บทที่ 107 ชักกระบี่สังหารคน
“เหตุใดเ้าถึงคิดจะไปเมืองหลวงต้าเฉียน? ที่นั่นเป็อาณาเขตของสตรีผู้นั้นไม่ใช่หรือ?” จื่อหลวนมองฉินชูอย่างไม่เข้าใจ
“ความจริงนิสัยของนางถือว่าไม่เลว หากเ้ารับปากว่าจะไม่ต่อสู้กับนางแล้ว ข้าก็ต้องไปเกลี้ยกล่อมนาง หากนางมาโจมตีเ้า ข้าไม่ยอมเป็แน่!” ฉินชูกล่าว
จื่อหลวนหัวเราะเบาๆ “ฉินชู เ้าน่าจะรู้ว่าข้าไม่กลัวนาง ความเร็วนางเทียบข้าไม่ได้ ถ้าสู้ไม่ได้จริง ๆ แค่ถอยก็พอแล้ว”
“แต่เื่บางอย่างข้าจำเป็ต้องทำ ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่มีทางทำร้ายข้า อีกไม่นานข้าก็กลับมา” ฉินชูกล่าวกับจื่อหลวน
เมื่อเห็นว่าฉินชูยืนกรานจะไปเมืองหลวงต้าเฉียน จื่อหลวนจึงไม่ขัดขวาง นางส่งฉินชูไปถึงนอกบริเวณที่สำนักใหญ่ทั้งสามปิดล้อมไว้ ก่อนจะกลับเข้าไปในหุบเขาเทียนเซียง
ฉินชูเคลื่อนไหวออกจากบริเวณหุบเขาเทียนเซียงอย่างรวดเร็ว เขากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศของเมืองหลวงต้าเฉียน
หลังจากถึงเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุด ฉินชูจึงเข้าไปในเมือง เขาคิดจะหาเกวียนสัตว์อสูรสักเล่ม
หลังเข้าไปในตัวเมือง ฉินชูก็เห็นเกวียนสัตว์อสูรเล่มหนึ่งตรงริมถนนจึงเดินเข้าไปหา “ไปเมืองหลวงต้าเฉียน”
“ห้าตำลึงทอง” คนขับเกวียนมองฉินชูก่อนกล่าว
“ได้ พวกเราออกเดินทางเลย” ฉินชูกล่าว ห้าตำลึงทองไม่ถือว่ามาก เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย
“เ้าจ่ายไหวหรือ?” คนขับเกวียนที่มีดวงตาเล็กประหนึ่งตาหนูกล่าว
ถูกดูแคลนเสียแล้ว ฉินชูรู้ว่าคนผู้นี้เห็นว่าเขาสวมใส่เสื้อที่ทำจากผ้าหยาบ คิดว่าเขาไม่มีเงิน เื่นี้ไม่สำคัญ ฉินชูนำทองห้าตำลึงโยนให้คนรถ
เมื่อเห็นทองในมือ คนขับเกวียนก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ เนื่องจากฉินชูมีเงินอย่างแท้จริง เขาประเมินผิดไป
ในจังหวะที่ฉินชูกำลังจะขึ้นเกวียนสัตว์อสูร ชายหนุ่มสองคนพลันปรากฏตัว หนึ่งในนั้นโยนเงินสิบตำลึงทองให้คนรถ “ไปสำนักดาบโลหิต”
ฉินชูหันมอง เขาจะดูว่าคนขับเกวียนจะเลือกเช่นไร
“เ้าไปเถอะ ข้าจะส่งพวกเขาไปสำนักดาบโลหิต” คนขับเกวียนมองฉินชูพร้อมกล่าว
“ก็ได้! แม้ว่าเ้าจะไร้คุณธรรม แต่ข้าไม่บังคับเ้า คืนทองให้ข้าซะ” ฉินชูส่ายหน้า ยุทธภพที่เต็มไปด้วยเื่ราวมากมาย ผู้คนมากหน้าหลายตา ต้องพบเจอกับคนถ่อยที่เห็นแก่ผลประโยชน์ไร้คุณธรรมเช่นนี้ แต่ใช่ว่าเขาเองจะทำอะไรได้
ในเวลานี้คนขับเกวียนกลับส่ายหน้า “ทองอะไร ตอนนี้ข้าจะส่งสองท่านนี้ไปสำนักดาบโลหิต”
“ไสหัวไปเสีย!” ศิษย์สำนักดาบโลหิตมองฉินชูพร้ะคอก พวกเขาเห็นฉินชูมอบทองให้คนรถก็จริง แต่เื่นี้เกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วย
“ข้าจะพูดอีกครั้ง คืนทองให้ข้า แล้วเื่ในวันนี้ ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” ฉินชูกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ทำการค้าไร้คุณธรรม เขาทนได้ แต่บัดนี้ไม่เพียงแต่จะโกงเงินของเขา ทั้งยังไล่เขาให้ไสหัวไปอีก แบบนี้ข่มเหงกันเกินไป เขาไม่มีทางทนต่อเื่แบบนี้
“เ้าอยากตายหรือ!” ศิษย์สำนักดาบโลหิตชักดาบออกมา ที่นี่เป็เมืองที่อยู่ค่อนข้างใกล้กับสำนักดาบโลหิต พวกเขาจึงวางอำนาจบาตรใหญ่จนเคยตัว ยิ่งไปกว่านั้น ฉินชูดูอ่อนเยาว์เกินไป แค่มองก็รู้ว่าเป็คนธรรมดา ใช่ว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นพลังตบะของฉินชู หากแต่คิดว่าฉินชูไม่มีพลังตบะด้วยซ้ำ กระบี่ยาวที่พกไว้เป็เพียงของประดับให้ดูดีเท่านั้น
ขณะที่อีกฝ่ายชักดาบจะลงมือ ฉินชูเองก็ไม่เกรงใจ ชักกระบี่เทพบูรพาออกมา กวัดแกว่งกระบี่เพียงสองครั้ง ก็ปลิดชีพศิษย์ทั้งสองคนจากสำนักดาบโลหิตอย่างง่าย ถึงอีกฝ่ายจะชั่วร้ายมากเท่าไหน ข้าก็ต้องร้ายกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น
ฉินชูก้มตัวลงเก็บกำไลมิติของอีกฝ่าย จากนั้นจึงหันมองคนขับเกวียน “เ้าจะส่งพวกเขาไปสำนักดาบโลหิต หรือจะส่งข้าไปเมืองหลวงต้าเฉียน?”
ในยามนี้คนขับเกวียนไหนจะกล้ากล่าวให้มากความ เขารู้ว่าตัวเองมองพลาดไป ดูไม่ออกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็คนเหี้ยมขนาดไหนบัดนี้ก็ได้แต่เชื่อฟังอย่างว่าง่ายจึงจะรอดชีวิต
ฉินชูนั่งเกวียนสัตว์อสูรออกจากเมือง มุ่งหน้าไปทางทิศของเมืองหลวงต้าเฉียน
“เ้าคิดว่าแค่นี้ก็พอหรือ?” ฉินชูที่นั่งอยู่กล่าวขึ้น อีกฝ่ายทำการค้าอย่างไร้คุณธรรม ทั้งยังคิดโกงเงินของเขา เขาย่อมไม่ปล่อยไปแบบนี้
เมื่อได้ฟังวาจาของฉินชู คนรถที่นั่งอยู่ด้านหน้าจึงเปิดม่าน แล้วดันทองของฉินชูไปตรงหน้าเขา
“กระทำความผิด ก็ต้องชดใช้ แค่นี้ยังไม่พอ!” ฉินชูกล่าว เขาไม่คิดจะปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ นี่เป็เพราะเขามีพลังความสามารถ มิเช่นนั้นวันนี้คงถูกข่มเหงอย่างหนัก
คนขับเกวียนนำทองที่ศิษย์สำนักดาบโลหิตมอบให้ออกมาด้วยสีหน้าขมขื่น ก่อนดันทองไปตรงหน้าฉินชู
หลังจากเก็บทอง ฉินชูจึงปล่อยคนขับเกวียนผู้นี้ไป
ขณะนี้ ฉินชูกำลังนั่งสมาธิฝึกพลังปราณอย่างสงบ ขณะเดียวกันก็กำลังไตร่ตรอง เื่ในวันนี้ทำให้เขาเข้าใจถึงความทารุณที่ผู้อ่อนแอต้องตกเป็เหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเร่งฝึกฝนให้พลังตบะสูงขึ้น
ระหว่างการเดินทาง คนขับเกวียนไม่กล้ากล่าววาจาอะไรแม้แต่ประโยคเดียว เพราะฉินชูชักกระบี่ก็สังหารคนในทันที ยิ่งฉินชูสังหารศิษย์สำนักดาบโลหิตต่อหน้าเขาด้วยแล้ว นับประสาอะไรกับเขาที่เป็แค่คนขับเกวียน
ใช้เวลากว่าเจ็ดวัน ฉินชูจึงมาถึงเมืองหลวงต้าเฉียน เกวียนสัตว์อสูรเข้าไปทางประตูหลัก ออกจากประตูทิศตะวันตก มาถึงตรงหน้าตำหนักหลิงอู่
เมื่อถึงหน้าตำหนักหลิงอู่ ฉินชูะโลงจากเกวียน หันกลับไปมองคยขับเกวียน “ครั้งนี้เ้าพบเจอกับข้าที่นิสัยใจคอค่อนข้างดี หากเป็คนอื่นที่นิสัยใจคอไม่ดี เ้าตายแน่นอน”
“ขอบคุณ ท่านที่ไว้ชีวิต” หลังจากโค้งตัวคำนับฉินชู คนรถจึงขับรถอสูรจากไป
ฉินชูมาถึงหน้าตำหนักหลิงอู่ แล้วกล่าวกับองครักษ์หน้าตำหนักหลิงอู่ “ไปรายงานองค์หญิงของเ้า บอกว่าฉินชูมาเยือน”
เมื่อองครักษ์เห็นฉินชูเช่นนั้น จึงเข้าไปรายงานในตำหนักหลิงอู่ หากเป็เพียงคนธรรมดา พวกเขาไม่มีทางไปรายงานโดยง่ายเป็แน่ แต่ฉินชูนั้นต่างกัน เขาเคยพักอยู่ในตำหนักหลิงอู่่หนึ่ง องครักษ์ของตำหนักหลิงอู่ล้วนรู้จักเขา
เมื่อได้ฟังคำรายงานจากองครักษ์ เฉียนหลิงอู่ไหวตัวทีหนึ่งก็มาถึงหน้าตำหนักหลิงอู่
“เป็เ้าจริงด้วย” ได้พบฉินชู เฉียนหลิงอู่พลันแย้มรอยยิ้ม นางค่อนข้างรู้สึกประหลาดใจ เพราะนางคิดว่าฉินชูคงไม่มาพบนาง
“เื่นี้จะมีจริงหรือเท็จได้อย่างไร ข้ามาเยี่ยมท่าน” ฉินชูกล่าว
เฉียนหลิงอู่พาฉินชูเข้าไปในตำหนัก จากนั้นจึงให้สาวใช้จัดเตรียมสุราอาหาร
“เหมือนท่านจะเปลี่ยนไปนะ” หลังจากนั่งลง ฉินชูมองเฉียนหลิงอู่ก่อนบอกกล่าวความรู้สึกของตนเองออกมา
“ตรงไหนหรือ?” เฉียนหลิงอู่มองดูตัวเอง
“บุคลิกเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้เ็า เป็ประเภทกีดกันมิให้ผู้อื่นเข้าใกล้ มิเช่นนั้นต้องเคราะห์ร้าย บัดนี้ยังคงเ็า แต่ในความเ็ามีความเบิกบานอยู่ เป็กระแสอารมณ์เบิกบานใจ” ฉินชูคิดครู่หนึ่งก่อนบอกกล่าวความรู้สึกของตนเองออกมาอีกครั้ง
เฉียนหลิงอู่พยักหน้า นางรู้ว่าความรู้สึกของฉินชูนั้นถูกต้อง วาจาที่เฉียนหลิงเทียนกล่าวในวันนั้น ทำให้นางรู้ว่า ความผูกพันในครอบครัวที่นางนึกว่าสูญเสียไปแล้ว แท้จริงยังไม่หายไปไหน เสด็จพี่ยังคงเป็เสด็จพี่ที่ยินยอมจะทำทุกอย่างเพื่อนาง เพียงแต่ตัวนางเองไม่รู้ก็เท่านั้น
“เ้ามาหาข้าเพราะมีธุระอะไรใช่หรือไม่? คงไม่ใช่ว่าเ้าก่อเื่อะไรที่สำนักชิงหยุน จนถูกขับออกจากสำนัก แล้วมาเพื่อขออยู่ด้วยกระมัง? เ้าวางใจได้ ข้าเคยบอกไว้ ขอเพียงเ้ามา ข้าจะให้ที่พักแก่เ้าทันที” เฉียนหลิงอู่กล่าว
ฉินชูรู้สึกอ่อนใจนัก “เหตุใดท่านถึงมองข้าในแง่ดีบ้างไม่ได้เลย ข้ามาเพราะมีธุระจะคุยกับท่าน”
“ข้าเองก็มีเื่ต้องคุยกับเ้า เ้าพูดก่อนเลย” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมกล่าว นางรู้ว่าฉินชูมีธุระ หากไม่มีธุระ ฉินชูคงอยู่ฝึกฝนที่ผาหินตัดบนยอดเขาชิงจู๋
