วันถัดมา
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมายังห้องครัว ที่ซึ่งเหล่าพ่อครัวและคนรับใช้กำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมภาระงานประจำวัน อเดล ยืนเด่นอยู่หน้าคนรับใช้คนอื่น กำลังจัดวางน้ำชาและอาหารว่างลงบนรถเข็นไม้แกะสลักอย่างพิถีพิถัน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนรอบข้างกลับไม่ใช่ความประณีตในการจัดโต๊ะ หากแต่เป็แสงระยิบระยับที่สะท้อนออกมาจากสาบเสื้อของเธอ
"โอ้โฮ! คุณอเดล นั่นมันเข็มกลัดอัญมณีสีทับทิมไม่ใช่เหรอคะ?" รุ่นน้องคนหนึ่งอุทานพลางเดินเข้ามาใกล้
"สวยขนาดนี้... ไปเอามาจากไหนกัน? ราคาของมันน่าจะซื้อรถม้าได้คันนึงเลยนะคะ!"
อเดลเหยียดยิ้มจองหอง มือเรียวแสร้งทำเป็ปัดฝุ่นที่เสื้อเพื่อให้เข็มกลัดนั้นเด่นชัดขึ้นท่ามกลางสายตาที่อิจฉาของเพื่อนร่วมงาน
"หึ ก็แค่ของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ จาก 'คุณหนู' น่ะสิ"
"คุณหนูเอเลน่าน่ะเหรอ?" คนรับใช้คนอื่นเริ่มมารุมล้อม
"ให้เธอจริงหรอ?"
"ไม่ได้ให้ธรรมดาหรอก แต่แทบจะคุกเข่าอ้อนวอนให้ฉันรับไว้เลยล่ะ" อเดลโกหกคำโตด้วยใบหน้าเชิดรั้น
"คุณหนูหน่ะรู้ตัวดีว่าไม่มีใครในคฤหาสน์นี้อยากยุ่งด้วย เลยกลัวฉันจนตัวสั่น กลัวว่าฉันจะไม่ปรนนิบัติ"
"ว้าว... ถ้าฉันรู้ว่าคุณหนูใจใหญ่ขนาดนี้ ฉันคงเสนอตัวไปรับใช้ตั้งนานแล้ว" คนรับใช้อีกคนพึมพำด้วยความโลภ
"ฝันไปเถอะ! เธอเลือกคนนะจ๊ะ" อเดลหัวเราะร่าอย่างลำพองใจ
"พวกเธอเตรียมดูเถอะ ต่อไปฉันคงได้เครื่องประดับทองคำมาเพิ่มอีกแน่ เพราะยิ่งอ่อนแอ เธอก็ยิ่งต้องพึ่งพาคนอย่างฉัน!"
ในมุมมืดใต้เงาไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ไกล เฮเลน และ แอนนา ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ร่างกายของพวกเธอสั่นเทาด้วยความเจ็บใจที่ยากจะข่มกลั้น
"เข็มกลัดอัญมณีงั้นหรอ" แอนนากระซิบ แววตาของเธอสั่นระริกขณะจ้องมองอัญมณีสีแดงที่สะท้อนแสงแดดอย่างบาดตา
เฮเลนไม่ได้ตอบในทันที แต่เธอกำลังกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือที่หยาบกร้าน เนื้อตัวของพวกเธอทั้งคู่มอมแมมไปด้วยคราบโคลนและเศษหญ้าแห้ง กลิ่นเหม็นสาบจากคอกม้ายังคงติดตัวจนคนรับใช้คนอื่นพากันเดินเลี่ยงหนี ราวกับพวกเธอเป็ตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
"หรือว่า... ทั้งหมดนี่จะเป็แผนของนังอเดลกับยัยคุณหนูนั่น!" เฮเลนพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดเคือง แววตาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง
"อเดลเป็คนเสี้ยมให้พวกเราแกล้งยัยคุณหนูนั่นแท้ๆ แต่ดูตอนนี้สิ! มันกลับลอยตัวเหนือปัญหา แถมยังได้ของมีค่ามาครองอีก!"
"เธอหมายความว่า... อเดลขายพวกเรางั้นเหรอ?" แอนนาถามเสียงสั่น ร่างกายที่ผอมซูบจากการโหมงานหนักสั่นสะท้าน
"มันร่วมมือกับเอเลน่าเพื่อเขี่ยพวกเราทิ้ง แล้วตัวเองก็นั่งเสวยสุขเป็คนสนิทแทนงั้นสิ!"
"หึ ดูท่าจะจริง" เฮเลนเค่นยิ้มเยาะที่ดูน่าขนลุก ใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นของเธอบิดเบี้ยวด้วยความริษยา
"อเดลคงเอาเื่ที่เราทำไปแฉเพื่อแลกกับเข็มกลัดนั่น มิน่าล่ะ... ยัยคุณหนูถึงเปลี่ยนไปเป็คนละคน แผนสูงนักนะทั้งเ้านายทั้งคนรับใช้!"
ทั้งสองจ้องมองไปที่อเดลซึ่งกำลังหัวเราะร่าท่ามกลางคนอื่นๆ ด้วยความรู้สึกที่พุ่งพล่าน ทั้งโดนหักหลัง ทั้งเจ็บแค้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือความเกลียดชังที่มีต่อเอเลน่าที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ เพราะพวกเธอเชื่อไปแล้วว่าเด็กหญิงตัวน้อยนั่นเล่นบท 'นกสองหัว' เพื่อทำลายชีวิตพวกเธอ
"ปล่อยให้มันดีใจไปก่อนเถอะ" เฮเลนพูดรอดไรฟัน แววตาคมกริบจดจ้องที่เข็มกลัดทับทิมนั้นไม่วางตา
"ถ้าอเดลได้สิ่งนั้นมาเพราะขายพวกเรา ฉันจะเอาคืนมันให้สาสม....."
บรรยากาศในห้องเรียนวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เอเลน่านั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้บุนวม สมองของเธอกำลังตั้งรับกับตัวแปรใหม่ที่โผล่มานั่งอยู่ข้างๆ
เด็กหนุ่มผมทองสลวยผู้มีใบหน้าคมคายสวมแว่นตาทรงเสน่ห์ เขานั่งอยู่บนโต๊ะเรียนตัวถัดไปในระยะที่ไหล่แทบจะชิดกัน กลิ่นอายของความเงียบขรึมและเฉลียวฉลาดแผ่ออกมาจนเอเลน่ารู้สึกได้ เขาคือ ไอแซค ลูกชายเพียงคนเดียวของเซเรน่า
เอเลน่าแอบปรายตาแค่มอง แต่ในใจกลับกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
'ลูกชายของเซเรน่า... ไอแซค อาเชนวาลด์' เธอนึกถึงข้อมูลที่พอจะจำได้ 'ในความทรงจำเดิม ทั้งคู่แทบไม่เคยคุยกันเลยนับั้แ่พ่อของไอแซคเสียชีวิตไป เขาเป็คนเก็บตัวอยู่แต่ในห้องและรักสันโดษ แล้วทำไมวันนี้ถึงมาโผล่อยู่ที่นี่?'
"วันนี้เราจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนนะจ๊ะ" เซเรน่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ปิดความยินดีไว้ไม่มิด เธอมองไปที่ลูกชายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
"ไอแซคบอกฉันว่าอยากจะมาเปลี่ยนบรรยากาศเรียนร่วมกับเอเลน่าบ้าง ฉันหวังว่าพวกเธอจะไม่มีความอึดอัดใจต่อกันนะ"
เซเรน่ายิ้มกว้างกว่าปกติ สำหรับเธอที่เห็นลูกชายขลุกอยู่แต่กับตำราในห้องมืดๆ มาเป็ปี การที่ไอแซคยอมก้าวเท้าออกมาเรียนร่วมกับคนอื่นถือเป็ความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่
"สวัสดี... เอเลน่า" ไอแซคเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่านุ่มนวล เขาไม่ได้หันมามองเธอตรงๆ แต่กลับเปิดหน้าตำราประวัติศาสตร์รอไว้แล้ว
"สวัสดีค่ะ... ท่านพี่ไอแซค" เอเลน่าตอบรับด้วยโทนเสียงเด็กสาวใสซื่อที่เธอถนัด หากแต่ลึกๆ ในใจเธอกำลังระวังตัวแจ
ไอแซคเป็คนฉลาดเกินกว่าที่เธอจะประมาทได้ สายตาภายใต้กรอบแว่นนั่นดูเหมือนจะกำลังมองหาอะไรบางอย่างในตัวเธอ และการที่เขายอมออกจากถ้ำมานั่งเรียนกับเธอแบบนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนบรรยากาศธรรมดาแน่ๆ
ไอแซคเปิดตำราไปที่หน้าประวัติศาสตร์ยุคา แต่ดูเหมือนสมาธิของเขาจะไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือเลยสักนิด ตลอดเวลาที่เซเรน่าเริ่มอธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์โซลาริส เอเลน่าััได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่คอยลอบมองเธออยู่บ่อยครั้ง เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่แม้แต่ตัวไอแซคเองก็คงยังไม่เข้าใจ
เขาขยับแว่นสายตาบ่อยจนผิดสังเกต ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือที่ถือปากกาขนนกเข้าใกล้ขอบโต๊ะของเอเลน่ามากขึ้น
"เอเลน่า..." เขาเรียกเธอเบาๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีเพียงเธอที่ได้ยิน
"ปกติเธอ... ไม่นั่งหลังตรงแบบนี้"
เอเลน่าชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มจางๆ ไว้
"งั้นเหรอคะ? สงสัยเป็เพราะวันนี้หนูตื่นเต้นที่จะได้เรียนกับท่านพี่มั้งคะ"
ไอแซคขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจ้องมองเสี้ยวหน้าของเด็กหญิงที่ดูนิ่งสงบผิดกับเอเลน่าคนเดิมที่มักจะก้มหน้าหลบสายตาและดูขี้ขลาด ในใจของเด็กหนุ่มเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่แค่ความระแวง แต่มันคือความรู้สึกแบบไหนกันเขายังไม่เข้าใจ
เขาไม่ชอบใจเลยที่รู้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า ยัยเด็กคนนี้จะต้องออกไปปรากฏตัวในงานเลี้ยงน้ำชาต่อหน้าพวกขุนนางที่จ้องจะเหยียบย่ำเธอ
"งานเลี้ยงเต้นรำที่จะถึงนี้" ไอแซคเอ่ยขัดขึ้นมาดื้อๆ
"เธอต้องอยู่ใกล้ๆ แม่ หรือไม่ก็... อยู่ใกล้ๆ ฉันเอาไว้ อย่าไปเดินเพ่นพ่านที่ไหนคนเดียวเข้าใจไ
หม"
เอเลน่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เขากำลังสั่ง หรือกำลังเป็ห่วงกันแน่
"งานเลี้ยงเต้นรำ?"
