ยามราตรี ลึกเข้าไปราวหนึ่งร้อยลี้ในป่าด้านเหนือของเมืองเหยียนหลิน
ไป๋หยุนเฟยแหวกต้นหญ้าสูงท่วมศีรษะที่บังสายตายามมุ่งหน้าไป เหลียวมองไปทางใดก็เห็นแต่ทะเลป่ารอบกาย หลังจากเดินเหยียบย่ำใบไม้แห้งไปได้สองสามร้อยวา ในที่สุดมันก็ตัดสินใจปีนขึ้นบนต้นไม้สูงเพื่อสำรวจโดยรอบ
ครู่ต่อมา ใบหน้ามันก็หม่นหมองลงยามได้เห็นดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าที่ห่างไกล “บัดซบ แม้แต่ข้าก็ยังไม่ทราบว่าตนเองอยู่ที่ใด ต่อให้ศัตรูเข้ามาก็อย่าหวังจะหาข้าพบได้??”
“ช่างเถอะ ไม่ใช่ว่าเป็เช่นนี้เสมอหรือ? เมื่อข้าทราบทิศทางหลัก ก็คงไม่เป็ไรแล้ว หากดวงอาทิตย์ตกทางด้านนั้น เช่นนั้นก็ทิศเหนือก็ควรเป็ด้านนั้น...” ไป๋หยุนเฟยหันหน้าไปสู่ทิศเหนือพลางใคร่ครวญอย่างหนัก “คาดว่าเจียงฟ่านต้องสามารถหยุดยั้งชายชุดดำเอาไว้ได้ ดังนั้นยามนี้ก็สมควรจะปลอดภัยแล้ว แต่คงไม่อาจกลับไปยังเมืองเหยียนหลินได้อีกเช่นกัน คงต้องมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือต่อไป...”
“ช่างน่าเสียดายนัก! ข้าได้พักอยู่ในเมืองเหยียนหลินเพียงสองวันเท่านั้น ยังมีอีกสิ่งที่ข้ายังไม่ทันได้ชมดูอีกตั้งมากมาย!” ไป๋หยุนเฟย
“เอ๊ะ?” ทันใดนั้น ไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบเห็นบางอย่างที่เหนือศีรษะ
“เฟี้ยว!!”
เสียงสายลมเคลื่อนดังกระชั้นเข้ามาใกล้ จากนั้นเงาสีครามโฉบผ่านศีรษะไป๋หยุนเฟยไปโดยที่มองไม่ทันว่าเป็สิ่งใด หลังจากเงานั้นพุ่งผ่านไปก็กลายเป็จุดเล็กๆหายลับไปภายในชั่วพริบตา
“นั่นคือ... วิหค?? แต่ไม่ใช่ว่าบินเร็วเกินไปหรือ?” ไป๋หยุนเฟยเหม่อมองด้วยสายตาเหลือเชื่อ ก่อนจะสะดุ้งนึกบางอย่างออก จึงกล่าวออกมาว่า “แต่ััเช่นนี้ ดูคุ้นเคยอยู่บ้าง... โอ! ััเช่นนี้แทบจะเหมือนกับเสี่ยวถัง!”
“ที่แท้ก็เป็อสูริญญา!!” ไป๋หยุนเฟยร่ำร้องด้วยความตระหนก “พลังมันด้อยกว่าเสี่ยวถังเล็กน้อย แต่ความเร็วกลับมากกว่าจนเทียบกันไม่ติด!”
ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันพลางเหลียวมองรอบกาย “ป่าแห่งนี้ถึงกับมีอสูริญญาได้? ไม่ใช่ว่าน่าประหลาดหรือ? กลับไม่เคยพบเื่เช่นนี้มาก่อน...”
“วิหค... ต้องเป็วิหคแน่... หากว่าข้ามีคู่หูเป็อสูริญญาวิหค ชีวิตคงไม่ย่ำแย่เช่นนี้ แต่ว่ามันจากไปรวดเร็วปานนั้น...” ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะ แต่พริบตาต่อมาก็พลันรู้สึกว่าศีรษะเปียกแฉะ “เอ๊ะ? มีอะไรอยู่บนศีรษะข้า?”
เมื่อมันยกมือขึ้นลูบศีรษะ ก็ััถูกบางอย่างที่เปียกชื้นเหนียวติดนิ้วมือ
“ไม่อยากเชื่อ ไฉนข้าจึงโชคร้ายได้ปานนี้?” คาดว่าเป็วิหคเมื่อครู่ที่อุจจาระใส่มันขณะที่บินผ่านไป ไป๋หยุนเฟยอดไม่ได้ต้องสบถออกมาก่อนจะยกมือขึ้นดู
“โลหิต?” แต่มิคาด ที่แปดเปื้อนนิ้วมือจะกลายเป็โลหิต
“เช่นนั้นก็หลายความว่า... มันาเ็อยู่?” ไป๋หยุนเฟยมองตามไปยังทิศทางที่วิหคนั้นบินไปด้วยสีหน้าประหลาดใจ “แม้จะาเ็ก็ยังบินได้เร็วปานนั้น?! แสดงว่ามันกำลังหนีตายอยู่? ได้รับาเ็มิหนำซ้ำยังพยายามหลบหนีสุดชีวิต...”
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ ไป๋หยุนเฟยก็พลันรู้สึกเวทนาต่อวิหคเมื่อครู่ ราวกับมีสายใยแห่งโชคชะตาเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองเอาไว้ จึงทำให้ไป๋หยุนเฟยเริ่มเห็นใจต่อวิหคที่ไม่ทันได้มองเห็นตัวนี้
“เอาเถอะ! เดินทางต่อดีกว่า!” ไป๋หยุนเฟยเช็ดคราบโลหิตออกจากศีรษะแล้วะโลงจากต้นไม้เดินทางต่อ
…………
ยามราตรี ไป๋หยุนเฟยเสาะหาสถานที่เร้นลับใช้พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายจนถึงยามเช้า
ผ่านไปสองวันสามคืน ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็พบว่าเบื้องหน้าตนเองปรากฏถนนอันกว้างใหญ่ทอดผ่าน สร้างความยินดีแก่มันยิ่ง หากว่าต้องอยู่ในป่าอีกสักสองวัน คาดว่าไป๋หยุนเฟยคงต้องคลุ้มคลั่งเป็แน่
“ไม่ทราบว่าที่นี่เป็ที่ใด แต่ดูจากทิศทางแล้ว เส้นทางนี้คงไปสู่เมืองเหยียนหลิน ถ้าเช่นนั้นทางนี้ต้องเป็...” ไป๋หยุนเฟยลังเลไม่แน่ใจว่าถนนเส้นนี้จะไปสู่ที่ใด หลังจากนำแผนที่จากแหวนช่องมิติออกมาศึกษาอยู่เนิ่นนานก็บอกกับตนเองว่า “หากข้าไปตามเส้นทางนี้ จะไปถึง... เมืองกู่ยี่!”
“แต่ไม่ทราบว่านี่ที่ห่างจากเมืองกู่ยี่เท่าใด ทางที่ดีควรหาคนเพื่อถามให้แน่ใจ” ไป๋หยุนเฟยกวาดตารอบบนถนนมองหาคน แต่ก็ไม่พบผู้ใด
“ช่างเถอะ เดินไปก่อน หากพบคนระหว่างทางก็ค่อยสอบถาม หากว่าเร่งฝีเท้าขึ้นหน่อยคงสามารถไปถึงเมืองกู่ยี่ในไม่ช้า”
เมื่อตัดสินใจได้ ไป๋หยุนเฟยก็ไม่เสียเวลาอีก มองเห็นดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นเหนือศีรษะก็นำหมวกฟางออกมาสวม จากนั้นจึงเริ่มออกเดินพลางคลอเพลงพื้นบ้านไปตามถนนอย่างผ่อนคลาย
……
อัพเกรดสำเร็จ
“ระดับไอเทม: ธรรมดา”
“ระดับการอัพเกรด: +8”
“พลังป้องกัน: 2”
“พลังป้องกันเพิ่มเติม: 5”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 4 แต้ม”
ระหว่างการเดินทางอันน่าเบื่อหน่าย ไป๋หยุนเฟยจึงฉวยโอกาสที่มีเมฆบดบังดวงอาทิตย์ ถอดหมวกฟางออกมาอัพเกรดฆ่าเวลา
“พลังป้องกันเจ็ดหน่วย เป็ระดับที่สามารถต้านรับก้อนหินที่ฟาดใส่ได้ ไม่ทราบว่าหากอัพเกรดถึง +10 จะเกิดผลกระทบเพิ่มเติมเช่นไร?” ไป๋หยุนเฟยมองดูหมวกฟางด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะเริ่มคาดเดา “แต่นี่เป็เพียงสิ่งของไร้ราคาซึ่งหาจากที่ใดก็ได้ คาดว่าคงไม่มีอะไรพิเศษ...”
ครั้งหนึ่งไป๋หยุนเฟยเคยอัพเกรดเสื้อผ้าธรรมดาชุดหนึ่งถึง +10 ผลก็คือ พลังป้องกันที่ได้ยังไม่ถึงสิบหน่วย มิหนำซ้ำผลกระทบพิเศษที่ได้ก็คือ เมื่อถูกโจมตีมีโอกาส 1% ที่จะเพิ่มพลังป้องกันขึ้นอีก 10
“ช่างเถอะ หากมันสลายไปคงน่าเสียดาย หมวกฟางใบนี้อยู่กับข้ามานาน ช่วยบังแดดได้เป็อย่างดี” ยามนี้เมฆเบื้องบนเริ่มเคลื่อนออกปล่อยแสงแดดส่องลงมา ไป๋หยุนเฟยจึงสวมหมวกฟางบังแดดบนศีรษะ จากนั้นสะบัดมือขวาเรียกมีดสั้นที่สะท้อนแสงแวววับหลายเล่มมาอยู่ในมือ
“อาวุธระดับกึ่งวัตถุิญญาสามารถดูดซับพลังิญญาได้เล็กน้อย ซึ่งเป็ข้อแตกต่างจากอาวุธทั่วไป... แต่อาวุธที่ข้าอัพเกรด หากว่าพลังโจมตียังไม่ถึงขอบเขตที่จะเป็วัตถุิญญา จะใช้พลังิญญาเพียงเล็กน้อยในการอัพเกรด นี่คือความพิเศษของกระบวนการอัพเกรดข้า”
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองมีดสั้นในมือ “พลังโจมตีหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ด ในสายตาของคนทั่วไปนี่ถือเป็‘อาวุธวิเศษ’ที่ตัดเหล็กดั่งตัดโคลน สำหรับผู้ฝึกปรือิญญาแล้วยังถือว่าแข็งแกร่งพอจะใช้งานได้ กึ่งวัตถุิญญาที่ตระกูลเจียงขายออกล้วนมาจากสำนักช่างประดิษฐ์ ทว่าแม้แต่กึ่งวัตถุิญญาทั้งหลายเหล่านี้ยังเป็เพียงของไร้ค่าในสายตาสำนักช่างประดิษฐ์...”
“ตระกูลเจียง... เจียงฟ่าน? หรือมันจะมาจากสำนักช่างประดิษฐ์จริงๆ? มันบรรลุด่านเอกะิญญาทั้งยังอายุไล่เลี่ยกับพี่หงยิน ก็หมายความว่าเป็ผู้มีพร์ที่หาได้ยากคนหนึ่ง ไม่ทราบว่ามันอยู่ระดับใดในสำนักช่างประดิษฐ์...”
หลังจากพำนักอยู่ในสำนักหลิวขจีหลายวัน ไป๋หยุนเฟยก็พอจะเข้าใจโลกของผู้ฝึกปรือิญญาขึ้นมาบ้าง หากมีคนคอยชี้แนะผู้ฝึกปรือิญญาส่วนใหญ่จะใช้เวลาราวสิบปีจึงจะปลุกพลังิญญาขึ้นได้ ก่อนอายุสามสิบก็จะบรรลุด่านวีชนิญญา แต่การจะสามารถใช้งานพลังธรรมชาตินั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง บางคนเพียงพลังฝีมือเข้มแข็งขึ้นก็จะััพลังธาตุธรรมชาติที่เข้ากับตนเองได้ แต่ผู้คนมากมายที่เหลือนั้นต่อให้ฝึกปรือจนอย่างหนักหลายปี ก็ยังไม่อาจััถึงการคงอยู่พลังธรรมชาติได้ บางคนฝึกปรือตลอดชีวิตก็ไม่อาจข้ามผ่านวีชนิญญาไปได้ อย่างไรก็ดีคนส่วนใหญ่จะบรรลุถึงด่านภูติญญาได้เมื่ออายุราวสี่สิบปี
หลังจากบรรลุด่านภูติญญาแล้ว ผู้ฝึกปรือิญญาจะสามารถดูดซับพลังธาตุที่อยู่ในธรรมชาติเพื่อใช้ฝึกปรือเสริมพลังิญญาได้ เมื่อดูดซับพลังธาตุหลอมรวมกับพลังิญญาได้มากพอ จะบรรลุถึงพลังอันร้ายกาจไร้ที่สิ้นสุดได้ขณะเดียวกันสายสัมพันธ์ต่อพลังธาตุธรรมชาติก็จะลึกล้ำยิ่งขึ้น ยิ่งฝีมือเข้มแข็งขึ้นปานใดก็ยิ่งควบคุมพลังธาตุได้ดีขึ้นเท่านั้น
ผู้บรรลุด่านภูติญญาโดยส่วนใหญ่นั้นจะบรรลุด่านบรรพิญญาได้เมื่ออยู่ในวัยห้าสิบปีขึ้นไป ต่อให้ฝึกปรือพลังธาตุน้ำหรือธาตุลมที่ฝึกได้ง่ายที่สุดก็ตาม กระนั้นการจะบรรลุถึงด่านเอกะิญญาได้นั้นยากเย็นยิ่งกว่าด่านบรรพิญญาหลายเท่านัก โดยทั่วไปจะบรรลุได้เมื่ออายุราวแปดสิบถึงร้อยปี
หลังจากด่านเอกะิญญาแล้ว คงไม่อาจใช้คำว่า‘ส่วนใหญ่’ได้อีก เพราะด่านราชันิญญานั้นเป็ขอบเขตใหม่ซึ่งมีเพียงชนชั้นผู้นำที่โดดเด่นแห่งยุคเท่านั้นจึงจะบรรลุถึงได้
นี่เป็เพียง‘สถิติ’โดยทั่วไปเท่านั้น ยิ่งผู้ฝึกปรือิญญามีฝีมือเข้มแข็งขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องเผชิญชีวิตที่ผันแปรและซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น --- โดยเฉพาะนับวันก็ยิ่งยากจะอยู่ร่วมกันได้ แต่ละวันจะมีบางคนได้สูดลมหายใจเป็ครั้งสุดท้าย แต่ในทางตรงข้าม ก็จะมีบางคนที่มีวาสนาได้รับของวิเศษหรือโชคดีได้รับคำชี้แนะจนพัฒนาฝีมือของตนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ นี่ก็เป็เช่นเหรียญสองด้าน วาสนาและคราเคราะห์ล้วนเป็เื่ธรรมดาของโลก
ชิวลู่หลิวแห่งสำนักหลิวขจีบรรลุด่านภูติญญาได้ก่อนอายุยี่สิบ เป็ที่ทราบดีว่านางเปี่ยมด้วยพร์อันเหนือล้ำ อีกผู้หนึ่งคือหงยินที่บรรลุด่านเอกะิญญาได้ก่อนอายุสามสิบ กลายเป็ผู้มีพร์โดดเด่นที่หมื่นคนจะมีสักคน
ไป๋หยุนเฟยอายุสิบเก้าก็บรรลุด่านภูติญญา ในสายตาผู้อื่นนับว่ามีพร์เด่นล้ำ แม้แต่หยิวชิงเฟิงยัง้าให้มันเข้าสำนักธาตุไม้ แต่เพราะไป๋หยุนเฟยยืนกรานจะเข้าร่วมสำนักช่างประดิษฐ์ หยิวชิงเฟิงจึงได้แต่ล้มเลิกความคิด ไป๋หยุนเฟยไม่กล้าบอกความจริงที่ว่าเพิ่งกลายเป็ผู้ฝึกปรือิญญาเมื่อปีก่อน เพราะหากบอกไปก็ยากที่จะอธิบายทุกสิ่งได้ กระบวนการอัพเกรดถือเป็ความลับอันยิ่งใหญ่ซึ่งไม่มีผู้ใดจะทำความเข้าใจได้
แต่ไป๋หยุนเฟยไม่เคยคิดว่าตนเองเป็‘อัจฉริยะ’ มันทราบดีว่าที่ฝีมือตนพัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้ก็เพราะกระบวนการอัพเกรดรวมกับได้รับเห็ดิญญาอัคคีมาจากหงยิน หากปราศจากสองสิ่งนี้ตนเองคงไม่อาจก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ครั้งหนึ่งเพื่อวัดระดับความก้าวหน้าของตนโดยไม่ใช้กระบวนการอัพเกรด ไป๋หยุนเฟยฝึกปรืออยู่ร่วมสิบวันจึงพบว่าพลังิญญาในร่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนน่าสงสาร มันจึงต้องเลือกใช้กระบวนการอัพเกรดของตนสูบพลังิญญาให้หมดสิ้นเพื่อจะได้พลังที่มหาศาลกลับมา
แต่สำหรับหลี่เฉิงเฟิง... เดิมทีไป๋หยุนเฟยไม่อาจเข้าใจได้กระจ่าง แต่ยามนี้มันตระหนักได้แล้วว่าความก้าวหน้าในการฝึกปรือของหลี่เฉิงเฟิงเรียกได้ว่าท้าทาย์ --- นี่จึงจะเรียกได้ว่า‘อัจฉริยะ’
เจียงฟ่านและหงยินอายุและฝีมือไล่เลี่ยกัน แต่ในเมื่อพลังฝีมือของผู้ฝึกปรือิญญาวัดจากพลังการฝึกปรือ ไป๋หยุนเฟยกล้าพนันได้ว่าตำแหน่งของเจียงฟ่านในสำนักช่างประดิษฐ์นั้นไม่ต่ำทรามแน่นอน
“ยังดีที่คืนนั้นข้าหนีได้เร็วพอ หากถูกเจียงฟ่านตามทัน ไม่ทราบมันจะเชื่อว่าข้าเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์อีกหรือไม่ สถานการณ์คงน่ากระอักกระอ่วน... ภายหน้าหากข้าพบมันหลังจากเข้าร่วมสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว คงต้องแสดงความขอบคุณให้ดี”
“อา? ข้าคิดนอกเื่ไปไกลแล้ว ข้าคิดจะอัพเกรดมีดสั้นพวกนี่ต่างหาก...” ไป๋หยุนเฟยรั้งสายตาเหม่อลอยกลับมาที่มีดสั้นในมืออีกครั้ง “อัพเกรด” มันเอ่ยขึ้นเบาๆ
……
