"เลือกพระชายาอะไรกัน?ข้าไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน"เห็นได้ชัดว่าจ้าวอี้ไม่พอใจเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนน้ำเสียงเองก็สูงขึ้นมาก
ฉางไทเฮาเห็นท่าทีของจ้าวอี้ ก็เอ่ยโน้มน้าวให้คล้อยตามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า"เ้าอายุยี่สิบสามแล้ว ควรแต่งภรรยาสักคนตั้งนานแล้ว มารดาเ้าคิดถึงเ้านางทำไปก็เพื่อเ้า"
“อายุยี่สิบสามแล้วอย่างไร พี่ชายแก่กว่าข้าหนึ่งปีเขาก็ยังไม่แต่งงาน ข้าที่เป็น้อง จะแต่งก่อนพี่ได้อย่างไร" จ้าวอี้คิดอะไรบางอย่างได้ก็ลุกพุ่งพรวดขึ้นมา "เสด็จอาเสด็จแม่ฮองเฮาของข้ามักจะชอบเปลี่ยนไปมาได้ตลอด เช่นนั้นไม่สู้ให้ท่านพี่หลีอ๋องแต่งก่อนจะไม่ดีกว่าหรือเสด็จแม่จะต้องลงแรงเต็มที่เพื่อที่จะจัดงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ให้ท่านพี่เป็แน่"
จ้าวเยี่ยนขมวดคิ้ว เหลือบมองไปหาเหนียนยวี่ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ละสายตาออกและดื่มชาต่อทว่าเพียงแค่่เวลาเสี้ยวเดียวนั้น ฉางไทเฮาก็สังเกตเห็น
นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เหลือบมองเหนียนยวี่อย่างครุ่นคิดไม่เอ่ยอะไร และยังคงจิบชาหอมกรุ่นนี้ต่อไป
จ้าวอี้และฉางไทเฮาคุยกันอยู่พักหนึ่ง ไทเฮามองเหนียนยวี่อย่างระมัดระวังเล็กน้อยแล้วจ้าวอี้ก็อยากจะพาเหนียนยวี่ไปเดินเล่นรอบๆ วังหลวงคนสองคนก็ออกจากตำหนักฉางเล่อ
ในห้องน้ำชา
เหลือเพียงฉางไทเฮาและจ้าวเยี่ยนสองแม่ลูกฉางไทเฮายังคงมีภาพลักษณ์ใจดีรักใคร่ ทว่ากลับมีความกดดันอัดแน่นอยู่ภายในอย่างอธิบายไม่ถูก
"เ้า...พึงพอใจเหนียนยวี่ผู้นั้นเข้าแล้วหรือ"จู่ๆ ฉางไทเฮาก็เอ่ยปากขึ้นมาทันใด น้ำเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นปกติทว่าเมื่อจ้าวเยี่ยนได้ยิน ในใจเขากลับรู้สึกสั่นสะท้าน
"เสด็จแม่...ข้า..."จ้าวเยี่ยนสบตาฉางไทเฮาอย่างไม่หลบเลี่ยง "ข้ารู้สึกสนใจนาง แต่ทว่าความสนใจที่มีต่อนางส่วนมากจะเป็เพราะองค์หญิงใหญ่เสียมากกว่า"
ฉางไทเฮาประจันหน้ากับเขา ราวกับว่ากำลังตรวจสอบข้อจริงเท็จในคำพูดนั้นเพียงชั่วครู่ ความเคร่งขรึมจริงจังบนใบหน้าก็เบาบางลงเมื่อคิดถึงเหนียนยวี่ผู้นั้น ดวงตาก็กลับมามืดมนลงเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
"บุตรีอนุจวนเหนียนผู้นี้ได้ช่วยองค์หญิงใหญ่ไว้ถูกองค์หญิงใหญ่รับเป็บุตรีบุญธรรมนางและคุณหนูตระกูลขุนนางเ่าั้ต่างกันจริงๆ อย่างที่มู่อ๋องกล่าวไว้ทุกคำ"
“ใช่พ่ะย่ะค่ะนางแตกต่างจากสตรีคนอื่นๆ อยู่บ้าง" จ้าวเยี่ยนลูบถ้วยชาในมือเบาๆ นึกถึงเหนียนยวี่ที่มองเขาเมื่อครู่ความเย้ยหยันในสายตาคู่นั้น เมื่อลองสำรวจพินิจดูอย่างละเอียดแล้ว ในสายตาเย้ยหยันประหนึ่งมีความรู้สึกอย่างอื่นปะปนอยู่ในสายตานั้นด้วยแม้จะเป็เขาก็ยังยากที่คาดเดา
"แตกต่างก็คือแตกต่างทว่า..." ฉางไทเฮาเลิกคิ้ว กล่าวชี้ชัดประเด็นสำคัญ "แต่จิตใจของเ้าจะต้องไม่หวั่นไหวไปกับความแตกต่างเล็กน้อยตรงนี้"
“เสด็จแม่...”จ้าวเยี่ยนชะงักไปเล็กน้อย อยากจะอธิบาย ทว่าฉางไทเฮากลับตัดบทพูดของเขาเอ่ยออกไปต่อว่า "แม้นางจะเป็บุตรีบุญธรรมขององค์หญิงใหญ่ชิงเหอเ้าก็ห้ามไปมีใจหวั่นไหวให้กับนาง หากเ้าสนใจ ไม่สู้ไปสนใจคุณหนูใหญ่เหนียนอีหลานจวนเหนียนจะดีเสียกว่า"
เหนียนอีหลานหรือ?
พี่สาวของเหนียนยวี่งั้นหรือ
สตรีที่มีรูปโฉมงดงามคนนั้น เคยได้ยินจากชื่อฉินว่าในอนาคตข้างหน้านางเป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้ขึ้นแท่นกลายเป็สาวงามอันดับหนึ่งของแคว้นเป่ยฉี
จ้าวเยี่ยนขมวดคิ้ว"ความหมายของเสด็จแม่คือ..."
“ความหมายของข้าก็คืออายุของเ้าก็ถึงวัยควรจะแต่งงานแล้ว และคุณหนูสกุลเหนียนก็ผ่านพิธีปักปิ่นแล้วในปีนี้พวกเ้าเองก็ดูเหมาะสมกันมาก" ฉางไทเฮาค่อยๆ จิบชาขึ้นอย่างช้าๆน้ำเสียงกลับมาสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์
“ทว่าองค์หญิงใหญ่..." ในใจจ้าวเยี่ยนปฏิเสธที่จะเข้าใกล้เหนียนอีหลานให้มาเป็คู่ครอง เขารู้อยู่เสมอว่าการแต่งงานของเขาจะต้องแต่งเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หากเป็เขาเมื่อก่อนก็คงจะเชื่อฟังคำแนะนำของเสด็จแม่อย่างไม่รีรอทว่ายามนี้ในใจของเขาไม่เรียบง่ายดั่งเช่นเมื่อก่อนแล้ว
“องค์หญิงใหญ่นั่นเ้าไม่ต้องกังวลให้มาก เ้าควรไปใกล้ชิดกับตระกูลหนานกงมากกว่าองค์หญิงใหญ่เหนียนอีหลานเป็ลูกหลานของตระกูลหนานกง แม้หนานกงเยวี่ยจะแต่งออกจากจวนหนานกงแล้วแต่นางเป็บุตรที่นายท่านหนานกงและฮูหยินรักใคร่มากที่สุด อำนาจของตระกูลหนานกงข้าคิดว่าไม่จำเป็ต้องพูด เ้าก็น่าจะเข้าใจ” ฉางไทเฮาหรี่ตาลงเล็กน้อยราวกับคิดอะไรได้บางอย่าง มือที่ถือถ้วยชากำแน่น "เยี่ยนเอ๋อร์ บนโลกใบนี้เ้ากับข้า สองคนแม่ลูกจะต้องจัดการทุกอย่างให้เป็ขั้นตอน ย่อมต้องระมัดระวังมิเช่นนั้น...ก็จะเป็ได้แค่เนื้อบนเขียงที่ถูกคนมีอำนาจชี้ต้นตายชี้ปลายเป็าแบนตัวเ้าคือบทเรียนราคาแพงที่สุด"
จ้าวเยี่ยนรู้สึกเ็ปจากาแบนสะบักหลังเมื่อนึกถึงอันตรายในวันนั้น สีหน้าของเขาก็ตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย"เสด็จแม่ การลอบสังหารในวันนั้น หม่อมฉันเองก็กำลังแอบสืบอยู่อย่างลับๆเช่นกัน สัญลักษณ์กรงเล็บเหยี่ยวบนหัวธนูเป็ของแคว้นตงหลีเป็อย่างที่คนข้างนอกเล่าลือกันจริงหรือที่ว่าฮองเฮาไม่้าให้ท่านกลับมาวังหลวง”
“แม้นางไม่้าให้ข้ากลับมาแต่ข้าก็กลับมาแล้ว" ฉางไทเฮากล่าวขบขันเสียงเบา เบนสายตาก้มมองใบชาในถ้วย"ในเมื่อเป็ธนูของตงหลี เช่นนั้นพวกเราหนานเยวี่ยไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยให้นางรังแกได้"
"เสด็จแม่ท่าน้า..." จ้าวเยี่ยนสบตาฉางไทเฮา ไม่พลาดประกายความไม่มั่นใจที่พาดผ่านออกมา
ฉางไทเฮาปราดตามองจ้าวเยี่ยนแวบหนึ่งและยื่นมือไปหาเขาจ้าวเยี่ยนรีบลุกขึ้นและก้าวไปข้างหน้าช่วยประคองฉางไทเฮาขึ้นยืนทันที"วันนี้งานเลี้ยงฉีเฉี่ยวและงานเลี้ยงในสวนน่าจะคึกคักอย่างมากแค่คนที่เคยอยู่ที่ชิงโหยวกว่านบนเขาฉีชาน คงทนเสียงจอแจคึกคักพวกนี้ไม่ไหวทว่าราชทูตจากหนานเยวี่ย อย่างไรก็เป็คนจากบ้านเกิดข้า หากข้าไม่ไปพบสักหน่อยก็คงจะดูไม่เหมาะสมนักเ้าก็ต้องช่วยข้าต้อนรับพวกเขา แต่ร่างกายเ้าาเ็ บางเื่ก็อย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า"
"พ่ะย่ะค่ะหม่อมฉันเข้าใจ" จ้าวเยี่ยนไม่ได้สืบสาวคำพูดที่ว่า "คึกคัก"ของฉางไทเฮาคืออะไร ทว่าก็เข้าใจ งานเลี้ยงในสวนคงไม่สงบสุขขนาดนั้น
เมื่อถึงเวลา ขันทีไปที่ประตูอันชิ่งเพื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาและเชื้อเชิญเหล่าคุณหนูและฮูหยินทุกคนเข้าไปในวัง
เหนียนอีหลานเมื่อเข้าไปในวังหลวง ก็สอดส่องตามหาตัวมู่อ๋องจ้าวอี้ทว่าวังหลวงใหญ่โตเกินไป นางหาจนทั่วทุกสารทิศก็ยังคงไม่เห็นแม้แต่วี่แวว
หนานกงเยวี่ยที่เห็นเหนียนอีหลานหม่นหมองในสายตา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา"เป็แค่บุตรีอนุตัวเล็กๆ แม้รายชื่อจะถูกบันทึกไว้ในทะเบียนของราชนิกุลแล้วแต่จะกลายเป็คนในราชวงศ์ไปจริงๆ ได้อย่างไร อีหลาน คนที่คิดการใหญ่จะต้องเก็บอารมณ์ลงไปให้ได้"
เหนียนอีหลานฟังคำสั่งสอนของหนานกงเยวี่ยจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยกยิ้มขึ้นบนใบหน้า
"ท่านแม่ อีหลานรู้แล้วเ้าค่ะ"เหนียนอีหลานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ท่วงท่าสง่างามผ่าเผยกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่นช่างไร้ที่ติ
หนานกงเยวี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจคิดอะไรบางอย่างได้ก็สั่งเหนียนอีหลานว่า "คำพูดที่พูดกับเ้าในจวนยังจำได้ทั้งหมดหรือไม่?"
"จำได้เ้าค่ะ"เหนียนอีหลานนึกถึงโอกาสที่หนานกงเยวี่ยพูดกำชับไว้เมื่อสงบสติอารมณ์ลงไปได้มากแล้ว ก็หันไปสบตาหนานกงเยวี่ย และบรรจงใช้ทำท่วงท่าสง่างามเพียบพร้อมเดินตามหนานกงเยวี่ย
ถึงแม้ว่าวันนี้เหนียนยวี่จะอยู่ที่นี่เหนียนอีหลานก็ยังคงเปล่งประกายอยู่ในงานเลี้ยงในสวนแห่งนี้ทำให้ทุกคนจดจำว่าคุณหนูแห่งจวนตระกูลเหนียนมีเพียงเหนียนอีหลานเท่านั้น!
เหล่าคุณหนูและฮูหยินอยู่ในสวนยวี่ฮวาเหนียนยวี่ที่ออกมาเดินเล่นรอบๆ วังกับจ้าวอี้ พวกเขามาถึงที่แห่งหนึ่งฝีเท้าของเหนียนยวี่ราวกับหยั่งรากก็ไม่ปาน มิอาจจะก้าวไปข้างหน้าได้อีก
"ตำหนักชีอู๋"
เหนียนยวี่เงยหน้าขึ้นมองตัวหนังสือตัวใหญ่เคลือบทองงดงามไม่กี่คำที่สลักอยู่ความทรงจำนับไม่ถ้วนพรั่งพรูขึ้นในใจนางราวกับสายน้ำ
ยามที่จ้าวเยี่ยนขึ้นครองบัลลังก์ครั้งแรกเขาพานางมาที่ตำหนักหลังนี้
เขากล่าวว่านี่คือบ้านที่เขามอบให้นางพวกเราจะอยู่ด้วยกันในตำหนักชีอู๋แห่งนี้ มีลูกและอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าทว่าสุดท้าย...