“...” หญิงสาวเบิกตากว้าง หันมองแผ่นหลังของเขาอย่างเงียบ ๆ เจี้ยนลู่ฟางยังคงแสดงท่าทีสุขุม ไม่มีคำพูดใดออกจากปากเขา ก่อนหนิงเอ๋อละสายตาจากเทียนเ่าั้ แล้วหันมาสนใจอยู่กับตำรามากมายด้วยความตกตะลึง
“องค์ชายรองเพคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยเรียก ขณะที่วรกายในชุดสีขาวค่อย ๆ หยุดเดินแล้วเบี่ยงตัวกลับมา ทอดเนตรตรงมายังหนิงเอ๋ออย่างเงียบ ๆ ในขณะที่สายตาของนางจับจ้องมองตำราพวกนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“องค์ชายรองอ่านตำราพวกนี้หมดเลยเหรอเพคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม ทั้งยังไม่ละสายตาจากตำราพวกนั้น
“ตำราพวกนี้ ข้าอ่านหมดแล้วหลายรอบ ไม่มีเล่มใดที่ยังไม่เคยผ่านมือของข้า”
“ไม่แปลกใจ เหตุใดโอรสแห่ง์จึงมีเหล่าเทพมากมายเคารพ เพราะต้องเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากว่าผู้อื่นหลายเท่า” หญิงสาวลอบคิดอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเดินสะดุดข้าวของที่วางอยู่กับพื้น
“หนิงเอ๋อซุ่มซ่าม ขอพระราชทานอภัยด้วยเพคะ” หญิงสาวรีบถอยออกด้วยความใ พลันก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด เพียงเสี้ยวอึดใจ ข้าวของที่วางเกะกะเ่าั้ก็ถูกพลังเทพดูดหายไป
“หากเ้าอยากอ่านตำราพวกนี้ ข้าอนุญาต เ้าสามารถอ่านได้ทุกเล่ม และหากเ้าอยากกลับตำหนักไท่จือ ก็สามารถกลับไปได้ตลอดเวลาเช่นกัน ข้าอนุญาต” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำให้หญิงสาวเผยยิ้มออกมาอย่างพอใจ ที่ได้มีโอกาสอ่านตำรามากมายพวกนั้น
“เ้าเลือกอ่านตำราพวกนี้ได้ตามสบาย” หลังจากพูดจบ วรกายขององค์ชายรอง จึงหันเดินตรงแท่นประทับที่ทำจากหยกสีขาวแกะสลักอย่างดี หนิงเอ๋อจับจ้องมองตรงไปยังวรกายของเขา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว นางจึงหันมายังตำรามากมายที่วางเรียงรายอยู่
“อาจารย์เคยบอกข้าว่า ความเป็มาของสำนักิเซียน ถูกบันทึกไว้บนแดน์ ข้าอยากรู้นักว่ามีสิ่งใดปิดบัง อาจารย์จึงไม่ยอมเล่าประวัติความเป็มาของสำนักิเซียนให้พวกเราฟัง และคราวนี้ล่ะ ข้าจะได้รู้ความจริงเสียที” ร่างบางพุ่งตรงไปยังชั้นตำราที่ทอดแถวยาวเหยียดสุด แล้วเลือกหยิบตำรามากมายเปิดอ่าน ด้วยหวังว่าจะมีสักเล่ม ที่กล่าวถึงความเป็มาของสำนักิเซียน นางหยิบตำราเล่มแล้วเล่มเล่า เปิดอ่านไปทีละหน้าด้วยความตื่นเต้น เวลาผ่านไปนานหลายชั่วยาม ก่อนความง่วงจะค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทีละน้อย หญิงสาวสะบัดหน้าเพื่อตั้งสติ แอบเหลือบมององค์ชายรองเป็ครั้งคราว แต่เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ที่แท่นประทับด้วยกิริยาสงบเงียบ นางจึงหันกลับมายังตำราในมือแล้วกลั้นใจอ่านต่อ
เจี้ยนลู่ฟางนั่งทอดเนตรมองผ้าปักลายหงส์คู่ของฟางเหนียงด้วยสายตาอาลัย ก่อนเขาจะใช้มือดีดไฟขึ้นมาจากเทียนสีแดงตรงหน้า แล้วตัดสินใจเผาผ้าปักฝืนนั้นด้วยความเ็ปเปลวไฟสีส้มจากเทียนค่อย ๆ กลืนกินผ้าปักนั้นไปทีละนิด จนมอดไหม้กลายเป็เถ้าสีดำ ก่อนพลังแห่งเทพขององค์ชายรองจะทำให้เศษซากนั้นหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ พร้อมสายตาแน่นิ่งขององค์ชายรองเหม่อลอยไร้จุดหมาย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดเขาได้
ณ ตำหนักไท่จือ ฟางเหนียงถอนหายใจออกมาหลายครั้ง พลันหันตัวเดินวนไปมาภายในตำหนักด้วยความร้อนใจ ภาพของหนิงเอ๋อที่ถูกองค์ชายรองดึงไว้ข้างกาย ทำให้ฟางเหนียงไม่อาจวางเื่ราวลงได้
“องค์หญิงเพคะ ข้าเห็นท่านเดินไปมาเช่นนี้มานานแล้ว มีสิ่งใดทำให้ไม่สบายพระทัยฤาไม่เพคะ” อิงอิงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง หลังจากนั้นฟางเหนียงจึงค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่ง พลางหลับตาลง ทบทวนจุดมุ่งหมายของตัวเองอีกครั้งเพื่อยืนหยัดในเป้าหมายสูงสุด จึงผ่อนลมหายใจออกมาเพื่อตั้งสติ ก่อนจะหันมายังเซียนรับใช้
“เ้ารีบไปจัดเตรียมอาหารที่องค์รัชทายาททรงโปรด และจัดเตรียมสมุนไพรแห้ง ให้ข้าโดยด่วน ข้าจะไปตำหนักลิ่วกง”
“องค์หญิงจะเสด็จไปหาองค์รัชทายาทเช่นนั้นฤาเพคะ”
“ถูกต้อง ข้าจะให้เื่อื่นมากวนใจเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะหน้าที่ของข้า คือการดูแลองค์รัชทายาทให้ดีที่สุด จุดมุ่งหมายของข้ายังรออยู่เบื้องหน้า ตราบใดที่ข้ายังฟุ้งซ่านเช่นนี้ ไม่มีทางที่ข้าจะขึ้นสู่จุดสูงสุด”
ณ ตำหนักลิ่วกง ขณะที่องค์รัชทายาทกำลังปรึกษาหารือบางอย่างกับเทพเจียอี้อยู่นั้น ร่างขององค์หญิงฟางเหนียงก็เดินเข้ามาพร้อมย่อตัวลงเคารพองค์รัชทายาท เมื่อเทพเจียอี้เห็นดังนั้นจึงน้อมตัวลงเคารพองค์หญิงฟางเหนียงด้วยเช่นกัน ก่อนจะหันไปยังองค์รัชทายาทเจี้ยนลู่จิน
“เช่นนั้นข้าเห็นทีต้องทูลลาก่อน” องค์รัชทายาทสูงศักดิ์แย้มยิ้มแล้วพยักหน้า ก่อนเทพเจียอี้จะใช้พลังแห่งเทพหายวับไปในพริบตา
