นี่เป็การจบแบบเสมอ นี่เป็ครั้งแรกในการสู้ทั้งสามครั้งที่หนิงเทียนทำให้ศัตรูาเ็ได้
“มีความคืบหน้า”
น้ำเสียงของอสูรสามเศียรเ็าราวกับน้ำแข็ง เห็นได้ชัดว่ามันไม่พอใจอย่างมาก
แขนขวาของหนิงเทียนแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเกลียวของกระแสน้ำโอบล้อมเพื่อซ่อมแซมร่างกายที่ผุพังไปตามกาลเวลาอย่างต่อเนื่อง
“ข้าไม่สามารถทำให้เ้าผิดหวังได้เสมอไป”
ร่างกายของอสูรสามเศียรสั่นเทิ้ม กระบี่เลื่อนลอยไร้แก่นะเิในร่างกาย ทั้งยังผสมผสานเข้ากับวาโยพิโรธ แม้จะปราบปรามมันจนสุดกำลัง รวมถึงบีบพลังของกระบี่บางส่วนออกมา แต่เส้นลมปราณจำนวนมากก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างโกรธเกรี้ยว ต่างฝ่ายต่างก็หอบหายใจ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขความเสียหายที่เกิดจากคู่ต่อสู้ของตน
“น่าเสียดายที่เ้ายังไม่สามารถชนะได้”
อสูรสามเศียรมีความมั่นใจมาก มันระงับปราณกระบี่ในร่างกาย เกล็ดทั่วร่างกายตั้งตรง ก่อนจะยืนขึ้นราวกับสัตว์ร้าย
หนิงเทียนพูดอย่างไม่พอใจว่า “ถ้าเ้าไม่มีหกแขน ข้าจะตีเ้าจนหลงทิศไปเลย”
อสูรสามเศียรตะคอก “จำนวนแขนไม่ใช่เหตุผล รอจนเ้าได้พบกับข่าย์แปดกรเสียก่อนเถอะ เ้าจะไม่ทำได้แค่คุกเข่าคำนับเลยหรือ?”
“ข่าย์แปดกร? มันคืออะไร?”
“มันมีหัวสี่ด้านและมีแปดแขน เป็รูปแบบชีวิตที่ค่อนข้างพิเศษ”
หนิงเทียนถามอย่างสงสัย “มีกี่ขา? ไม่ใช่ว่ามันมีแปดขาราวแมงมุมด้วยหรอกนะ?”
อสูรสามเศียรกล่าวว่า “มันมีสองขาและหนึ่งลำตัวเช่นเดียวกับข้า ลักษณะเฉพาะคือมีแปดตาและแปดแขนที่เคลื่อนไหวพร้อมกัน”
“น่าเสียดาย หากมีแปดขา อาจจะรับมือได้ง่ายกะ...”
ก่อนที่คำว่า ‘กว่า’ จะหลุดออกมาจากปาก ทันใดนั้นหนิงเทียนก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้น และหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าก็คิดออก ทำไมข้าถึงไม่เคยคิดเื่นี้มาก่อนเลย?”
อสูรสามเศียรตะคอก “เป็บ้าอะไรอีก ตอนนี้เมื่อลองคิดดูแล้ว เ้าคงโง่จริงๆ”
“ไม่ได้บ้า ข้าจะชนะเ้าได้แน่”
หนิงเทียนมีจิติญญาที่สูงส่ง หลังจากกำจัดพลังกัดกร่อนแห่งกาลเวลาที่แขนขวาได้แล้ว เขาก็เริ่มใช้ยุทธศาสตร์ครอง์อย่างเต็มกำลัง
“ชีพจรข้าครอง์ พฤกษชาติเติบใหญ่เขียวชอุ่ม”
หญ้า ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้แปลกๆ และเถาวัลย์สีเขียวปรากฏขึ้นรอบร่างของหนิงเทียน ใบบัวสีเขียวทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนจะก่อตัวเป็การปิดล้อม
กลิ่นหอมของดอกไม้ชวนหลงใหล บรรจุพิษไว้อย่างเต็มเปี่ยม ต้นไม้ใหญ่เคลื่อนตัวไปข้างทางเพื่อขยายแนวป้องกัน หญ้าแกว่งไปแกว่งมา ปราณกระบี่ทะยานขึ้นเหนือเมฆ ขณะเดียวกันเถาวัลย์สีเขียวคล้ายแส้ก็เริ่มกวัดแกว่งไม่หยุดยั้ง
นี่เป็การประยุกต์ใช้ความสามารถทั่วไปของจื๋อซิว แต่หนิงเทียนนั้นมีความพิเศษ โดยเขาสามารถควบคุมิญญาอสูรพฤกษาได้ทุกชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการโจมตีขนาดใหญ่
อสูรสามเศียรสะบัดมือทั้งหกแล้วเตะขาทั้งสองข้าง มันมีพลังแห่งกาลเวลาเร่งการเสื่อมสลายได้หลายปี ดอกไม้ ต้นไม้ หญ้า และเถาวัลย์บนพื้นเหี่ยวเฉาไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเข้าใกล้มันด้วยซ้ำ
ศีรษะหันกลับ วังวนพลังทั้งสามปรากฏขึ้นข้างกายอสูรสามเศียร โดยในวังวนพลังแรกมีสัญลักษณ์ลึกลับอยู่ภายใน มันดูคล้ายกระแสน้ำที่แสดงถึงพลังแห่งกาลเวลา
มีรอยหมัดอยู่ในวังวนพลังที่สอง ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งสูงสุดที่สามารถใช้หนึ่งกำลังชนะสิบได้
สัญลักษณ์ในวังวนที่สามคือเมฆที่ไม่สามารถคาดเดา ซึ่งแสดงถึงความไม่แน่นอนของการเคลื่อนไหวอันแสนประณีต
นี่เป็ความสามารถพิเศษเพียงสามประการที่เหลืออยู่ของอสูรสามเศียรหลังจากที่มันสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองแล้ว แต่ละอย่างน่ากลัวอย่างยิ่ง และเกือบจะอยู่ยงคงกระพัน
และเมื่อทั้งสามรวมเป็หนึ่งเดียวจะยิ่งอยู่ยงคงกระพันขึ้นกว่าเดิม
นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่หนิงเทียนพ่ายแพ้ไปก่อนหน้านี้ และอีกเหตุผลสำคัญคือหนิงเทียนเพิกเฉยต่อโครงสร้างร่างกายของอสูรสามเศียร
มันมีสามหัว หกแขน และสองขา ทว่าหนิงเทียนมุ่งเน้นไปที่สามหัวและหกแขนมาโดยตลอด โดยเขาเพิกเฉยว่าจุดอ่อนที่แท้จริงของอสูรสามเศียรอยู่ที่ขาของมัน
ไม่ว่าอสูรสามเศียรจะทรงพลังเพียงใด มันก็มีขาแค่คู่เดียว และหนิงเทียนก็มีสองขาเช่นกัน ไม่มีความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายในเื่นี้
เนื่องจากสองมือไม่สามารถเอาชนะหกมือได้ ทำไมไม่เลือกสองขาปะทะสองขาแทนเล่า?
หนิงเทียนเปิดการโจมตีด้วยหญ้า เพียงเพื่อโจมตีส่วนล่างของอสูรสามเศียรซึ่งเป็จุดอ่อนของมัน
หากสามารถพันขาของอสูรสามเศียรด้วยเถาวัลย์ได้ อย่างน้อยก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
ตอนนี้หนิงเทียนอยู่ขั้นสามของขอบเขตผนึกดารา ทั้งเส้นลมปราณที่หนึ่งและสองล้วนเข้าสู่ขอบเขตผนึกดาราแล้ว บงกชสีมรกตและต้นไม้แห้งเหี่ยวสามารถสร้างการโจมตีและการป้องกันแบบผสมผสานได้
การป้องกันที่พัฒนาโดยต้นไม้แห้งเหี่ยวสามารถลดการกัดกร่อนของพลังแห่งกาลเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อรวมกับกายาสุวรรณะนิรันดร์ก็กลายเป็ความแข็งแกร่งจนยากจะทำลาย
บงกชสีมรกตเปิดฉากการโจมตี โดยใช้กระบวนท่าทั้งเก้าของบงกชสีมรกตเพื่อรวมพลังแห่งพืชพรรณจากต้นไม้และเถาวัลย์ ร่วมมือกับประตูิญญา ใช้กำลังทั้งหมดเพื่อป้องกันการโจมตีของอสูรสามเศียร
การเปลี่ยนแปลงจุดศูนย์ถ่วงส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย หนิงเทียนยังคงโจมตีอย่างบ้าคลั่ง แต่คราวนี้เขาปรับเปลี่ยนไปโจมตีส่วนล่างจากสามทาง ซึ่งทำให้อสูรสามเศียรไม่มั่นคง
มันสามารถเคลื่อนที่และหลบได้ แต่การป้องกันตรงส่วนเท้าของมันไม่ยืดหยุ่นเท่าแขนทั้งหก
ในเวลานี้ยุทธศาสตร์ครอง์ของหนิงเทียนได้แสดงให้เห็นถึงข้อดีของความสามารถในการเปลี่ยนแปลงได้ตาม้า แม้ว่าการโจมตีพืชพรรณที่ดูเหมือนจะไม่เด่นเ่าั้จะไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่ออสูรสามเศียรมากนัก แต่พวกมันก็สามารถแทรกแซงการตอบสนองของอีกฝ่ายได้
หนิงเทียนมีหมื่นสรรพสิ่งในใจ และสามารถััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอสูรสามเศียรได้อย่างชัดเจน รูปแบบการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน
หนิงเทียนเพิ่มการโจมตีด้านล่าง ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยง้าซึ่งทำให้การต่อสู้ง่ายขึ้นมาก
อสูรสามเศียระโขึ้นไปบนอากาศเพื่อหลบหลีก บางครั้งก็พลิกหัวและเท้าให้กลับหัวกลับหาง ใช้มือแทนเท้า เพื่อทำลายเหล่าพฤกษาอันกว้างใหญ่ และบางครั้งร่างกายของมันก็ถูกล้อมรอบด้วยวังวนพลัง ซึ่งทำให้หนิงเทียนต้องล่าถอย
ทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของตน แม้หนิงเทียนจะรู้ว่ารากฐานของอสูรสามเศียรเป็จุดอ่อน
ทว่าพลังการต่อสู้ของอสูรสามเศียรนับได้ว่าเป็ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่หนิงเทียนเคยเผชิญมา ในการเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัว หนิงเทียนย่อมพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แม้ว่าเขาจะสามารถชนะได้ด้วยการโจมตีรากฐาน แต่สถานการณ์ยังคงมีจุดที่เขาไม่อาจผ่านไปได้เช่นเดิม
หนิงเทียนหดหู่ใจ เขาพบจุดอ่อนอย่างชัดเจนแล้ว แต่เหตุใดถึงยังเอาชนะมันไม่ได้?
“วาโยพิโรธ พลังพุ่งทะยาน!”
หนิงเทียนไม่เชื่อ หอคอยพลังทั้งสามหมุนอย่างบ้าคลั่ง หลังจากรวมเข้ากับวาโยพิโรธ พายุหมุนขนาดั์ก็ปรากฏขึ้นภายในหอคอยพลัง ความเร็วของการไหลเวียนพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่า และพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ร่างกายของหนิงเทียนปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง ราวกับาาคิงคองผู้เป็ะที่พุ่งเข้าหาอสูรสามเศียร ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรง
ร่างของอสูรสามเศียรถอยกลับ แขนทั้งหกแดงฉานราวกำลังลุกเป็ไฟ หัวทั้งสามหมุนอย่างรวดเร็ว บางครั้งหนึ่งกำลังก็เอาชนะสิบได้ บางครั้งเวลาก็ทำให้ชีวิตสลายไป และบางครั้งการเคลื่อนไหวของมันก็เปลี่ยนแปลงอย่างคาดเดาไม่ได้ ทำให้หนิงเทียนคำรามและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห
พลังของอสูรสามเศียรนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง หนิงเทียนได้ใช้พลังหอคอยพลังทั้งสามจนถึงขีดสุดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถจัดการมันได้ การต่อสู้รุนแรงจนแขนแทบหลุด
หนิงเทียนกัดฟันและสู้ต่อไป เขาโจมตีหลายพันครั้งในลมหายใจเดียว แม้จะเป็การยากที่จะตัดสินผู้ชนะ แต่อสูรสามเศียรกลับชื่นชมเขา
การต่อสู้ครั้งนี้กินเวลานานเกือบสองชั่วยาม ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดด้วยกระบวนท่านับพัน ในที่สุดอสูรสามเศียรก็หยุดการโจมตี
“แม้จะโง่ไปหน่อย แต่ข้ายังต้องให้ข้อสรุปว่าเราเสมอกันแก่เ้า”
หนิงเทียนล้มลงกับพื้นหลังจากได้ยินเช่นนี้ ก่อนจะเริ่มบ่น “เ้าควรบอกให้เร็วกว่านี้หน่อยสิ ข้าเสียความพยายามไปมากเลยนะ”
อสูรสามเศียรฮึมฮัม “ยังเร็วเกินไปที่จะภาคภูมิใจ ความแข็งแกร่งในยามนี้ของเ้าแทบจะไม่สามารถเข้าถึงระดับชั้นนำในขอบเขตเดียวกันได้ มีอัจฉริยะมากมายในโลกนี้ที่สามารถเอาชนะเ้าในขอบเขตเดียวกันได้”
“อย่าหลอกข้าเลย ข้าจะไม่เชื่อเื่ไร้สาระของเ้า ข้าเคยสู้กับเทพ ห้ำหั่นกับผู้มีกายศักดิ์สิทธิ์เก้าเส้นลมปราณโดยกำเนิด และข้าไม่เคยแพ้ หากเ้าไม่มีหกมือ ข้าย่อมสามารถทุบตีเ้าจนหลงทิศได้”
“การโอ้อวดไม่ใช่เื่ดี”
อสูรสามเศียรนั่งข้างกายหนิงเทียน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองค่อนข้างพิเศษเล็กน้อย พวกเขาไม่ใช่ทั้งสหายและศัตรู เรียกได้ว่าเป็แค่ผู้ที่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
“ที่นี่มีโชคลาภอะไรหรือ?”
หนิงเทียนมองหอคอยน้อย บนแท่นทรงกลม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ศีรษะเด็กของอสูรสามเศียรมองหนิงเทียน ก่อนเสียงเด็กที่บ่งบอกถึงวัยจะดังขึ้น
“นั่นเป็ความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง และยังเป็มรดกประเภทหนึ่งด้วย”
“ทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ทำไมไม่ยึดครองโชคลาภนี้ไว้เองเล่า?”
หนิงเทียนไม่เข้าใจ อสูรสามเศียรตนนี้ทรงพลังมาก ขอบเขตของมันไม่อาจหยั่งรู้ได้ ทำไมถึงยอมเป็ผู้พิทักษ์แทนที่จะเป็ผู้ถือครอง?
“โชคมักจะเป็ตัวแทนของความรับผิดชอบและภาระหน้าที่มากมาย และความรับผิดชอบหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้”
“เ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ยังไม่สามารถทำได้อีกหรือ? นี่ไม่ใช่กับดักหรือ?”
ศีรษะหญิงสาวของอสูรสามเศียรยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเ้าคิดว่ามันเป็กับดักเ้าก็ออกไปได้เลย”
หนิงเทียนหัวเราะสองครั้ง และทันใดนั้นก็พูดว่า “พลังแห่งเวลาของเ้า และหนึ่งกำลังชนะสิบนั้นพิเศษมาก เ้าช่วยสอนข้าสักอย่างสองอย่างได้หรือไม่?”
อสูรสามเศียรพูดว่า “อยากเรียนหรือ น่าเสียดายที่ข้าไม่เคยรับศิษย์เลย”
“ไม่จำเป็ต้องไปลำบากขนาดนั้น ข้าจะแลกเปลี่ยนด้วยวิธีสร้างหอคอยพลัง เช่นนี้เราทั้งสองล้วนไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ”
“เ้าบอกก่อนสิ”
หนิงเทียนพลิกตัวและลุกขึ้นนั่งด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็พูดถึงวิธีการสร้างและประสบการณ์ของหอคอยพลังตามความเป็จริง
อสูรสามเศียรเอ่ยชม “เลขเก้าหลักเป็ฐานและหอคอยก็เป็รูปร่างที่ดี ไม่เลวเลย หลังจากขอบเขตของเ้าสูงขึ้นในอนาคต หอคอยพลังนี้ก็สามารถปรับปรุงต่อไปได้”
หนิงเทียนมองอสูรสามเศียรด้วยสายตากระตือรือร้นแล้วพูดอย่างตื่นเต้น “ถึงตาเ้าแล้ว พลังหนึ่งกำลังชนะสิบของเ้าแข็งแกร่งกว่าหอคอยพลังของข้า เ้าทำได้อย่างไร?”
“อานุภาพอันยิ่งใหญ่ ไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นิรันดร์ นี่คือรากเต๋าของข้า สิ่งนี้ถือเป็พร์โดยธรรมชาติ เป็ไปไม่ได้ที่เ้าจะเรียนรู้มันได้อย่างสมบูรณ์ แต่เ้ามีหอคอยพลังที่สามารถใส่กำลังทั้งหมดลงไปได้ ด้วยวิธีนี้ ประสิทธิภาพการต่อสู้จะได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น”
หนิงเทียนเรียนรู้ด้วยใจที่เปิดกว้าง ขณะที่อสูรสามเศียรก็ให้คำแนะนำอย่างระมัดระวัง ในเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม หนิงเทียนก็เริ่มเข้าใจความลึกลับและความหมายที่แท้จริงของพลังอันสุดขีด
“เช่นนั้นพลังกาลเวลา...”
“อย่าโลภมาก”
อสูรสามเศียรตบไหล่หนิงเทียนโดยไม่พูดอะไรเกี่ยวกับพลังเสื่อมสลายของกาลเวลา
“ถ้าข้ารู้ว่าต้องเลือกระหว่างสองอย่างนี้ ข้าคงเลือกพลังเสื่อมสลายของกาลเวลาไปแล้ว”
หนิงเทียนร้องออกมาด้วยความเสียใจ
อสูรสามเศียรหัวเราะและดุ “ถึงอยากเรียน ข้าก็ไม่สอน”
“อย่าขี้เหนียวนักสิ เอาเช่นนี้ ข้าจะใช้ทักษะควบคุมิญญาแลกเปลี่ยนกับเ้า”
“ไม่แลก สิ่งนี้คือความโลภกินเกินกว่าจะเคี้ยวได้[1] สิ่งที่เ้าเรียนรู้มานั้นทรงพลังมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็ต้องเห็นหนึ่งอย่างเรียนหนึ่งอย่าง ในท้ายที่สุดจะกลายเป็ทุกสิ่งที่เรียนไม่อาจเข้ากันได้เลย”
หนิงเทียนถอนหายใจ “คนที่กินอิ่มไม่รู้ถึงความลำบากของคนอดอยาก[2] ขอบเขตของข้าในยามนี้ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ศัตรูที่ข้าพบเป็ถึงยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่าน ยิ่งข้ามีวิธีการมากเท่าใด ข้าก็ยิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่านั้น”
อสูรสามเศียรพูดอย่างเหยียดหยาม “ยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านที่เ้ากล่าวถึง ข้าเคยเห็นมาบ้างแล้ว ทั้งหมดเป็เพียงภาพลวงตาที่เปราะบางยิ่งนัก”
“แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถเทียบกับเ้าได้ แต่ความได้เปรียบในด้านขอบเขตก็ยังแย่มากอยู่”
อสูรสามเศียรมองหนิงเทียน ก่อนศีรษะหญิงสาวจะพูดว่า “ในโลกที่เ้าอาศัยอยู่ วิธีการฝึกฝนของเหล่ายอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านเ่าั้ล้วนไม่ถูกต้อง”
“มีอะไรผิดปกติหรือ?” หนิงเทียนถาม
“ขอบเขตเปลี่ยนผ่านมีเก้าขั้น หนึ่งขั้นหนึ่งรูปแบบ ทว่าคนเ่าั้ที่ข้าได้พบเจอ ไม่ว่าจะเป็ขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นเจ็ดหรือแปดล้วนมีเพียงรูปแบบเดียว คนเ่าั้ล้มเหลวในการเข้าถึงแก่นแท้ของขอบเขตเปลี่ยนผ่านอย่างสิ้นเชิง”
หนิงเทียนครุ่นคิดแล้วพูดว่า “หนึ่งขั้นหนึ่งรูปแบบ เ้าหมายความว่ามันมีรูปแบบที่แตกต่างกันได้เก้าแบบ แต่ละรูปแบบมีลักษณะที่แตกต่างและมีความสามารถต่างกันเช่นนั้นหรือ?”
“นี่คือสามัญสำนึกพื้นฐานที่สุดในขอบเขตเปลี่ยนผ่าน”
---------------------------------------
[1] โลภกินเกินกว่าจะเคี้ยวได้ (贪多嚼不烂) เป็สำนวนอุปมาว่าการทำงานหรือเรียนหนังสือที่มากจนเกินไป สุดท้ายจะทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง
[2] คนที่กินอิ่มไม่รู้ถึงความลำบากของคนอดอยาก (饱汉不知饿汉饥) เป็สำนวนอุปมาว่าไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น หรือคนที่อยู่ในสถานะที่ดีย่อมไม่เข้าใจความลำบากของคนอื่น
