที่สัญจรผ่านไปมาอย่างหวาดกลัว มีกองใบไม้ห้ากลีบเหนือศีรษะของทารกตัวน้อย ด้วยร่างกายของเขาที่สั่นเทาจึงแกว่งตะแกรงสั่นไปมา ช่างทำให้รู้สึกสงสารจริงเชียว
เจียงเฉิงเยว่พูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “เป็ทารกโสม[5] นับได้ว่าเป็สมบัติที่ดีที่สุดในบรรดาชิ้นส่วนสมบัติ์”
เสี่ยวหูจื่อวิ่งไปสองสามก้าวยืนอยู่ในระยะไกล เขาหันศีรษะกลับมามองเจียงเฉิงเยว่อย่างสงสาร “พี่หลิน มันน่าสงสารจัง”
เจียงเฉิงเยว่รู้สึกลำบากใจขึ้นมา เขาลูบศีรษะของเสี่ยวหูจื่อด้วยความลำบากใจ “หูจื่อ...” เ้ารู้ไหมว่าของเล่นนี้มีราคาแพงมากเพียงไหน?! ไม่ต้องพูดถึงเขาเลย...เงินกับหินิญญาในมือของศิษย์สำนักป้าเทียนทั้งหมดที่ออกมาในวันนี้ ยังซื้อไม่ได้แม้แต่รากโสมสักรากบนตัวของทารกโสม!
เมื่อเห็นฉิงชางจวินกำลังลำบาก อี้จื่ออีมาช่วยเขาคลี่คลายอย่างเข้าอกเข้าใจ จากนั้นเดินมาพูดด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหูจื่อ สิ่งนี้เป็สมุนไพรที่มีจิติญญา ไม่มีสติปัญญามากนัก อีกทั้งของเล่นนี้เปราะบางมาก หากเ้าซื้อไปเพื่อปล่อยคืนสู่ป่า สิ่งที่ได้รับความชั่วร้ายเช่นนี้มาแล้วจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน เช่นนี้จะเป็การทำให้มันสูญเปล่าอย่างไรล่ะ”
แน่นอนว่าเด็กน้อยเข้าใจเหตุผล ทว่าด้านความรู้สึกยังยากที่จะยอมรับอยู่เล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้ทารกโสมนั้นอีกครั้ง มองมันอย่างสงสาร แล้วมองเจียงเฉิงเยว่อีกครั้ง “พี่หลิน...”
เจียงเฉิงเยว่คิดในใจ พี่หลินของเ้าจ่ายไม่ไหวจริงๆ หูจื่อ!
อี้จื่ออีเห็นความลังเลของเขา จึงยกยิ้มแล้วโน้มตัวกระซิบที่ข้างหู “ฉิงชางจวิน ท่านคงไม่ใจอ่อนจนอยากซื้อมันจริงใช่หรือไม่? นอกจากสิ่งนี้แล้ว ในตลาดผียังมีของจำพวกนี้อีกจำนวนมาก ท่านซื้อได้อย่างหนึ่งแต่คงซื้อไม่ได้ทั้งหมดหรอกหระมัง?”
เจียงเฉิงเยว่ไม่รู้ด้วยแล้ว เขาถอนหายใจและพูดกับเด็กน้อย “ขอโทษ”
เสี่ยวหูจื่อก้มศีรษะลงด้วยความผิดหวัง มองไปที่ทารกโสมอย่างน้อยอกน้อยใจ จากนั้นเดินเข้าใกล้คิดจะยื่นมือไปลูบมันแ่เบา ฉับพลันทารกนั่นกลับแยกเขี้ยวใส่เขาเพื่อส่งเสียงเตือนจนเผยให้เห็นเขี้ยวในปากที่แตกต่างจากดวงตาโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำเป็อย่างยิ่ง หูจื่อใจนตัวสั่น
เวลานี้ ผู้ช่วยในร้านกำลังเดินออกมาจากห้องด้านใน เมื่อเห็นก็ขับไล่เขาอย่างโมโห “เด็กเหลือขอจากที่ไหนกัน? ยังไม่รีบหลบไปอีก! หากนายท่านของพวกเรามาเห็นเข้า รับรองว่าเ้าได้กินไม่หมดแล้วแอบห่อกลับบ้านแน่[6] !”
ความโกลาหลนี้ เหล่าศิษย์พี่น้องจากสำนักป้าเทียนของเสี่ยวหูจื่อต่างเห็นทั้งหมด จึง้าจะก้าวเข้ามาร่วมกับศิษย์น้องร่วมสำนัก ทว่าเมื่อเห็นรูปร่างมนุษย์ที่ควบแน่นเป็ร่างแท้จริงของผู้ช่วยคนนั้นพลันหมดกำลังใจ
หากจะกล่าวถึงวิธีการตัดสินระดับการบ่มเพาะของภูตผีในปรโลกอย่างรวดเร็วได้อย่างไรนั้น เมื่อกลายร่างเป็ร่างมนุษย์ ระดับของการควบแน่นเป็ร่างที่แท้จริงและความละเอียดของรายละเอียดจะสามารถรู้ได้คร่าวๆ
ในระดับของภูตผีเร่ร่อนธรรมดา ถึงแม้ผีที่ตายจากการสังหารอย่างน่าสลดใจส่วนใหญ่เป็เงาร่างที่โปร่งใสและล่องลอย ระดับยิ่งสูงจะยิ่งใกล้เคียงกับมนุษย์ที่มีชีวิต เฉกเช่นระดับาาผีอย่างเจียงเฉิงเยว่ หลิวเฟิงและโยวหยวน เมื่อกลายร่างเป็มนุษย์หรือเผยร่างที่แท้จริง โดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างจากมนุษย์ที่มีชีวิต คนธรรมดาสามารถมองเห็นและััได้ เพียงแต่ไม่มีอุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจและลมหายใจ จากจุดนี้ หาก้าปกปิดจริงๆ ด้วยเคล็ดวิชาภาพมายาเล็กน้อยอาจทำให้ผู้คนสับสนได้ ดังนั้นจึงมีเพียงนักพรตผู้ที่มีการบ่มเพาะลึกซึ้งเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถแยกแยะได้
ฉิงชางจวินนึกถึงยามนั้น เขาเคยใช้จุดนี้เพื่อไปมาระหว่างโลกมนุษย์และปรโลกอย่างอิสระราวกับปลาได้น้ำ
ทว่ายามนี้ แม้แต่ผู้ช่วยตัวเล็กๆ ในร้านผู้นี้ที่ใกล้จะกลายเป็ร่างจริง เห็นได้ชัดว่าการบ่มเพาะของเ้าของร้านนี้เป็อย่างไร ทั้งรู้ว่าร้านนี้มีประวัติอันยาวนานและรังแกลูกค้าอย่างไรอีกด้วย กล่าวอย่างง่ายๆ ได้ว่า สำนักป้าเทียนที่เป็สำนักเล็กๆ ในโลกมนุษย์นี้ย่อมไม่อาจจัดการพวกเขาได้
ชาวสำนักป้าเทียนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้นด้วยความลำบากใจเป็อย่างมาก จึง้าเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ในบรรดาศิษย์สำนักป้าเทียนที่ถูกส่งไปยังตลาดผีในครั้งนี้ มีผู้หนึ่งที่มีระดับการฝึกฝนสูงสุดคือปราณทอง ซึ่งทุกคนเรียกว่า ‘ศิษย์พี่จ้าว’ เขาเหลือบมองทารกโสมในกรงแวบหนึ่ง ก่อนเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ “ทารกโสมนี้แปลกจริงเชียว...มันปนเปื้อนไปด้วยไอปีศาจและบิดเบี้ยวนัก”
เพราะอย่างนั้น ทุกคนจึงมองทารกโสมนั้นตามที่เขาบอก เป็ไปอย่างที่คาด
มีอีกคนหัวเราะและถือโอกาสที่ผู้ช่วยคนนั้นไม่ได้สนใจกระซิบ “เช่นนั้นเขาจะยังขายได้อีกหรือ?”
ศิษย์พี่จ้าวแสร้งทำเป็ลึกซึ้ง “ศิษย์น้อง เ้าไม่รู้อะไร...สำหรับมนุษย์กับผีนับว่ามันบิดเบี้ยว ทว่าสำหรับเผ่าปีศาจ สิ่งนี้นับได้ว่าเป็สมบัติล้ำค้าในโลกที่หายากเป็อย่างยิ่ง” เขาส่ายศีรษะ จากนั้นแลบลิ้นแล้วเอ่ย “โดยทั่วไปแล้วชิ้นส่วนสมบัติ์ระดับนี้ เดิมทีคนธรรมดาไม่สามารถซื้อได้อยู่แล้ว หากยังไม่มีผู้ซื้อละก็ เ้าของร้านจำเป็ต้องไปขายที่สำนักใหญ่เ่าั้ในโลกปีศาจด้วยตนเอง หากพวกเขาไม่้าจึงจะสามารถนำมาวางขายในร้าน...การตั้งราคาสูงแต่ไม่เป็ที่้าในตลาดเช่นนี้ เป็ไปไม่ได้ที่เผ่าปีศาจผู้ยิ่งใหญ่เ่าั้จะไม่้า ดังนั้น ย่อมต้องมีผู้ซื้อที่รอหน้าประตูเพื่อมัน...”
เขายังไม่ทันพูดจบ ดูเหมือนว่าจะมีการยืนยันคำพูดของเขา เมื่อเห็นผู้ช่วยคนนั้นชะเง้อมองอยู่ที่ประตูเป็เวลานาน ทันใดนั้นกลับเปลี่ยนสีหน้า ใบหน้ายิ้มน้อยๆ อย่างประจบประแจงเพื่อต้อนรับ โค้งคำนับให้คนผู้หนึ่งจากระยะไกล ประสานมือพลางพูด “อา...คุณชายมาแล้ว นายท่านคอยอยู่นานแล้ว คุณชายรีบเข้ามาเถิด เชิญ”
ผู้คนไม่กี่คนทางด้านสำนักป้าเทียนยังไม่ทันหันศีรษะ พลันรู้สึกถึงแรงกดดันของไอปีศาจที่แข็งแกร่ง ไอปีศาจนั้นผสานด้วยลมปราณเผ่าัจางๆ
เจียงเฉิงเยว่มองตามไปด้วยความประหลาดใจ มองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งร่างเพรียวบาง คลุมอาภรณ์ที่ด้ายมีลายย่นสีน้ำเงินราวกับน้ำไหล ชุดด้านในเป็ชุดคลุมโปร่งสีหยก เอวเพรียวบางถูกเข็มขัดผ้าต่วนสีดำหมึกเหลือบสีทองพันไว้อย่างหลวมๆ ขับให้เด่นด้วยผิวหิมะที่เกลี้ยงเกลา ดวงตาสีเขียวอ่อนคู่หนึ่งใสราวกับลำธารบนูเา ปิ่นหยกขาวมัดผมสีเขียวเข้มไว้อย่างเอียงๆ ในมือหมุนพัดคลี่กระดูกหยกอย่างเอื่อยเฉื่อย นำผู้ติดตามมาด้วยสองสามคนก้าวเดินไปข้างหน้า
ชั่วขณะหนึ่ง สีสันที่มืดครึ้มของเมืองผีในปรโลกล้วนส่องแสงเจิดจ้าไปพร้อมกับคนผู้นั้น
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเหม่อลอย ช่างเป็คุณชายที่หล่อเหลาและมีเสน่ห์เสียจริง!
------------------------
[1] เหยียบจมูกขึ้นหน้า เป็การอุปมา หมายถึง แข็งข้อหรือได้ใจ
[2] ปลายเข็มปะทะปลายเข็ม หมายถึง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
[3] วิ่งห้าสิบก้าวแล้วหัวเราะคนที่วิ่งร้อยก้าว หมายถึง ว่าแต่เขาอิเหนาเป็เอง
[4] การรับะุ เป็การอุปมา หมายถึง รับความเสี่ยงหรืออันตราย
[5] โสม หมายถึง การที่โสมกลายร่างเป็เด็กมนุษย์ในนิทาน
[6] แอบห่อกลับบ้าน เป็สำนวน หมายถึง เมื่อก่อเื่แล้วต้องรับผลที่ตามมา
