ไป๋หยุนเฟยริมฝีปากกระตุก แลดูคล้ายกับเบื่อหน่ายต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กล่าววาจาไม่หยุด
“การทดสอบพร์ธาตุไฟครั้งนี้รับผิดชอบโดยศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์นามว่าซ่งหลิน เป็ผู้ฝึกปรือิญญาแห่งด่านบรรพิญญาระดับปลาย! ท่านดูยามที่เขาปรากฏตัว ท่วงท่าช่างองอาจนัก! ผู้คนหลายพันเพียงพริบตาเดียวก็เงียบเสียงลง หากไม่ได้รับการบอกกล่าวจากลุงจ้าว ข้าคงเข้าใจว่าทั้งหมดสำนึกตัวได้จึงเงียบเสียงลง! เฮ้อ ขอถามพี่ไป๋สักคำ ไฉนท่านจึงสวมหมวกฟางเก่าขาดจนดูซอมซ่อเช่นนี้? ลุงจ้าวบอกว่าท่านยังฝีมือร้ายกาจกว่าเขาอีก จริงหรือไม่? แล้วเหตุใดท่านจึงอยากเข้าสำนักช่างประดิษฐ์? ข้าและพี่หลิวหมางที่มาก็เพราะอยากสร้างวัตถุิญญาด้วยตัวเอง แล้วท่านเล่า...”
เด็กหนุ่มผู้นี้นามว่าจงซูหาว อายุสิบสองเป็ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์เป็เลิศ หลังจากได้พบกับไป๋หยุนเฟยก็ชักชวนสนทนาราวกับเป็สหายเก่าที่สนิทสนมกันมานาน มันกล่าววาจาแล้วกลับไม่อาจหยุดปาก ฟังจากที่แนะนำตัว อีกฝ่ายเป็นายน้อยของตระกูลหนึ่งในเมืองทางตอนใต้ของอาณาจักร ครั้งนี้เดินทางไกลหลายพันลี้พร้อมกับลูกพี่ลูกน้องมายังสำนักช่างประดิษฐ์ด้วยความมั่นใจอย่างสูง ที่อยู่ข้างกายมีอายุไล่เลี่ยกันคาดว่าจะเป็ผู้ที่นามว่าหลิวหมาง* ดูไปก็ไม่เสียทีที่ได้ชื่อนี้ เพราะมันพยายามสอดส่ายสายตามองหาสาวงามในหมู่คนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คิดจะสนทนากับจงซูหาว เพียงหมกมุ่นพึมพำกับตนเองด้วยท่าทีน่าสมเพช
ทั้งสองคนอายุเพียงสิบสอง แต่กลับบรรลุถึงด่านปัจเจกิญญาระดับกลาง นับได้ว่ามีพร์โดดเด่นอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน
ที่อยู่ด้านข้างทั้งคู่เป็ชายวัยกลางคนซึ่งจงซูหาวเรียกหาเป็‘ลุงจ้าว’ อีกฝ่ายก็คล้ายจะมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายต่อนายน้อยของตนเช่นเดียวกัน
“พลังที่แผ่ออกมาช่างแ่จาง ก่อนหน้านี้ข้ากลับไม่อาจพบเห็น แต่เชื่อว่าต้องเป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่พลังไม่ด้อยกว่าด่านภูติญญาอย่างแน่นอน เป็นายน้อยตระกูลใหญ่ใดกัน? ไม่น่าเป็ไปได้ มีเพียงพวกเราที่‘เรียกตนเอง’ว่าเป็ตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะมาร่วมการทดสอบเพื่อเข้าสำนักเช่นนี้ หากเป็ตระกูลใหญ่ที่แท้จริงจะนำลูกหลานมาที่สำนักเพื่อขอเข้าเป็ศิษย์โดยตรง... หรือจะเป็อัจฉริยะที่ผุดขึ้นจากชนบท?”
ลุงจ้าวมองดูจงซูหาวสนทนากับไป๋หยุนเฟย ในใจแม้เกิดความกังขาไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา
ไป๋หยุนเฟยด้านหนึ่งก็รับมือกับการพูดคุยอย่างสนิทสนมของจงซูหาว ส่วนอีกด้านหนึ่งก็สังเกตการณ์โดยรอบ มันพบว่าที่ด้านหลังยังมีคนยืนต่อแถวมากมายเช่นเดียวกับด้านหน้า ในแถวส่วนใหญ่มองดูก็รู้ว่าเป็ลูกหลานตระกูลร่ำรวยมีคนคอยติดตามอารักขา บางคนสงบยิ่ง บางคนก็หยิ่งยโส แต่แทบทุกคนล้วนเป็ผู้ฝึกปรือิญญา คาดว่าจะเป็เหล่าผู้เยาว์ของตระกูลที่หวังมาเสี่ยงโชคเผื่อว่าได้เข้าสำนักช่างประดิษฐ์จะได้ก้าวหน้ามีอนาคตอันสดใส
ยามนั้นเอง เสียงร่ำร้องแสบแก้วหูก็ดังมาจากด้านข้าง ไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็เห็นหลี่เจี้ยนหนานนำหน้าบริวารเดินจากไป ใบหน้ามันแดงก่ำปากก็ก่นด่าราวกับจะระบายความโกรธแค้น
“เฮอะ! เ้าหลี่เจี้ยนหนานตกรอบก็สมควรแล้ว คนเช่นนี้ไม่มีคุณสมบัติจะเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แม้แต่น้อย!” จงซูหาวมองดูหลี่เจี้ยนหนานที่เดินจากไป ก่อนจะกล่าวด้วยนำเสียงดูแคลน
“หา? อะไรกัน เ้ารู้จักมันด้วย?” ไป๋หยุนเฟยถาม
“ไม่รู้จัก แต่ว่าระหว่างทางบังเอิญได้พบกัน ก็แค่คุณชายเ้าชู้กรุ้มกริ่ม ระหว่างเดินทางมันพบกับคุณหนูตระกูลเหลียงจึงคิดจะล่วงเกิน ยังดีที่พวกเราอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นคุณหนูเหลียงคงต้องเผชิญเคราะห์กรรมแล้ว น่าอับอายแทนตระกูลของมันนัก ต้องมีสักวันที่มันถูกผู้คนทุบตีแน่!” จงซูหาวก่นด่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพียงแต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงความไร้เดียงสา เห็นได้ชัดว่าอย่างไรมันก็ยังเป็เด็กน้อยอายุสิบสอง เพียงแต่วางท่าราวกับคุณชายที่เติบใหญ่สมบูรณ์เท่านั้น
ไป๋หยุนเฟยร้องอ้อตอบรับ แต่ก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ เหล่าคุณชายตระกูลใหญ่เช่นนี้มีอยู่นับไม่ถ้วน ที่เห็นเด่นชัดก็เช่นจางหยางเป็ต้น แม้ไป๋หยุนเฟยจะเห็นคนพวกนี้เป็ที่ขัดตา แต่ก็ใช่ว่าจะลงมือสั่งสอนเสมอไป นอกจากว่าไปพบพวกมันก่อเื่อยู่เท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วไป๋หยุนเฟยก็คร้านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ยามนี้ที่ด้านหน้ามีอีกคนที่ผ่านการทดสอบด้วย‘พร์ระดับสูง’ ทั้งยังเป็เด็กหนุ่มที่บรรลุด่านวีรชนระดับปลาย เื่นี้จึงทำให้ผู้คนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น
จงซูหาวะโขึ้นหวังจะได้เห็นเหตุการณ์ที่ผู้อื่นกล่าวถึง ไป๋หยุนเฟยเองก็หันกลับไปมอง แต่จู่ๆก็ขมวดคิ้วราวกับพบเห็นเื่บางอย่าง หลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงเดินออกจากแถวอย่างเงียบงันก่อนจะแทรกหายเข้าไปในฝูงชน
“พี่ไป๋ ท่านดูคนผู้นั้น น่าจะอายุมากกว่าข้าเพียงเล็กน้อย แต่บรรลุถึงด่านวีรชนิญญาระดับปลายแล้ว ช่างร้ายกาจนัก มันฝึกปรื...” จงซูหาวร้องเรียกพร้อมกับหันไปหา แต่เมื่อหันไปมองก็ต้องตกตะลึง “เอ๊ะ? พี่ไป๋เล่า? ไฉนจึงไม่เห็นแล้ว?”
แม้แต่ลุงจ้าวก็ลอบตระหนก หลังจากกวาดตามองโดยรอบก็ไม่พบเห็นแม้แต่เงาของไป๋หยุนเฟย มันจึงเอ่ยปากเสียงค่อย “ข้าละความสนใจเพียงชั่ววูบ มันก็หายไปแล้ว โดยที่ข้าไม่ทันรู้สึกตัว...”
……
เฉินลู่มองดูหลี่เจี้ยนหนานที่เดินนำหน้า จากนั้นจึงกระซิบเกลี้ยกล่อม “นายน้อย ท่านไม่ควรทำเช่นนี้ ที่นี่เป็พื้นที่ของสำนักช่างประดิษฐ์ หากถูกพบเห็นจะกลายเป็ความยุ่งยาก ข้าทราบดีว่ายามนี้ท่านคับข้องใจ แต่ข้าว่าพวกเราควรกลับไปที่เมืองชีเหยียนก่อน...”
“หุบปาก! นายน้อยผู้นี้ย่อมมีความคิดของตนเอง! ที่นี่ก็ห่างไกลจากสนามทดสอบไม่น้อยแล้ว พวกเราออกไปอีกสักระยะค่อยลงมือ ย่อมไม่มีผู้ใดรับรู้หรือให้ความสนใจ!” หลี่เจี้ยนหนานจับจ้องไปที่เบื้องหน้าพร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยสีหน้าต่ำช้า “คิดว่าคงติดตามครอบครัวออกมาชมดูเื่สนุกสนาน ฮี่ ฮี่ ช่างงดงามนัก! รอนายน้อยผู้นี้นำเ้ากลับไปที่บ้าน แล้วข้าจะทนุถนอมเ้าให้มาก...”
เฉินลู่ขมวดคิ้ว มันรับทราบความชื่นชอบของนายน้อยตนเป็อย่างดี แม้จะไม่พอใจเท่าใดนักแต่ก็ไม่อาจห้ามปรามได้ เพราะมันถูกเลี้ยงดูฝึกฝนจากตระกูลหลี่ ยามที่จะบรรลุด่านภูติญญานั้นก็พึ่งพาศิลาาของตระกูลหลี่จึงพบกับความสำเร็จ ยามนี้มันเป็เพียงองครักษ์ย่อมไม่อาจชี้นิ้วสั่งการต่อผู้เป็นาย จึงได้แต่ภาวนาให้เป็ไปดังที่นายน้อยกล่าว ไม่น่าจะมีผู้ใดรับรู้หรือให้ความสนใจ...
ห่างจากสนามทดสอบออกไปราวสองลี้เศษเป็พื้นที่ป่า เฉินลู่กับองครักษ์อีกสองคนติดตามอยู่ด้านหลังหลี่เจี้ยนหนาน พวกมันก้าวเท้าไปด้านหน้าอย่างแช่มช้า ที่ด้านหน้ามีน้ำเสียงสดใสบริสุทธิ์ดังแว่วมา มองดูแต่ไกลเป็เด็กสาวที่งดงามราวเทพธิดากำลังะโโลดเต้น ขณะที่ปากก็คลอเพลงเนื้อหาแปลกประหลาดออกมา
“ลาลาลา... เสี่ยวโหรวโหรว เ้าซ่อนอยู่หนใด? รีบออกมาแต่โดยดี ข้าจะพบเ้าแล้ว...” ที่แท้คนที่หลี่เจี้ยนหนานลอบสะกดรอยตาม ก็คือเด็กสาวสดใสบริสุทธิ์ที่ก่อนหน้านี้นั่งชมการทดสอบจากด้านข้าง ภายหลังเพื่อตามหา‘เสี่ยวโหรวโหรว’จึงออกจากบริเวณนั้นมาถึงที่นี่ เด็กสาวเดินตามหาเรื่อยมาโดยไม่รู้ตัวว่ามาไกลถึงที่นี่แล้ว
เด็กสาวยิ้มไปหัวเราะไป แต่ทันใดก็ชะงักเท้าลง นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับเอียงคอถามด้วยความสงสัย “เอ๊ะ? เ้าเป็ใครกัน? ไฉนจึงต้องมาขวางต้ายต้ายเอาไว้? หรืออยากจะเล่นซ่อนหาด้วยอีกคน?”
ใบหน้าหลี่เจี้ยนหนานกลายเป็แดงก่ำ มันพลุ่งพล่านจนใบหน้าบิดเบี้ยว ท่าทีของเด็กสาวทำให้มันรู้สึกร้อนวูบอยู่ภายใน หลี่เจี้ยนหนานไม่คิดแม้แต่จะเสแสร้งเป็คนดี มันฉีกยิ้มแค่นหัวเราะย่างสามขุมเข้าหาเด็กสามเตรียมจะคร่ากุมตัวกลับไป นำตัวไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อย‘หาความสำราญ’
เด็กสาวมองดูหลี่เจี้ยนหนานด้วยสีหน้าใสซื่อ ราวกับไม่ทราบถึงเจตนาของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“เฮ้! เ้าคิดจะทำเช่นนั้นจริงหรือ? ขอเตือนเอาไว้ ล้มเลิกความตั้งใจจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น ข้าจะให้เ้าเผชิญความเ็ปอย่างน่าสมเพช”
ชั่วขณะที่หลี่เจี้ยนหนานเดินเข้าใกล้เด็กสาวห่างอีกเพียงไม่กี่วา จู่ๆก็มีเสียงเรียบเฉยดังมาจากด้านซ้าย สร้างความแตกตื่นแก่หลี่เจี้ยนหนานกับพวกจนต้องหันขวับไปมอง ก็เห็นที่ด้านซ้ายห่างออกไปราวสิบวามีชายหนุ่มสวมหมวกฟางซึ่งไม่ทราบว่ามาถึงั้แ่เมื่อใด กำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้มองลงมาด้วยสีหน้าเฉยชา
หลี่เจี้ยนหนานแตกตื่นจนล่าถอยไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเฉินลู่มาถึงข้างกายจึงค่อยเรียกสติกลับมาได้ มันมองไปที่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับะโด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “เด็กน้อยเ้าเป็ใคร อย่าได้แส่เื่ชาวบ้าน! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้านายน้อยไม่เตือน!”
“เฉินลู่ เ้าเด็กน้อยผู้นี้กล้าสอดมือยุ่งเกี่ยว เ้าไปจัดการมัน!” หลี่เจี้ยนหนานสั่งการต่อเฉินลู่ จากนั้นจึงหันไปทางเด็กสาวที่กำลังกระพริบตาปริบๆมองดูไป๋หยุนเฟย มันใช้สายตาหื่นกระหายมองดูพร้อมกับเดินเข้าไปหาเด็กสาว ขณะเดียวกันปากก็กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “โลลิน้อย มาเป็ของนายน้อยเถอะ...” (แปลกใจหรือไม่ที่โลกนี้ก็มีคำว่า‘โลลิ**’ด้วย?)
เฉินลู่ใช้สีหน้าเคร่งขรึมมองดูไป๋หยุนเฟย หลังจากได้ยินหลี่เจี้ยนหนานสั่งการ มันก็ลอบฝืนยิ้ม เ้ากลับสั่งอย่างมักง่ายนัก ที่นี่ไม่ใช่เมืองชุนฉางที่คิดจะทำอะไรก็ทำได้ เ้าคนที่อยู่ตรงหน้านี้แม้แต่ข้าก็ยังประเมินไม่ออก แล้วเ้าคิดหรือว่าจะจัดการได้โดยง่าย?
เห็นคนต่ำช้านี้กลับเพิกเฉยต่อตนเองอย่างโอหัง ไป๋หยุนเฟยก็ขมวดคิ้วแแ่ ขณะจะลงมือหยุดอีกฝ่ายไม่ให้ล่วงเกินเด็กสาว ชั่วพริบตาที่จะเคลื่อนไหวก็เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันขึ้น!
เด็กสาวนั้นกลับ...
---------------------------------------------------------------
(*) หลิวหมาง พ้องกับเสียงของคำว่า กุ๊ยหรือคนบ้าตัณหา
(**) ต้นฉบับจีนใช้คำว่า 萝莉 ที่แปลว่าโลลิจริงๆ
