จัตุรัสงานชุมนุมประตูั!
หวังเค่อจางเจิ้งเต้ากำลังมองดูปราณัที่เข้าไปในร่างของผู้แสวงเซียนผู้ดวงแข็งคนแล้วคนเล่า แต่เมื่อใดก็ตามที่ปราณัพวกนี้ไต่ขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบห้าก็จะไม่ขึ้นมาสูงกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความเป็ไปได้ที่จะมีปราณัลงมายังจุดที่หวังเค่ออยู่
เพื่อชิงตัวศิษย์แน่นอนว่าต้องมีการปะทะขนาดย่อมเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรม อย่างไรซะผู้แสวงเซียนที่มีปราณัสถิตร่างในปริมาณมากในอนาคตย่อมต้องกลายเป็ดวงธาตุทองคำอยู่แล้ว หากคนเช่นนี้ยังไม่คิดแย่งชิงมา แล้วต้องเป็คนแบบไหน?
ในขณะที่ทั้งสองกำลังมองดูกันอย่างเบื่อหน่ายและกำลังแลกเปลี่ยนแิพิลึกพิลั่นกันอยู่ จู่ๆ ก็มีระลอกพลังแผ่มาจากห้องทางด้านหลังของหวังเค่อ
“กรร~~~~~~~~~~~~~~~!”
เสียงักู่สะท้าน แต่ที่ปรากฏคือภาพัทองสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้าไป
“จื่อปู้ฝานคลายผนึกบนร่างของจูเยี่ยนปลดปล่อยชีพจรัทองออกมาแล้วรึ?” หวังเค่ออุทาน
นางคิดจะทำอะไรกันแน่?
ัทองใหญ่ั์สะดุดตา ทันทีที่โผล่มาลมฟ้าก็เปลี่ยนสี มันลอยเด่นเหนือเวหาเหมือนอย่างที่เคยเป็ในครั้งนั้น
“ไม่ถูกต้อง นี่ดูจะต่างจากัทองที่ชิงจิงอยู่นิดหน่อยนะนี่?” หวังเค่อครางอย่างใ
“หมายความว่ายังไง?” จางเจิ้งเต้าถาม
“ัทองสองตาไม่มีสติปัญญา! แถมม่านตายังเปลี่ยนเป็สีแดงเือีก!” หวังเค่อเอ่ยเสียงเครียด
“ไม่มีสติปัญญา? นั่นก็แค่ชีพจรปฐีเท่านั้น จะไปมีสติปัญญาอะไรได้?” จางเจิ้งเต้าไม่อาจเข้าใจ
“ไม่ ไม่เหมือนกัน สติปัญญาขาดหาย ม่านตาเป็สีแดงเื? คงไม่ได้ถูกสะกดจิตอยู่หรอกใช่ไหม?” หวังเค่อพิศวง
“เ้าคิดมากไปแล้ว ชีพจรัทองจะไปถูกสะกดจิตได้ยังไง?” จางเจิ้งเต้าไม่ยอมเชื่อ
“กรร~~~~~~~~~~~~~~~~!”
จู่ๆ ัทองก็กู่ร้องออกมา เสียงของมันดังสะท้อนไปตลอดทั้งเมืองหลงเซียน กระทั่งในทะเลพิษที่อยู่ข้างๆ กันก็ยังเดือดพล่านไปด้วยหมอกควัน ปราณัที่นี่ไหลบ่าลงสู่ทะเลพิษไปเป็จำนวนมากราวกับเคลื่อนไหวตามเสียงกู่ร้องของัทอง
เมื่อเสียงกู่ดังขึ้น ทุกคนพลันต้องเลื่อนสายตามาด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
“นั่นมันอะไร?” มีคนร้องออกมา
“มีัทองโผตัวออกมาจากยอดอาคารเสินหวัง? นั่นไม่ใช่ชีพจรัชิงจิงที่เป็ที่เล่าลือกันเมื่อไม่นานมานี้หรอกหรือ?”
“ข้าได้ยินว่ามันถูกผนึกไว้ในร่างของจูเยี่ยนนี่? นี่คิดจะทำอะไรกันแน่?”
“ไม่ต้องกังวล พี่หวังอยู่ตรงนั้น!”
“ใช่! ตรงนั้นคือพี่หวัง คิดว่าพี่หวังจะปองร้ายพวกเรารึยังไง?”
………
……
…
ด้านล่างระงมไปด้วยเสียงเซ็งแซ่
แต่หวังเค่อกลับเปลี่ยนสีหน้า ท้ายที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมจื่อปู้ฝานถึงให้ตนมายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ เพื่อให้ทุกคนลดความระแวงต่อการปรากฏตัวของัทองนั่นเอง
“เ้าตำหนักจื่อ ท่าน ท่าน ท่านคงจะไม่ได้ให้ข้าเป็คนแบกหม้อก้นดำหรอกใช่ไหม?” หวังเค่ออุทาน
“คิกๆๆ หวังเค่อ เ้าแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว วางใจเถอะ ขอเพียงเ้าเชื่อฟัง ความบาดหมางระหว่างเ้ากับข้าถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น!” เสียงของจื่อปู้ฝานดังมาจากห้องด้านหลัง
“อย่านะ เ้าตำหนักจื่อ ตอนนี้ข้ากำลังเปิดบริษัท จะปล่อยให้ภาพลักษณ์ของข้าต้องเสื่อมเสียไม่ได้เด็ดขาด! พวกท่านคิดอยากทำอะไรก็ทำไป อย่ามาลากข้าไปเกี่ยวด้วย! ข้าเป็แค่บุคคลไม่สำคัญ เหตุใดถึงต้องมาตอแยข้าด้วย!” หวังเค่อเดือดเนื้อร้อนใจ
“ข้าให้เ้ายืนตรงนั้นก็ยืนไปเถอะน่า! จะมาพูดจาพิรี้พิไรอะไรอยู่ได้? ฮึ่ม เ้าคิดว่าข้าเป็คนบังคับให้เ้ายืนอยู่ตรงนั้นรึ?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
“หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็ใคร!?” หวังเค่อยิ้มเจื่อน
แต่แล้วหวังเค่อก็เปลี่ยนสีหน้า ไม่ใช่จื่อปู้ฝาน? หรือว่ายังมีคนคอยชักใยอยู่เื้ัอยู่อีก?
คนที่อยู่เื้ัก็คือคนที่มารอริยะ้าตัว? เวรเอ๊ย เดิมทีข้าตั้งใจจะหนีให้ห่างจากหายนะนี้ แต่ทำไปทำมาตัวข้าดันมาอยู่ใจกลางวังวนไปเสียฉิบ?
“เ้าตำหนักจื่อ ข้าเป็ผู้บริสุทธิ์นะ!” หวังเค่อะโอย่างร้อนใจ
“หุบปาก เลิกโวยวายสักที! ขืนยังแหกปากโวยวายอีกละก็ ข้าจะฆ่าพวกเ้าทิ้งซะ!” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
หวังเค่อ “…!”
แม่งเอ๊ย! ดันมาเจอสตรีไม่มีเหตุผลเข้า ข้าต้องทำยังไงล่ะทีนี้?
“หวังเค่อ เ้าพูดให้มันน้อยๆ หน่อยดีกว่า ขืนยังพูดต่อไป ข้าคงได้ลงหลุมไปพร้อมกับเ้าด้วยแน่ๆ!” จางเจิ้งเต้าทางด้านข้างกลับเป็ฝ่ายหวาดวิตก
จังหวะที่หวังเค่อกำลังกลัดกลุ้มร้อนใจอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีเสียงอุทานดังไล่ขึ้นมาจากทางด้านล่าง
“ไอ๊หยา ทำไมจำนวนปราณัที่ออกมาจากใต้ดินถึงได้เพิ่มขึ้น?” มีคนอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ
“นั่นซี! ก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นจะเยอะขนาดนี้เลย ทำไมพอัทองบนฟ้ากู่ร้องปราณัที่พวยพุ่งออกจากดินถึงได้กลายเป็ฉุดไม่อยู่แบบนี้? ปะทุซู่ๆ อย่างกับน้ำพุอย่างนั้นแหละ?” มีอีกหลายคนที่ทึ่งไปเช่นกัน
“ท่านเซียน รีบมาดูข้าเร็ว! ตัวข้ามีปราณัรายล้อม ข้ามีคุณสมบัติเข้าร่วมสำนักเซียน!” ผู้แสวงเซียนคนหนึ่งร้องออกมาอย่างตื่นเต้นยินดี
หวังเค่อ “…!”
ัทองโผล่มาก่อน ตามมาด้วยปราณัที่ยิ่งมายิ่งผุดออกจากใต้ดิน จำนวนของปราณัมากมายมหาศาล ยิ่งมายิ่งเกาะติดตามร่างของผู้แสวงเซียนทีละคนๆ
ตลอดจัตุรัสชุมนุมประตูัปกคลุมไปด้วยหมอกควันในบัดดล
ขณะที่หวังเค่อกำลังคาดเดาว่าจื่อปู้ฝานคิดทำอะไรอยู่กันแน่จู่ๆ ก็มีเสียงสัตว์อสูรร้องมาจากที่ไกลๆ
“กรร~~~~!”
เสียงนี้ดังมาจากทางทะเลพิษ หวังเค่อที่ยืนอยู่ที่สูงทอดสายตาไปทางทะเลพิษแต่ที่เห็นกลับเป็จระเข้ขนาดั์ตัวหนึ่งพุ่งตัวออกมาจากทะเลพิษ
“อสูรทะเล?” จางเจิ้งเต้าร้องอย่างตื่นใ
“กรร~~~~!”
ตรงทะเลพิษไกลออกไปปรากฏร่างของกิ้งก่าั์อีกตัวพุ่งปราดมาอย่างตื่นเต้น
“กรร!” “กรร!” “กรร!”
………
ยิ่งมายิ่งมีอสูรทะเลตะกายตัวเข้ามาอย่างตื่นเต้น
หวังเค่อจางเจิ้งเต้ามองด้วยตาโปนโต
“นี่คือเป้าหมายของัทอง เพื่อชักนำสัตว์อสูรมา?” จางเจิ้งเต้าวิเคราะห์
หวังเค่อลดหน้ามองดูจัตุรัสที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาแต่แล้วก็เห็นว่าาาอสรพิษที่อยู่ข้างล่างกลายเป็คลุ้มคลั่งขาดสติขึ้นมาเล็กน้อย ขณะพยายามแย่งชิงปราณัก็ทำท่าจะกินคนด้วยเหมือนกัน
“าาอสรพิษ เ้าทำอะไรของเ้า? ใครใช้ให้เ้ากินคนกัน?” หวังเค่อตะคอกใส่อีกฝ่าย
ขณะเดียวกันหวังเค่อก็ควบคุมกระบี่บินพุ่งตรงเข้าหาาาอสรพิษ
“ตูม!”
าาอสรพิษคล้ายรับรู้ถึงความเ็ปมันจึงเงยหน้าขวับพร้อมเผยสีหน้าดุร้ายหมายขวัญใส่หวังเค่อ
“ฟ่อ!”
าาอสรพิษคล้ายคลั่งขึ้นมา
“เ้าทำอะไร? กล้าแยกเขี้ยวใส่ข้า?” หวังเค่อตวาด
กระบี่บินในมือพลันฟันใส่เศียรของอีกฝ่ายทันที
“ปง!”
“ฟ่อ!”
าาอสรพิษคล้ายถูกกระตุ้นโทสะ มันเลื้อยตัวขึ้นอาคารมาโดยพลัน
“หวังเค่อ าาอสรพิษมันไม่เชื่อฟังเ้า มันกำลังขึ้นมานี่แล้ว!” จางเจิ้งเต้าอุทาน
จริงดังคาด าาอสรพิษเลื้อยไต่อาคารขึ้นมาอย่างเฉียบพลันก่อนจะแสยะปากที่เป็เหมือนอ่างโลหิตหมายกลืนกินหวังเค่อเข้าไป ดวงตาของมันในตอนนั้นแดงก่ำ มีแต่แววตาดุร้าย
หวังเค่อเปลี่ยนสีหน้าก่อนซัดลูกบอลสัจปราณออกไปลูกหนึ่ง พุ่งตรงเข้าหาตำแหน่งจมูกของาาอสรพิษ ฝ่ายตรงข้ามถึงกับไม่คิดหลบเลี่ยง
อานุภาพของสัจปราณขุ่นยังคงคุ้นเคยดังเดิม าาอสรพิษอ้าปากสูดลมแรง จากนั้นก็ต้องกระตุกไปทั้งร่าง ดวงจิตคล้ายถูกชำระล้างอย่างลึกล้ำ ร่วงสู่ขุมนรกกลางวันแสกๆ
“โอ้ก!” าาอสรพิษโก่งคออ้วกแตกทันที
าาอสรพิษอ้วกแตกอ้วกแตนจนขย้อนน้ำดีออกมาด้วย
“หวังเค่อ นี่คือวิธีเลี้ยงงูของเ้า? พองูไม่ยอมเชื่อฟัง เ้าก็เลยให้มันกิน...กินสัจปราณของเ้า? จากนั้นมันก็จะเชื่อฟังวาจา?” จางเจิ้งเต้ารู้สึกพิศวง
ตลอดเวลามานี้จางเจิ้งเต้าไม่อาจเข้าใจเลยว่าทำไมาาอสรพิษถึงยอมฟังหวังเค่อ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย! แต่มาตอนนี้ ในที่สุดจางเจิ้งเต้าก็ตรัสรู้
หลังอาเจียนอยู่สักพัก าาอสรพิษก็ได้สติ มันลืมตามองหวังเค่ออย่างแปลกใจ “ทำไมข้าถึงมาอยู่นี่?”
“เ้ายังไม่ตอบข้ามาเลยว่าเมื่อกี้เ้าคิดจะทำอะไร? ทำไมถึงกล้ามาโจมตีข้า?” หวังเค่อจ้องอีกฝ่ายตาขวาง
“ขะ ข้าไม่รู้เื่นะ เมื่อกี้ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ข้าก็แค่อยากกินปราณั กินคน อะไรก็อยากกินไปหมด ในห้วงความคิดข้ามีแต่คำว่าฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า!” าาอสรพิษเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะ? เ้าสัมปชัญญะพร่าเลือน เหลือแต่ความปรารถนาฆ่าฟัน?” หวังเค่อทวนคำอย่างใ
“กรร~~~~~~~!”
จากนั้นก็เห็นัทองเบื้องบนกู่ร้องออกมาอีกก่อนทิ้งดิ่งลงมาที่ปราณัในระยะต่ำกว่าชั้นยี่สิบห้า
จากนั้นอสูรที่เร่งรุดมาจากทะเลพิษก็ปรี่เข้าจัตุรัสชุมนุมประตูัอย่างต่อเนื่องตามกัน
“พวกเดรัจฉานขวัญกล้าบังอาจนัก กล้าดียังไงถึงได้บุกเข้ามาในงานชุมนุมประตูั ตายซะ!” ศิษย์สำนักเซียนคนหนึ่งะโ
“ตูม!”
ศิษย์สำนักเซียนกลุ่มหนึ่งตามสัตว์อสูรเข้าจัตุรัสชุมนุมประตูัไปในทันที
“ครืนนน!”
………
………
……
……
…
……
ครั้นแล้วตลอดทั้งจัตุรัสก็เกิดศึกใหญ่ปะทุขึ้นทั่วแห่งหน
“อ้ากก!”
“ช่วยด้วย! สัตว์อสูรมันจะฆ่าข้าแล้ว!”
“ฆ่า ฆ่า ฆ่า...!”
“ฮ่าๆๆๆ ไปตายซะ ศิษย์ฝ่ายธรรมะ!”
“ฮ่าๆๆๆ ไปตายซะ ศิษย์ฝ่ายอธรรม!”
………
……
…
เพียงชั่วสั้นๆ ตลอดทั้งจัตุรัสชุมนุมประตูัก็ระงมไปด้วยเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ รวมถึงเสียงฆ่าฟันไม่ขาด่
ปราณัที่ออกมาจากใต้ดินยิ่งมายิ่งแ่าจนไม่อาจมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่ำกว่าชั้นที่ยี่สิบห้าได้เลย เกิดเสียงฆ่าฟันไม่หยุดหย่อนขึ้นก่อน ตามมาด้วยเืสดๆ ที่ฉีดพุ่งขึ้นฟ้า จัตุรัสที่คลุมไปด้วยปราณสีทองกลับเจือสีแดงโลหิตเอาไว้ด้วยชั้นหนึ่ง
“กรร!”
“ฆ่า!”
“โฮก!”
“ไปตายซะ!”
………
……
…
ศึกใหญ่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องทางด้านล่าง ศิษย์สำนักเซียนของเมืองหลงเซียนขอเพียงเข้าไปก็ไม่อาจกลับออกมาได้อีก
พวกที่มีกระบี่บินลองได้เหินเข้าไปร่วมวงก็ไม่อาจกลับออกมาได้อีกดุจเดียวกัน ตลอดทั้งจัตุรัสชุมนุมประตูัคล้ายเปลี่ยนเป็แดนมิคสัญญีไปแล้ว
หวังเค่อจางเจิ้งเต้าและาาอสรพิษมองกันตาโต
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” หวังเค่ออุทาน
“ข้ารู้สึกว่าชีพจรัทองชักนำปราณัในที่นี้ให้เคลื่อนตัวไปทางทะเลพิษ ดึงดูดสัตว์อสูรมากมายนับไม่ถ้วนมาจากที่นั่น!” าาอสรพิษกล่าวอย่างครั่นคร้าม
“ัทองชักนำปราณัให้ไหลไปทางทะเลพิษจนดึงดูดพวกสัตว์อสูรมา? เพราะอะไร?” หวังเค่อทำหน้างง
“เ้าไม่เข้าใจ ปราณัไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกเ้าเผ่ามนุษย์ แต่สำหรับสัตว์อสูรทะเลพิษอย่างพวกเรานั่นกลับเป็กุญแจสำคัญในการวิวัฒนาการ ปราณัที่หนาแน่นถึงขีดสุดนี้จะทำให้สัตว์อสูรจำนวนมากในละแวกทะเลพิษกรูกันเข้ามาแก่งแย่งกันอย่างไม่คิดชีวิตแน่!” าาอสรพิษอธิบาย
“แต่เมื่อกี้เ้าก็สัมปชัญญะพร่าเลือนรู้จักแต่การฆ่าฟันเท่านั้นนี่! แถมเสียงฆ่าฟันที่ดังมาจากด้านล่างก็คล้ายจะเป็เช่นนี้ด้วย! พวกมันเสียสติกันไปแล้ว? ทำไมถึงร่ำร้องว่าจะฆ่าจะแกงกันไม่หยุดเลยเล่า!?” หวังเค่อไม่อาจเข้าใจ
“มีข่ายปราณอยู่!” จางเจิ้งเต้าเอ่ยด้วยสีหน้าไม่น่าดู
“ข่ายปราณ?” หวังเค่อมองจางเจิ้งเต้า
“ใช่ จัตุรัสชุมนุมประตูัมีข่ายปราณติดตั้งไว้ เมื่อเข้ามาแล้วก็จะสูญเสียความยับยั้งชั่งใจ ในสมองรู้จักแต่การเข่นฆ่าเท่านั้น! ล่อฝ่ายธรรมะ อธรรมและสัตว์อสูรเข้ามาข้างใน ให้พวกมันเข่นฆ่ากันเอง ฆ่ากันไปจนกว่าจะตายตกกันหมด ไม่เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว!” จางเจิ้งเต้าสีหน้าไม่น่าดูเป็ที่สุด
“แล้วเ้ารู้ได้ยังไง?” หวังเค่อสงสัย
“ข้าเคยเห็นภาพเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน นี่คือวิธีต้องห้ามที่โหดร้ายอำมหิตสุดประมาณ! ทำไม ทำไมถึง...?” จางเจิ้งเต้ามองลงไปด้วยความพรั่นพรึง
แต่หวังเค่อกลับเปลี่ยนสีหน้าขณะมองไปทางห้องที่อยู่ข้างกัน “เ้าตำหนักจื่อ ข่ายปราณนี้ท่านเป็คนติดตั้งไว้เองสินะ? ท่านไม่แยกแยะพันธมิตรรึว่าศัตรู คิดล้างบางทั้งฝ่ายธรรมะอธรรมไปจนหมดสิ้น? เ้าตำหนักจื่อ ท่านทำไปทำไมกัน? ท่านจะกลายเป็ศัตรูของคนทั้งโลกนะ!”
“ไอ้หนู นี่เ้ากำลังเป็ห่วงข้าอยู่รึ?” จื่อปู้ฝานยิ้มเย็นอย่างดูถูก
“เป็ห่วงกับผีสิ! ท่านก็แค่ถูกจูหงอีปฏิเสธมาเฉยๆ ไม่เห็นจะต้องเอาความแค้นมาระบายต่อสังคมเลยนี่! ถึงฆ่าทุกคนไปแล้วจะส่งผลดีอะไรกับท่านกัน! ที่สำคัญ ข้าเป็ผู้บริสุทธิ์นะ!” หวังเค่อร่ำร้อง
เ้ามันเสียสติไปแล้ว คิดล้างบางหมดทุกชีวิต? ตัวเ้ากลายเป็ศัตรูของใต้หล้านั้นช่างเถิด แต่มาให้ข้าแบกหม้อก้นดำแทนทำซากอะไร? ข้าไม่อยากถูกคนทั้งโลกไล่ล่าสังหารหรอกนะ!
