เมื่อคิดเช่นนี้ ถงซื่อจึงจ้องมองดวงตาของเคอเจิ้งตงพลางเอ่ยปลอบโยนว่า
“ไม่ได้นะ อาตง! วันพรุ่งเ้าจะต้องไปสำนักศึกษาเพื่อ่ชิงหนทางในอนาคตกลับคืนมาให้ครอบครัวของพวกเรา ทำให้ครอบครัวผู้เฒ่าได้เห็นว่าเ้ามิใช่คนโง่เขลา
ทำให้คนทั้งหมู่บ้านได้รับรู้ว่า ครอบครัวของพวกเราก็สามารถสร้างครอบครัวได้เช่นกัน
ยามนี้เ้าอายุมากแล้ว มิอาจเสียเวลาเื่การเรียนอีกต่อไป หากต้องล่าช้าเพราะข้า ข้าคงกลายเป็คนบาปเสียแล้ว
ข้าแค่ตั้งครรภ์เท่านั้น ภายในจวนยังมีบุตรสาวอีกสามคน มารดาสกุลต้วนก็คอยอยู่เป็เพื่อนข้าบ่อยครั้ง เ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไป”
เพิ่งจะสิ้นเสียงของถงซื่อ เคอโยวเยวี่ยที่นิสัยร่าเริงพลันตบอกแสดงท่าทีว่า
“ใช่แล้ว ท่านพ่อ ภายในจวนยังมีพวกเรา ข้ากับพี่หญิงทั้งสองจะดูแลท่านแม่เป็อย่างดี ท่านไปเรียนในสำนักศึกษาอย่างวางใจเป็พอ จากนั้นสอบชิงจอหงวนกลับมาให้จงได้ ทำให้คนทั้งหมู่บ้านได้เห็นถึงความสามารถของท่านเถิดเ้าค่ะ”
เคอโยวหลานคิดว่าน้องสาวกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก จึงอดพยักหน้าเห็นด้วยมิได้ นางลอบสัญญากับตนเองว่าจะดูแลท่านแม่เป็อย่างดี
ในยามนี้ เคอโยวหรานใช้ถาดยกน้ำแกงไก่โสมเดินเข้ามาและเอ่ยปลอบโยน
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวลนะเ้าคะ มีข้าดูแลอยู่ในจวน ท่านแม่จะต้องไม่เป็อันใดอย่างแน่นอน วันพรุ่งข้าจะให้อิ่งซานไปยังบ้านสวน หาสตรีที่สะอาดสะอ้านทำงานคล่องแคล่วจำนวนหนึ่งมาคอยดูแลท่านแม่กับพี่สะใภ้รองเ้าค่ะ
งานภายในจวนให้บ่าวรับใช้ไปทำเป็พอ จะต้องมิยอมให้ท่านแม่เหน็ดเหนื่อยอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
เคอเจิ้งตงวางใจลงบางส่วนเมื่อได้ยินคำกล่าวของเคอโยวหราน เขาพิจารณาลำดับความสำคัญของเื่ราวครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกว่าสิ่งที่ทุกคนกล่าวมามีเหตุผล
เคอโยวหรานเห็นบิดายังคงลังเล นางจึงวางน้ำแกงไก่โสมลงบนโต๊ะ จากนั้นตักขึ้นมาหนึ่งถ้วยเพื่อป้อนถงซื่อพลางเอ่ยว่า
“หากท่านพ่อยังไม่วางใจจริงๆ เช่นนั้นข้าจะให้อิ่งเอ้อร์ขับรถม้ารับส่งท่านไปสำนักศึกษาทุกวัน ไม่จำเป็ต้องพักอาศัยภายในสำนักศึกษา เพราะถึงอย่างไรระยะทางจากสำนักศึกษาถึงหมู่บ้าน เมื่อเร่งม้าเร็วก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเ้าค่ะ”
ถงซื่อขมวดคิ้ว “โยวหราน เช่นนี้จะลำบากอิ่งเอ้อร์เกินไปหรือไม่? คงไม่ค่อยดีนักกระมัง!”
เคอโยวหรานคลี่ยิ้มเอ่ย “ไม่ลำบากเ้าค่ะ นับแต่นี้เป็ต้นไป ท่านแม่ต้องคุ้นชินกับการเรียกหาบ่าวรับใช้นะเ้าคะ ถ้าเกิดท่านพ่อได้เป็ขุนนางขึ้นมา ท่านก็จะได้เป็ฮูหยินของขุนนางแล้วเ้าค่ะ
ภายหน้าผู้ที่ท่านแม่ต้องคบค้าก็คือเหล่าฮูหยินของขุนนางเ่าั้ หากท่านเผยกลิ่นอายเช่นคนสกุลเล็ก จะทำให้ฮูหยินจวนขุนนางเ่าั้นึกหยามเหยียดเอาได้เ้าค่ะ
นอกจากนี้ ท่านแม่ยังต้องฝึกเขียนอักษรสักหน่อย ร่วมเรียนหนังสือไปพร้อมกับท่านพ่อเถิดเ้าค่ะ ภายหน้าพวกท่านจะได้มีหัวข้อร่วมหารือกัน
หลังจากท่านพ่อไปเรียนในสำนักศึกษา ท่านก็ไปคลุกคลีกับท่านแม่สกุลต้วนให้มากสักหน่อย ให้นางสอนเื่ราวภายในแวดวงสตรีสูงศักดิ์ให้ท่านเ้าค่ะ
หากท่านพ่อพัฒนา ท่านย่อมมิอาจถ่วงขาหลังของเขาได้ ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
เคอโยวหรานรู้ว่าทันทีที่คนเรามีเวลาว่างเว้น หากไม่หาจุดมุ่งหมายและแรงขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาไปข้างหน้า เช่นนั้นก็จะจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความกังวล ค่อยๆ เกิดเป็ภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังคลอด
นางจำต้องช่วยมารดาหาบางสิ่งกระทำ เพื่อที่มารดาของนางจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านหลังจากที่ท่านพ่อไปยังสำนักศึกษา
นอกจากนี้ สตรีตั้งครรภ์ที่มีเื่ให้ทำยังเป็ผลดีต่อการพัฒนาร่างกายและจิตใจของเด็กในครรภ์อีกด้วย เป็การพัฒนาครรภ์ที่ดียิ่งนักโดยไม่รู้ตัว
ครั้นถงซื่อได้ยินคำกล่าวของเคอโยวหราน นางพลันจิบน้ำแกงไก่โสมหนึ่งอึกพลางใช้ความคิด จากนั้นพยักหน้าเอ่ยตอบ
“อืม เ้าพูดถูก แม่เชื่อเ้า เดิมทีแม่ยังคงสับสน แต่เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเ้าก็หาทิศทางพบอีกครั้งจนได้
โยวหราน เ้าช่างเป็บุตรสาวที่ดีของแม่จริงๆ หากไม่มีเ้า ยังไม่รู้เลยว่าพวกเราทั้งครอบครัวจะใช้ชีวิตต่อไปเช่นไร”
ขณะกล่าว นึกไม่ถึงว่าถงซื่อจะถึงขั้นปาดน้ำตา เคอโยวหรานคลานเข้าไปยังเตียงฝั่งด้านใน ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้มารดาของตนอย่างแ่เบา นางเอ่ยปลอบโยนว่า
“ท่านแม่อย่าร้องนะเ้าคะ น้องชายตัวเล็กยังคงอยู่ในครรภ์ของท่าน ย่อมมิอาจให้เขาพลอยร้องไห้ไปกับท่านด้วยเ้าค่ะ”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ ถงซื่อก็รีบเช็ดหน้าเช็ดตาและหยุดเสียงสะอื้น “โยวหรานพูดถูก แม่ไม่ร้อง นี่เป็เื่ดี แม่ควรจะยิ้มมิใช่หรือ?”
ทุกคนต่างพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม เคอเจิ้งตงเปลี่ยนตำแหน่งนั่งแล้วโอบถงซื่อเอาไว้ในอ้อมกอด เขารับถ้วยน้ำแกงไก่โสมมาจากมือของเคอโยวหรานเพื่อป้อนถงซื่ออย่างช้าๆ
เมื่อมีสามีและบรรดาบุตรสาวปลอบประโลม อารมณ์ของถงซื่อก็กลับมาสงบได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว มิต้องเอ่ยถึงว่าคนหนึ่งครอบครัวมีความสุขและรู้สึกอบอุ่นมากเพียงใด
หลังจากไป๋ซื่อฟื้นคืนสติและรู้ว่าตนตั้งครรภ์ เคอโยวหรานยังส่งน้ำแกงไก่โสมไปให้นางด้วยตนเอง
นางตื่นเต้นยินดีจนเตรียมจะลงจากเตียงไปสวมรองเท้า หมายจะทำการแสดงความขอบคุณต่อเคอโยวหราน
ทว่ากลับถูกต้วนเอ้อร์หลางห้ามเอาไว้ ต้วนเอ้อร์หลางที่แต่เดิมไม่ชอบพูดจาต้องกล่าววาจาอ่อนโยนเพื่อปลอบขวัญไป๋ซื่ออยู่นานอย่างยากพบเห็น
ไป๋ซื่อโผเข้าหาอ้อมกอดของเขา เอ่ยพลางปาดน้ำตาแห่งความปีติว่า
“เอ้อร์หลาง มิใช่เื่ง่ายกว่าพวกเราจะมีบุตร จะต้องขอบคุณน้องสะใภ้สามให้ดี หากไม่มีโยวหราน พิษของท่านย่อมมิอาจถูกถอน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเื่มีบุตรเลยเ้าค่ะ”
“อืม วางใจเถิด ข้าจะทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน” ต้วนเอ้อร์หลางให้คำมั่นพร้อมกับกระชับกอดไป๋ซื่อให้แแ่กว่าเดิมหลายส่วน เขาแต้มจูบลงบนเส้นผมหอมกรุ่นของนาง ดวงตาเองก็พลอยแดงระเรื่อไปด้วย...
หลังต้วนต้าหลางกลับเข้าไปในห้อง หยวนซื่อยังคงมีท่าทางปกติเช่นเมื่อก่อน ปรนนิบัติเขาล้างหน้าบ้วนปากผลัดเสื้อผ้า ดูไม่ออกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด
ส่วนทางต้วนต้าหลางก็จมดิ่งอยู่ในความปีติที่เื่มงคลคู่มาเยือนจวน เขาดันหยวนซื่อลงบนเตียงก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า
“เอ้อร์หลางมีบุตรแล้ว พวกเราก็ควรจะรีบเร่งมือสักหน่อยเช่นกัน...”
ขณะเอ่ยได้เป่าตะเกียงให้มอดดับ ตามด้วยก้มหน้าก้มตาลงแสดงความรักต่อหยวนซื่อ...
เช้าตรู่วันต่อมา หยวนซื่อยังคงอยู่ในแดนฝัน ทว่าต้วนต้าหลางได้ตื่นนอนเพื่อมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาพร้อมต้วนเหลยถิง เคอโยวหราน และเคอเจิ้งตงั้แ่เช้าตรู่แล้ว
หลังจากหยวนซื่อตื่นขึ้นมา เมื่อไม่เห็นต้วนต้าหลาง นางก็ระบายโทสะอย่างเงียบเชียบอยู่ภายในห้องอีกคราหนึ่ง กระทั่งหุ่นเล็กที่เขียนชื่อของเคอโยวหรานเอาไว้ยังถูกทิ่มแทงจนเละเทะ
ความยินดีที่ถูกต้วนต้าหลางแสดงความรักเมื่อคืนล้วนถูกนางโยนทิ้งไว้ในกลีบเมฆอันแสนไกลจนหมดสิ้น
......
ณ สำนักศึกษาซงเจิ้ง
ไม่ว่าอย่างไรเคอโยวหรานก็นึกไม่ถึงว่า เพิ่งจะเดินเข้าประตูมาได้ไม่ไกล นางก็ต้องพบกับอาสี่ผู้สอบผ่านเป็บัณฑิตถงเซิงและอาศัยอยู่ในสำนักศึกษานานปีไม่ยอมกลับจวนอย่างเคอเจิ้งเป่ย
เขาอายุไม่ถึงยี่สิบปี ทั่วทั้งกายสะอาดสะอ้านสง่างาม เผยกลิ่นอายเช่นผู้มีวิชาความรู้
ทว่าน่าเสียดายที่สืบทอดดวงตาสามเหลี่ยมที่แสนจะเล็กหรี่ รวมถึงการใช้หางตามองผู้อื่นจากผู้เฒ่าเคอ ทำให้บั่นทอนบุคลิกดีอันดีทั่วทั้งกายของเขาลงไปหลายส่วน
เคอโยวหรานมิได้กล่าวทักทายเคอเจิ้งเป่ยแต่อย่างใด กลับบอกใบ้ให้ต้วนเหลยถิงหาบัณฑิตคนอื่นมาช่วยนำทางไปหาอาจารย์เมิ่ง
แต่เคอเจิ้งเป่ยเผยท่าทีราวกับค้นพบแผ่นดินใหม่ พลันขวางหน้าเคอเจิ้งตงเอาไว้แล้วถามด้วยความไม่มั่นใจว่า “ต้าส่า? ใช่เ้าหรือไม่?”
เคอโยวหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย ครั้นคิดอยากจะก้าวเข้าไปกลับถูกต้วนเหลยถิงห้ามเอาไว้และเอ่ยเสียงเบาข้างหูของนางว่า
“โยวหราน ภายหน้าท่านพ่อยังต้องเรียนอยู่ในสำนักศึกษา ต้องพบเจอเื่เช่นนี้อีกหลายครั้ง เขาต้องสะสมความสามารถในการหยัดยืนด้วยตนเอง
พวกเรามิอาจอยู่ข้างกายท่านพ่อได้ตลอด เื่นี้จำต้องให้เขาจัดการด้วยตนเอง หากไม่ถึงยามจำเป็จริงๆ พวกเราก็อย่าได้ยื่นมือเข้าไปแทรกเลย”
เคอโยวหรานที่เตรียมจะก้าวเข้าไปข้างหน้าพลันเข้าใจและถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว นางยืนอยู่ข้างกายต้วนเหลยถิงพลางมองบิดาของตนแสดงความสามารถอย่างเงียบเชียบ
ต้วนต้าหลางก็ยืนเอามือไพล่หลังอยู่เงียบๆ ที่ด้านข้างเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าความคิดของเขาคล้ายคลึงกับต้วนเหลยถิง
เคอเจิ้งตงยืดอก เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ข้ามีนามว่าเคอเจิ้งตง ไม่ทราบว่าต้าส่าที่น้องสี่เรียกขานหมายถึงผู้ใด? สำนักศึกษาเป็สถานที่บ่มเพาะผู้คน จะตั้งฉายาให้ผู้อื่นซี้ซั้วได้อย่างไรกัน?”
เคอเจิ้งเป่ย “...?”
คนผู้นี้? กล่าววาจามีตรรกะชัดเจน มิใช่วาจาที่คนโง่ผู้หนึ่งจะเอ่ยออกมาได้แม้แต่นิด
ตนจำคนผิดแล้วหรือ? เหตุใดอีกฝ่ายถึงได้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับพี่ใหญ่เลยเล่า?
ไม่ถูก เมื่อครู่คนผู้นี้เรียกเขาว่าน้องสี่ เช่นนั้นคนผู้นี้จะต้องเป็พี่ใหญ่โดยไม่ต้องสงสัย
ทว่า เหตุใดอีกฝ่ายถึงไม่โง่เขลาเสียแล้ว?
