อาณาจักรเลี่ยคง เมืองโพ่เมี่ย
กลางเมือง ข้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากกระจายตัวกันอยู่
ทุกครั้งที่ค่ายกลนำส่งแห่งมิติเปล่งแสงแล้วมีร่างคนโผล่ออกมาก็จะมีผู้ฝึกลมปราณสวมชุดดำคนหนึ่งเดินขึ้นหน้าไปรับ ยื่นมือรีดไถเอาหินวิเศษเป็ค่านำส่ง
คำนวณจากระยะห่างของการนำส่ง จำนวนหินวิเศษที่เก็บจะต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่อาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิตินี้มายังเมืองโพ่เมี่ยก็ล้วนต้องจ่ายหินวิเศษทุกคน
นอกจากหินวิเศษที่ต้องจ่ายเป็ค่านำส่งแล้ว ผู้ที่มาเหยียบเมืองโพ่เมี่ยเป็ครั้งแรกยังจำเป็ต้องทำป้ายตัวตนอีกหนึ่งแผ่น
ป้ายตัวตนนี้คือตัวแทนของเวลาที่ผู้มาเยือนสามารถอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยได้
“ฟู่วๆ!”
ม่านแสงขมุกขมัวพลันเปล่งวาบขึ้นมาจากในค่ายกลนำส่งแห่งมิตินั้น เมื่อม่านแสงค่อยๆ จางหายไป เนี่ยเทียนและหัวมู่ก็เดินเยื้องย่างออกมา
ยังไม่ทันรอให้คนทั้งสองออกมาจากค่ายกลนำส่งแห่งมิติอย่างเต็มที่ ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งที่สวมชุดดำก็เดินเร็วๆ เข้ามาใกล้
หัวมู่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมากก็หยิบเอาหินวิเศษสามร้อยก้อนจากในแหวนเก็บของของตัวเองออกมาส่งให้
เนี่ยเทียนแอบใช้กระแสจิตของตัวเองไปห่อหุ้มแสงสะเก็ดดาวหนึ่งดวงที่อยู่ในมหาสมุทริญญา สร้างทิพย์จักษุขึ้นมาตรวจสอบแล้วก็พบว่าผู้ที่มามีตบะต้น์่ต้น
คนผู้นั้นสวมชุดดำทั้งร่าง หน้าอกปักรูปหัวกะโหลกสีเืเอาไว้หนึ่งหัว ซึ่งดูเหมือนว่าภาพนั้นจะเป็การยืนยันถึงตัวตนของเขา
เนี่ยเทียนมองประเมินไปรอบด้าน พบว่าพวกคนที่สวมชุดดำ ตรงหน้าอกล้วนมีภาพหัวกะโหลกหนึ่งหัว จึงรู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาจากขั้วอิทธิพลเดียวกัน
“เขายังไม่มีป้ายตัวตน” คนที่มามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาเ็า
ขณะที่หัวมู่กำลังจะเอ่ยปาก พลันเห็นว่าขณะที่ค่ายกลนำส่งแห่งมิติด้านหลังส่องแสงสว่างก็มีผู้ฝึกลมปราณขอบเขตกลาง์คนหนึ่งพยายามจะเบียดตัวเข้าไป
ในค่ายกลนำส่งแห่งมิติมีคนยืนอยู่แล้วสามคน ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสามคนนั้นต่างก็จ่ายหินวิเศษเรียบร้อยแล้วและ้าไปจากที่นี่
ผู้ที่ฉวยโอกาสจะปะปนไปด้วยยังไม่ทันได้เหยียบเข้าไปด้านในก็ถูกชายชุดดำคนหนึ่งกระชากตัวออกมาอย่างง่ายดายราวกับเหวี่ยงไก่ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง
“ป้ายของเ้าหมดอายุคืนนี้” คนที่จับตัวคนผู้นั้นเอาไว้สีหน้าเ็า “เ้าสามารถจ่ายหินวิเศษเพื่อยืดเวลาอยู่ต่อได้ หรือไม่ก็ใช้หินวิเศษที่มากพอมาจ่ายเป็ค่าค่ายกลนำส่งแห่งมิติเดินทางกลับไป”
“ข้าไม่มีหินวิเศษติดตัวแม้แต่ก้อนเดียว!” คนผู้นั้นวิงวอนน่าสงสาร “ขอร้องล่ะ ให้ข้าไปจากอาณาจักรเลี่ยคงเถอะนะ”
“อ้อ ไม่มีหินวิเศษ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องส่งเ้าออกไปนอกเมืองโพ่เมี่ยแล้ว” คนที่สวมชุดดำจับตัวคนผู้นั้นแล้วใช้สายฟ้าหลายเส้นมารัดพันร่างของเขาเอาไว้คล้ายโซ่ตรวน ทำให้คนผู้นั้นขยับตัวไม่ได้
“ข้าไม่อยากออกไปจากเมืองโพ่เมี่ย ข้า้าใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติไปจากอาณาจักรเลี่ยคง ขอร้องล่ะ!” คนผู้นั้นคร่ำครวญโหยไห้
“หึ เ้าคิดว่ากะโหลกเือย่างพวกเราเปิดใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติครั้งหนึ่งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างนั้นรึ?” คนชุดดำแสยะยิ้มดุร้าย “กล้ามาอาณาจักรเลี่ยคง เ้าก็ควรจะรู้ว่าต้องเผชิญกับอะไร ไม่มีหินวิเศษก็รอความตายไปเถอะ”
กล่าวจบคนชุดดำก็หิ้วคนผู้นั้นออกไปนอกเมืองโพ่เมี่ยโดยไม่สนใจเสียงร้องวิงวอนของเขา
เนี่ยเทียนได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเขาชัดเจน ซึ่งเหมือนเขาจะรู้ว่าหากออกไปจากเมืองโพ่เมี่ยก็ต้องตายมิต้องสงสัย ไม่มีทางโชคดีรอดชีวิตแน่นอน
“นอกเมืองโพ่เมี่ยคืออะไรหรือขอรับ?” เนี่ยเทียนถามหัวมู่
หัวมู่ชี้ไปที่เหนือศีรษะ เนี่ยเทียนมองตามก็พบว่ามีม่านแสงพลังิญญาบางๆ หลายชั้นปกคลุมตลอดทั้งเมืองโพ่เมี่ยเอาไว้
“การอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยมีข้อดีอยู่สองอย่าง ข้อแรกก็คือไม่ถูกปราณิญญาฟ้าดินภายนอกที่สกปรกรุกเข้าเกาะกิน ไม่จำเป็ต้องใช้พลังิญญามาต้านทานมันอยู่ตลอดเวลา ข้อดีอีกอย่างก็คือในเมืองโพ่เมี่ยห้ามให้มีการต่อสู้กัน ใครก็ตามที่จ่ายหินวิเศษ มีป้ายตัวตนก็จะได้รับการคุ้มครองจากเมืองโพ่เมี่ย”
“หากออกไปนอกเมืองโพ่เมี่ย กะโหลกเืจะไม่สนใจอีก ซึ่งสามารถเข่นฆ่าฉกชิงกันได้ตามสบาย”
“นอกเมืองโพ่เมี่ยมีพวกเหี้ยมโหดอำมหิตคอยป้วนเปี้ยนอยู่ ซึ่งพวกเขาจะคอยจับจ้องคนที่ออกมาจากเมืองโพ่เมี่ยโดยเฉพาะ ขอแค่พบว่าใครก็ตามที่สามารถเล่นงานได้ก็จะลงมือสังหารอย่างไม่ลังเลทันที”
เขาอธิบายให้เนี่ยเทียนฟังพลางกวักมือเรียกคนชุดดำของกะโหลกเือีกคนหนึ่ง หยิบเอาหินวิเศษออกมาช่วยจัดการทำป้ายตัวตนให้กับเนี่ยเทียน
“เอ้า นับแต่วันนี้ไปป้ายตัวตนนี้ก็เป็ของเ้าแล้ว เ้าลองกรอกกระแสจิตลงไป” หัวมู่รับป้ายตัวตนมาจากมือของสมาชิกกะโหลกเืแล้วยื่นส่งให้กับเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนยื่นมือออกมารับ แล้วจึงปลดปล่อยกระแสจิตกลุ่มหนึ่งเข้าไปในป้ายตัวตนนั้น
เขามองเห็นว่าในป้ายตัวตนที่เป็รูปสามเหลี่ยมประทับค่ายกลที่งามวิจิตรแห่งหนึ่งเอาไว้ ในค่ายกลนั้นมีจุดแสงเล็กๆ อยู่เก้าสิบจุด
พอกระแสจิตกลุ่มนั้นของเขาเข้าไปอยู่ในค่ายกลก็ถูกค่ายกลดึงดูดเอาไว้อย่างแ่า
จุดแสงเก้าสิบจุดมีหนึ่งจุดในนั้นที่เคลื่อนที่ไม่อยู่นิ่ง คล้ายกำลังเผาผลาญพลังงานเพื่อรักษาไม่ให้กระแสจิตกลุ่มนั้นหายไป
“จุดแสงทั้งเก้าสิบจุดนั้นหมายถึง่เวลาที่เ้าสามารถอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยได้ ทุกวันที่ผ่านพ้นไปจะมีจุดแสงหายไปหนึ่งจุดเพื่อรักษากระแสจิตกลุ่มนั้นของเ้าเอาไว้” หัวมู่อธิบาย “เมื่อผ่านไปเก้าสิบวัน จุดแสงทั้งหมดจะหายไป ถึงเวลานั้นกระแสจิตที่เ้ากรอกลงไปก็จะหายไปด้วย”
“เมื่อถึงตอนนั้นก็หมายความว่าหมดเขตที่เ้าจะได้อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยแล้ว”
“หากคิดจะอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยต่อก็ต้องใช้หินวิเศษมาต่อเวลากับกะโหลกเืก่อนที่จุดแสงจะหายไปหมด”
“หินวิเศษหนึ่งก้อนสามารถยืดระยะเวลาได้หนึ่งวัน”
“แน่นอนว่าหากเ้าคิดจะอาศัยค่ายกลนำแสงแห่งมิติของเมืองโพ่เมี่ยเพื่อไปจากอาณาจักรเลี่ยคงก็ยังจำเป็ต้องเตรียมหินวิเศษไว้ให้มากกว่านั้น”
หัวมู่พูดพลางพาเนี่ยเทียนไปจากที่แห่งนี้ด้วย
“กระแสจิตที่อยู่ในป้ายตัวตนทุกชิ้นล้วนเป็เอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน ต่อให้คนอื่นๆ ฆ่าเ้าก็ไม่สามารถ่ชิงป้ายตัวตนของเ้า ไม่สามารถใช้ป้ายตัวตนของเ้าเพื่ออยู่ต่อในเมืองโพ่เมี่ยได้”
“เพราะหากเ้าตายไป กระแสจิตที่เป็ของเ้าในป้ายตัวตนนั้นก็จะสลายหายไปทันที จุดแสงทั้งหมดในป้ายตัวตนก็จะหายไปหมดในเวลาเดียวกัน”
“กะโหลกเืทำเช่นนี้ก็เพราะ้าได้รับหินวิเศษให้มากที่สุด ้าให้ทุกคนจ่ายหินวิเศษให้กับพวกเขา”
“จุดแสงเก้าสิบจุดก็คือเก้าสิบวัน เท่ากับสามเดือน?” เนี่ยเทียนพึมพำ
“อืม เวลาในป้ายตัวตนที่จำกัดไว้ก็คือสามเดือน” หัวมู่มองเขาหนึ่งครั้งแล้วพลันถามว่า “ในกำไลเก็บของของเ้ายังมีหินวิเศษอีกเท่าไหร่?”
เนี่ยเทียนลองตรวจสอบดูแล้วกล่าวว่า “น่าจะประมาณสามร้อยกว่าก้อน”
หินวิเศษในกำไลเก็บของของเขาส่วนหนึ่งอูจี้เป็ผู้มอบให้ และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เขาได้มาจากผู้แข็งแกร่งหลายคนซึ่งถูกเขาสังหารในประตู์
แต่ตอนที่ลี่ฝานจากไป เขาเอาวัตถุดิบมากมายที่ได้รับมาจากประตู์รวมไปถึงหินวิเศษจำนวนมากมอบให้ลี่ฝานไปหมด เพื่อให้ลี่ฝานนำไปมอบให้แก่สำนักหลิงอวิ๋น เป็การแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขา
ตอนนั้นเขานึกว่าเมื่อถูกหลีจิ้งบีบบังคับ เขาคงไม่สามารถกลับคืนไปยังสำนักหลิงอวิ๋นได้อีกแล้ว อีกทั้งสำนักหลิงอวิ๋นยังถูกภูตผีปีศาจโอบล้อม พละกำลังจึงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
ตอนนี้ในกำไลเก็บของของเขานอกจากหินวิเศษสามร้อยกว่าก้อนนั้นแล้วจึงเหลืออยู่เพียงเกราะัเพลิง และยาโลหิตที่หลีจิ้งมอบให้ บวกกับหินผลึกอัคคีอีกบางส่วนเท่านั้น
หากรู้แต่แรกว่าเขาต้องจากอาณาจักรหลีเทียนมาอยู่เมืองโพ่เมี่ยที่จำเป็ต้องใช้หินวิเศษในการดำรงชีวิตทุกขณะแบบนี้ เกรงว่าเขาคงจะไม่ใจกว้างขนาดนั้น
“สามร้อยกว่าก้อนหรือ” หัวมู่ลูบคางทำท่าครุ่นคิด แล้วก็หยิบเอาหินวิเศษราวหยกสามก้อนออกมาให้เขา “นี่คือหยกวิเศษ มูลค่าสูงกว่าหินวิเศษระดับหนึ่ง หยกวิเศษหนึ่งก้อนสามารถแลกหินวิเศษหนึ่งร้อยก้อนได้จากอาณาจักรทั้งเก้า แต่ในเมืองโพ่เมี่ย หากเ้าเอามาแลกกับกะโหลกเืจะได้แค่เก้าสิบหินวิเศษเท่านั้น”
เนี่ยเทียนลูบคลำหยกวิเศษสามก้อนนั้นแล้วรับััอย่างละเอียด พบว่าในหยกวิเศษทุกก้อนล้วนมีพลังิญญาซุกซ่อนเอาไว้ซึ่งเข้มข้นยิ่งกว่าที่มีในหินวิเศษเป็ร้อยเท่า!
หยกวิเศษหนึ่งก้อนมีปราณิญญาเท่ากับหินวิเศษหนึ่งร้อยก้อน นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้หยกวิเศษมีระดับสูงกว่าหินวิเศษ
“หินวิเศษ หยกวิเศษ และผลึกวิเศษคือหน่วยเงินตราที่เป็พื้นฐานที่สุดสำหรับผู้ฝึกลมปราณอย่างพวกเรา” หัวมู่เห็นเขาตื่นตะลึงจึงอธิบายอย่างใจเย็น “โดยทั่วไปแล้วหินวิเศษจะอยู่ริมขอบของเหมืองวิเศษ ส่วนหยกวิเศษอยู่ในจุดลึกของเหมือง และผลึกวิเศษจะอยู่ใจกลางของเหมืองวิเศษ และก็เป็ส่วนยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแท้จริงจากการรวมตัวกันของปราณิญญาฟ้าดิน”
“ผลึกวิเศษหนึ่งก้อนมีมูลค่าเท่ากับหยกวิเศษร้อยก้อน และหยกวิเศษหนึ่งก้อนก็เท่ากับหินวิเศษร้อยก้อน”
“...”
หัวมู่เดินไปพลางอธิบายให้เขารู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างหินวิเศษ หยกวิเศษ และผลึกวิเศษ อธิบายความพิเศษของวัตถุดิบสามชนิดที่มีปราณิญญาซ่อนเร้นนี้อย่างละเอียดและชัดเจน
“หยกวิเศษสามก้อนนั้นเ้าอย่าเอามาใช้ง่ายๆ นั่นเตรียมไว้ใช้ตอนที่เ้าจะฝ่าทะลุคอขวดของ่ท้าย์เหยียบย่างเข้าสู่กลาง์เท่านั้น”
“เ้าเองก็น่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าม่านแสงพลังิญญาของเมืองโพ่เมี่ยแค่ขัดขวางการรุกรานของปราณิญญาฟ้าดินที่สกปรกเท่านั้น ไม่ได้ช่วยทำให้มันสะอาดขึ้น”
“ดังนั้นเมืองโพ่เมี่ยจึงไม่มีปราณิญญาฟ้าดินดำรงอยู่ ต่อไปทุกครั้งที่เ้าฝึกบำเพ็ญตบะก็ล้วนจำเป็ต้องอาศัยหินวิเศษ”
“และเมื่อฝ่าทะลุจากท้าย์สู่กลาง์ก็จำเป็ต้องใช้พลังิญญาฟ้าดินที่เต็มเปี่ยม สภาพร่างกายของเ้าพิเศษกว่าคนอื่น ข้ารู้สึกว่าการฝ่าทะลุของเ้าอาจจำเป็ต้องใช้หยกวิเศษสามก้อนถึงจะได้”
“หินวิเศษสามร้อยกว่าก้อนที่ตัวเ้านั้นสามารถนำมาใช้ในการฝึกบำเพ็ญตบะเวลาปกติ แต่เมื่ออยู่ในเมืองโพ่เมี่ย หินวิเศษเล็กน้อยของเ้ายังอยู่ห่างไกลกับคำว่าพอมากนัก เ้าจำเป็ต้องคิดหาวิธีเอาเองว่าจะ่ชิงหินวิเศษมาเพิ่มเติมเพื่อเ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยต่อไปได้อย่างไร”
“ไม่พึ่งพาตระกูลและสำนัก ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง นี่ก็คือเป้าหมายที่ข้าพาเ้ามาเมืองโพ่เมี่ย”
หัวมู่พูดพลางเดินไปด้วย เนิ่นนานหลังจากนั้นเขาก็มาหยุดอยู่หน้าลานที่พักแห่งหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ที่นี่ก็คือสถานที่ที่ข้าจัดหาไว้ให้เ้า ต่อไปเ้าก็จงอยู่ที่นี่”
-----
