บทที่ 116 ฝึกด้วยกายกระบี่
“ท่านเ้าสำนัก พวกท่านมีเจตจำนงกระบี่อยู่ในกายไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่ฝึกฝน?” ฉินชูกล่าวหลังจากเก็บคัมภีร์
“ตอนอายุน้อย ข้ามีพลังกายขั้นสามเสียที่ไหนกัน? แล้วจะมีเจตจำนงกระบี่ได้ที่ไหน? ต่อให้มีทั้งสองอย่าง ข้าก็ไม่ใช่สายเืเดียวกับเ้าสำนักสูงสุด ไม่มีคุณสมบัติในการฝึกฝน” หลัวเจินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลู่หยวนเห็นว่าฉินชูจ้องมองมาทางตนเอง จึงเอ่ยปากพูดเช่นกัน “ยังไม่ต้องพูดถึงเื่สถานะ ส่วนสำคัญคือเงื่อนไขการฝึกตน เมื่อตอนที่มีพลังกายขั้นสามและเจตจำนงกระบี่ การฝึกโดยตำรายุทธ์ของตนเองก็ใช้เวลายาวนานนับแรมปี เมื่อมีแล้ว ยากที่จะหันมาฝึกตำรายุทธ์อื่นๆ ดังนั้นนี่คือโอกาสของเ้า”
ฉินชูครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เข้าใจสิ่งสำคัญได้ทันที การดำรงอยู่ของคัมภีร์กระบี่ท้า์ สำหรับลูกศิษย์จำนวนมากของสำนักชิงหยุนแล้ว เป็เื่ยากที่จะเข้าถึง
หลังจากหันหน้ากลับไปมองโม่เต้าจื่อ ฉินชูจึงยื่นมือข้างหนึ่งออกไปหยิบแต้มคุณูปการที่อยู่ในมือของโม่เต้าจื่อกลับคืนมา
“หากเ้ากล้าเล่นลิ้นละก็ ข้าจะตีเ้าเสียให้ตาย...” ทันทีที่โม่เต้าจื่อจะโมโห ฉินชูก็ยื่นหญ้าหอมนภามัดหนึ่งไปตรงหน้าเขา
“ยังมีหญ้าหอมนภาอีกหรือ?” โม่เต้าจื่อจ้องตาไม่กะพริบ
“ท่านยังจะตีข้าให้ตายอยู่หรือไม่?” ฉินชูถือหญ้าหอมนภาแล้วร่นถอยหลัง ทำท่าทางจะเก็บลงไป
“ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น ลูกศิษย์ยอดเยี่ยมเช่นเ้า ข้าโปรดปรานยิ่งนัก จะตีลงได้อย่างไรกัน!” โม่เต้าจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฉินชูส่ายหน้าไปมา “ท่านพูดอะไรรู้อยู่แก่ใจ ไม่ผิดมโนธรรมบ้างหรือ?”
“เหลวไหล ข้าดูแลเ้าไม่มากพอหรือ? ถ้าดูแลเ้าไม่มากพอ ครั้งก่อนที่คนชุดดำมาสังหารเ้า เ้าคงพิการไปนานแล้ว” โม่เต้าจื่อสวนฉินชูทีหนึ่ง
หลังจากที่ฉินชูหัวเราะ ก็หยิบหญ้าหอมนภามัดหนึ่งออกมา “ครั้งก่อนศิษย์นำของพวกนี้ออกมา สำนักให้แต้มสะสมล้านคะแนน ตอนนี้ข้านำบัตรคุณูปการกลับคืนมา นับว่ายุติธรรมแล้ว”
“หญ้าหอมนภาเหล่านี้หลอมเป็โอสถวิเศษ เพียงพอให้ผู้ฝึกตนขั้นห้าของพวกเราใช้ได้หลายปี เ้าใช้สิ่งนี้แลกเปลี่ยน ก็ค่อนข้างจะยุติธรรม” โม่เต้าจื่อพยักหน้า
ฉินชูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “อันที่จริงไม่มีคัมภีร์กระบี่ท้า์ ศิษย์ก็ตั้งใจจะนำหญ้าหอมนภาบางส่วนออกมาให้พวกท่านอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็ลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุน ข้าฉินชูยังได้ทำคุณูปการบางอย่าง แน่นอนว่า ถ้าหากเป็คนเช่นจงฮั่นและซูซานเหอที่เป็เ้าสำนัก ข้าอาจจะจากสำนักชิงหยุนไปก่อนก็เป็ได้”
ในขณะที่โม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ กำลังครุ่นคิด ฉินชูก็จากไปแล้ว ตอนนี้สำหรับเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาคัมภีร์กระบี่ท้า์
ด้านในตำหนักยอดเขาหลัก โม่เต้าจื่อ หลัวเจินและลู่หยวนทั้งสามคนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
“เ้าสำนัก รองเ้าสำนักลู่ ฉินชูเป็ผู้ที่มีหลักการ ผู้ใดดีกับเขา เขาก็ดีกับคนผู้นั้น ข้อนี้จะต้องจดจำเอาไว้ให้ดี” โม่เต้าจื่อกำชับหลัวเจินกับลู่หยวนประโยคหนึ่ง ก็จากไป
“เื่นี้ค่อนข้างใหญ่ จำเป็ต้องระวังหน่อย อย่าให้ผู้ใดมาทำให้เ้าหนุ่มนี่โมโหเชียว เขาอายุยังน้อย นิสัยโผงผาง” ลู่หยวนเอ่ยปากกล่าว
หลัวเจินยิ้ม “ไม่เป็ไร สิ่งที่ฉินชูใส่ใจคือท่าทีของสำนักระดับสูง ขอเพียงแค่สำนักระดับสูงไม่ทำให้เกิดความลำเอียง ก็ไม่มีปัญหา อีกอย่างตอนนี้จะมีผู้ใดทำให้เขาโมโหได้เล่า?”
หลังจากที่ฉินชูกลับไปถึงยอดเขาชิงจู๋ ก็หยิบคัมภีร์กระบี่ท้า์ออกมาศึกษา
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฉินชูก็ศึกษาคัมภีร์กระบี่ท้า์จนเข้าใจ
“นี่ถึงเป็วิถีกระบี่งั้นหรือ?” ได้อ่านคัมภีร์กระบี่ท้า์แล้ว ฉินชูมีความปลงอนิจจังบางอย่าง ถึงแม้ว่ายังไม่ได้ฝึกฝน แต่ก็ได้ััถึงความทรงพลังของคัมภีร์กระบี่ท้า์แล้ว
คัมภีร์กระบี่ท้า์แบ่งออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งคือการฝึกฝนพลังชีวิต อีกส่วนหนึ่งคือการฝึกฝนด้วยกายกระบี่
ส่วนแรกเป็เคล็ดวิชาการฝึกฝนพลังชีวิต เป็การใช้เคล็ดวิชากระบี่ท้า์เป็หลัก สร้างเคล็ดวิชาใหม่ออกมา เรียกว่ากระบี่หยวนเจวี๋ย!
อีกส่วนเป็การฝึกฝนของกายกระบี่ เหตุใดต้องกายกระบี่? นั่นคือการนำร่างกายฝึกฝนจนกลายเป็กระบี่ ใช้เจตจำนงกระบี่รวมเข้ากับพลังชีวิต เพื่อทำให้ร่างกายเข้มแข็งขึ้น ทำเช่นนี้เท่านั้นถึงจะสามารถทนต่อการโจมตีร่างกายของกระบี่หยวนเจวี๋ยได้
เมื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ฉินชูจึงเริ่มต้นการฝึกฝนทันที
การฝึกฝนกระบี่หยวนเจวี๋ย สำหรับฉินชูไม่ยากเท่าใดนัก เนื่องจากสิ่งก่อนหน้าที่เขาฝึกฝนคือเคล็ดวิชากระบี่ท้า์ คล้ายกับกระบี่หยวนเจวี๋ยมาก เพียงแต่ว่ากระบี่หยวนเจวี๋ยจะเฉียบคมมากกว่า หลังจากกระบี่พลังชีวิตปรากฏขึ้น ฉินชูรู้สึกว่าจุดตันเถียนของตนเองกับร่างกายล้วนถูกแทงจนทะลุแล้ว
หลังจากกระบี่พลังชีวิตปรากฏขึ้น ฉินชูจึงเริ่มต้นฝึกฝนกายกระบี่ต่อ หากไม่ฝึกฝนกายกระบี่ เช่นนั้นก็จะฝึกฝนกระบี่หยวนเจวี๋ยต่อไปไม่ได้ ร่างกายจะถูกการฝึกฝนทำลาย
เจตจำนงกระบี่รวมเข้ากับกระบี่พลังชีวิตทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ฉินชูััได้ถึงหมื่นศรเสียดแทงหัวใจ นี่คือกระบี่พลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย และเส้นลมปราณ หากเป็สิ่งที่มาจากข้างนอก ร่างกายของเขาคงถูกแทงจนเืไหลออกมา
สิ่งที่ฉินชูไม่รู้คือ เพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาไร้นามที่ท่านผู้เฒ่าถ่ายทอดให้แก่เขา ร่างกายจึงได้แข็งแกร่งมากจนถึงขั้นสี่ ไม่เช่นนั้นกระบี่พลังชีวิตขั้นสี่คงทำลายร่างกายของเขาเป็แน่
เจตจำนงกระบี่รวมเข้ากับกระบี่พลังชีวิตไหลเวียนอยู่ในร่างกาย บนใบหน้าของฉินชูเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เขาเ็ปนัก แต่เขาจำเป็ต้องยืนหยัดต่อไป เนื่องจากกายกระบี่มีส่วนช่วยในการฝึกฝนกระบี่พลังชีวิต ไม่มีการช่วยของกายกระบี่ เช่นนั้นกระบี่พลังชีวิตก็ไม่สามารถฝึกฝนต่อไปได้
ฉินชูฝึกฝนอยู่ที่ผาหินตัดเป็เวลาสามวัน ถึงฝึกฝนกายกระบี่สำเร็จ
ค่อยๆ สังเกตร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูจึงพบว่าระดับความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย อีกทั้งร่างกายยังเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
จ้องมองเสื้อคลุมบนร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยร่องรอยของเหงื่อ ฉินชูจึงเดินมาด้านในลำธารเล็กที่อยู่ด้านล่างผาเพื่ออาบน้ำ เขารู้สึกสบายตัวไม่น้อย ไม่เพียงแค่ความสบายบนร่างกายเท่านั้น แต่เป็ความสบายของจิตใจ เมื่อเรียนรู้คัมภีร์กระบี่ท้า์พื้นฐานแล้ว เขาก็ทำการฝึกฝนต่อไปได้
เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉินชูก็กลับไปที่บ้านไม้ ชงชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย ก่อนจะครุ่นคิด เขาต้องฝึกฝนจนกว่าจะทำให้พลังเสถียร และรอโม่เต้าจื่อถ่ายทอดวิชาให้
หลังจากดื่มชา ฉินชูก็มาที่หอเก็บสมบัติ แลกเปลี่ยนโอสถหลิงหยวนหนึ่งชุด
หลังจากแลกเปลี่ยนโอสถคืนแล้ว ฉินชูก็มาถึงห้องโอสถ
เมื่อปรมาจารย์โอสถถางเห็นฉินชู ก็โบกไม้โบกมือให้เขาทันที “เ้ามาแล้วหรือ กำลังจะหลอมโอสถหลิงหยวนชุดหนึ่งพอดี เ้ามาหลอมโอสถแทนข้าที”
ฉินชูยิ้ม ถกแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะเริ่มหลอมโอสถ การหลอมโอสถหลิงหยวนขั้นสาม สำหรับเขาแล้วไม่ได้ยากลำบากใดๆ
หลังจากหลอมโอสถหลิงหยวนขั้นสามเสร็จชุดหนึ่ง ฉินชูจึงนั่งลงที่ตรงข้ามปรมาจารย์โอสถถาง และรินน้ำชาให้ตนเอง
“จิตใจและพละกำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็คือการเติบโต! ฝีมือการหลอมโอสถก็คล่องแคล่วขึ้นเป็อย่างมาก” หลังจากมองสำรวจฉินชูครู่หนึ่ง ปรมาจารย์โอสถถางก็เอ่ยปากกล่าวชม
“ขอบคุณคำชมของผู้าุโถาง ต่อจากนี้ศิษย์ตั้งใจจะหลอมโอสถหลิงหยวนเสียหน่อย” ฉินชูเอ่ยปากกล่าวขึ้น
“ไม่ได้! หากยังไม่ถึงขั้นสี่ ยากมากที่จะหลอมโอสถหลิงหยวนออกมาได้ นี่คือกฎ ถึงจะมีการฝืนลิขิตได้บ้าง แต่นั่นก็เป็ไปได้น้อยยิ่งนัก พวกเราจะฝืนดึงดันไม่ได้ อย่างไรเสียค่อยเป็ค่อยไปจะดีกว่า” ปรมาจารย์โอสถถางจ้องมองฉินชู
มองดูภายในห้องโอสถ ไม่ค่อยมีผู้คนเท่าใดนัก ฉินชูจึงปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมาต่อหน้าของปรมาจารย์โอสถถาง “ศิษย์ได้ถึงขั้นสี่แล้ว ไม่ใช่ว่าศิษย์อยากปิดบังอาจารย์ไว้ แต่เนื่องจากต่อจากนี้ศิษย์จะไปเข้าร่วมการประลองสี่สำนักใหญ่รุ่นอายุน้อย ดังนั้นหากซ่อนพลังได้ก็จำเป็ต้องซ่อน”
“ขั้นสี่... เ้าได้ฝึกฝนจนถึงขั้นสี่แล้ว เช่นนั้นการหลอมโอสถหลิงหยวนก็ไม่มีปัญหา มา พวกเรามาลองดู!” เมื่อเห็นผลการฝึกตนของฉินชู ปรมาจารย์โอสถถางตื่นเต้นดีใจไม่น้อย เขาเองก็อยากจะประจักษ์พยานการเกิดของอาจารย์หลอมโอสถขั้นสี่ท่านหนึ่ง
