“นั่นก็ใช่นะ” คนที่พูดแทรกไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ก็หัวเราะออกมา “ทางนั้นมีคนน้อย”
เพียงครู่เดียวพื้นที่กางกระโจมก็ว่างเปล่า เหลือแค่พวกคนติดตามของแต่ละครอบครัวเอาไว้
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ในกระโจมหรี่ตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเขาไปทางไหนนะ?”
องครักษ์ตอบกลับ “ไปทางหน้าผาพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีเลยน่ะสิ” จิตสังหารในแววตาของฮ่องเต้ไม่อาจปิดเอาไว้ได้อีกต่อไป มุมปากยกยิ้มขึ้น “เจิ้นจะได้ไม่ต้องไปแยกพวกเขาออกจากคนอื่นๆ เตรียมคนเอาไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่?”
“เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ โปรดวางใจเถิดฝ่าา”
ฮ่องเต้เอนตัวพิงเก้าอี้ “ดีมาก ตอนนี้อย่าเพิ่งลงมือ รอจนพวกเขาเดินทางไปไกลกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยลงมือ ทางที่ดีที่สุดอย่าให้เจิ้นเห็นศพ อย่าให้เหลือไว้แม้แต่กระดูก”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วออกไป
ความดุร้ายบนใบหน้าของฮ่องเต้ปิดเอาไว้ไม่มิดอีกต่อไป จิตสังหารในแววตาเข้มข้นจนแทบจะทะลักออกมา
ซูิเยว่กับจี๋โม่หานขี่ม้าไปอย่างไม่เร่งรีบ ม้าของทั้งคู่เคียงกันเดินเล่นไปในป่าไม้ ที่นี่มีต้นไม้ขึ้นรกทึบ ในฤดูนี้ต้นไม้จะขึ้นทึบจนปิดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา เมื่อเดินอยู่ใต้ร่มเงาก็รู้สึกเย็นสบาย
ระหว่างต้นไม้ก็จะมีเสียงจักจั่นดังมาเป็ระยะๆ รอบด้านเงียบสงบ
ซูิเยว่ระมัดระวังการเคลื่อนไหวรอบด้านไปก็หันหน้าไปคุยกับจี๋โม่หานไป “ท่านว่าฮ่องเต้วางแผนที่จะลงมือกับพวกเราในงานล่าสัตว์จริงๆ ใช่หรือไม่?”
“ฮ่องเต้ไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ไปแน่นอน” จี๋โม่หานพูดเสียงเรียบ “อีกทั้งพวกเรายังจงใจเดินแยกออกมาจากทุกคนด้วย เขายิ่งไม่มีทางที่จะพลาดโอกาสนี้”
ซูิเยว่กวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ฤดูร้อนทำให้ต้นหญ้าที่เดิมทีก็เยอะอยู่แล้วตอนนี้ก็ยิ่งโตเต็มที่จนขึ้นรกไปหมด หากมีอันตรายเข้ามาก็รู้ตัวได้ยากมาก
“เอาล่ะ แม่หนูไม่จำเป็ต้องเป็กังวลไป” จี๋โม่หานรู้ว่านางกังวลอะไร “พวกจื๋อหลันคอยติดตามพวกเราอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตลอด แค่มีการเคลื่อนไหวก็จะพบทันที”
ซูิเยว่ถึงได้วางใจลงหน่อย “เช่นนั้นพวกเราก็เดินเล่นอยู่เช่นนี้หรือ?”
นางพูดไปมือก็กำธนูในมือ พวกเขาเข้ามานานมากแล้ว ยังไม่เห็นสัตว์ให้ล่าเลยสักตัว แม้จะไม่พูดถึงสัตว์ให้ล่า นอกจากพวกเขาสองคนแล้วก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นอีก
“แม่หนูเบื่อแล้วหรือ?” จี๋โม่หานเลิกคิ้วพลันยื่นมือไปทางซูิเยว่
“อะไรหรือ?” ซูิเยว่ชะงักไป นางยังดึงสติกลับมาไม่ได้
“มานี่สิ”
ซูิเยว่วางมือลงบนฝ่ามือของจี๋โม่หาน เขาออกแรงเล็กน้อย ซูิเยว่ก็ขึ้นไปอยู่บนม้าของจี๋โม่หานแล้วนั่งอยู่ในอ้อมกอดของเขา
จี๋โม่หานกอดซูิเยว่เอาไว้ในอ้อมกอด ทั้งสองพูดคุยกันไปเช่นนั้นแล้วเดินไปด้านหน้าช้าๆ
ไม่รู้ว่าเดินไปนานแค่ไหน จู่ๆ ด้านหลังของจี๋โม่หานก็มีการเคลื่อนไหว ร่างกายก็เกร็งขึ้นมา
ซูิเยว่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเงียบแล้วตั้งใจฟัง
พงหญ้าด้านข้างไม่ไกลจากพวกเขามีเสียงดังแซ่กๆ แว่วมา เหมือนกับการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของอะไรบางอย่าง
จี๋โม่หานเอนตัวไปด้านหน้า เขาพูดเสียงเบาข้างหูของซูิเยว่ “พวกเขามาแล้ว มีประมาณยี่สิบสามสิบคน อีกเดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้าอยู่ข้างกายข้าก็พอ อย่าขยับไปไหน”
“เพคะ” สีหน้าของซูิเยว่เคร่งขรึมขึ้น
ถึงแม้แผนการในครั้งนี้พวกเขาจะเตรียมตัวมาก่อน แต่พูดกันตามตรงแล้วก็ยังถือว่าอันตรายมาก ซูิเยว่รู้ว่าความสามารถถูๆ ไถๆ ของตัวเองกับพวกนักฆ่าที่ฮ่องเต้ส่งมานั้นเทียบกันไม่ติด นางทำได้แค่พยายามไม่เป็ตัวถ่วงของจี๋โม่หาน
จี๋โม่หานแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เพิ่มความเร็วของม้าขึ้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เสียงแซ่กๆ ที่ดังมาจากในพงหญ้าทั้งสองด้านก็ดังขึ้นกว่าเดิม
ซูิเยว่กุมธนูในมือแน่น นางมองการเคลื่อนไหวรอบๆ อย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น เสียง “ฟิ้ว” ของธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมาจากอากาศตรงมาเบื้องหน้าของทั้งสองคน
ซูิเยว่เบิกตากว้างราวกับหัวใจกระโจนออกมาจากคอ ยังไม่ทันได้ะโว่าระวังออกไป จี๋โม่หานก็กอดนางเอนตัวไปด้านข้าง ธนูดอกนั้นเฉียดผ่านบ่าของทั้งสองไป
เสียงของจี๋โม่หานเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งไม่ละลาย ทั้งตัวแข็งเกร็ง บนตัวปล่อยไอเฉียบคมออกมา แล้วเอาธนูในมือของซูิเยว่ไป
“บอกตำแหน่งคน”
ซูิเยว่สงบจิตใจ สองมือจับบังเหียนเอาไว้ แล้วกวาดตาไปรอบๆ บนต้นไม้ซึ่งไม่ไกลนักมีเงาดำเพิ่งจะซ่อนไปด้านหลังพอดี
“ด้านหน้าห้าสิบเมตรบนต้นไม้สูงสิบเมตร”
เสียงของซูิเยว่เพิ่งจะพูดจบ ลูกธนูในมือของจี๋โม่หานก็บินออกไป ในลูกธนูมีกำลังภายในแฝงอยู่ เสียงที่แฝงไปด้วยจิตสังหารดังแหวกอากาศออกไป
“อึก....”
คนชุดดำยังไม่ทันได้รู้ตัว ลูกธนูก็ทะลุผ่านอกของเขาไป ร่างกายถูกลูกธนูพาลอยถอยหลังไปสี่ห้าเมตรถึงจะตกตุ้บลงบนพื้น
จี๋โม่หานเอาขาหนีบเอวม้าไว้ มือข้างหนึ่งโอบเอวซูิเยว่ไว้แล้วจับบังเหียน ม้าวิ่งพุ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู ต้นไม้ทั้งสองข้างทางกับพงหญ้าก็มีคนตามหลังมา
ซูิเยว่มองไปทั้งสองด้าน ในหญ้าที่ห่างจากพวกเขาประมาณสิบกว่าเมตรก็มีคนชุดดำสิบกว่าคนทะยานขึ้นมา อีกทั้งยังมีคนที่กระโจนอยู่บนต้นไม้อยู่หลายคน
คนชุดดำพวกนั้นก็ไม่คิดที่จะซ่อนตัว พวกเขายิงธนูหลายสิบดอกมาทางนี้ เสียงธนูในอากาศเข้าใกล้ทั้งสองคน
ความสามารถในการฟังของจี๋โม่หานฉับไว ธนูพวกนั้นยิงมาจากทางไหนแค่ได้ยินเขาก็รู้หมด ในตอนที่ลูกธนูยังมาไม่ถึง เขาก็อุ้มซูิเยว่หลบซ้ายหลบขวา
แววตาของซูิเยว่เข้มจนน่ากลัว บนตัวของนางใส่ผงพิษที่ทำเองเอาไว้เยอะมาก หากคนชุดดำพวกนั้นเข้ามาใกล้ตัว นางก็ยังมีความสามารถที่จะจัดการได้บ้าง แต่ว่าคนชุดดำพวกนั้นยังตามไม่ทัน ผงพิษพวกนี้จึงยังไม่ได้ใช้
จี๋โม่หานยัดบังเหียนเข้ามาในมือของนาง แล้วพูดข้างหูเสียงเบา “อย่ากลัว”
ซูิเยว่ได้ยินน้ำเสียงใจเย็นของจี๋โม่หาน หัวใจก็พลันผ่อนคลายลงทันที
จี๋โม่หานกำธนูไว้ในมือ ฟังเสียงทิศทางของลูกธนูที่ลอยมา จากนั้นลูกธนูก็ลอยออกไปจากมือของเขา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเฮือกดังมาไม่หยุด รวมถึงเสียงของหนักๆ ที่ตกลงมาบนพื้น
ม้าวิ่งอยู่ในป่าไม่หยุดได้ประมาณห้าหกลี้ ต้นไม้ด้านหน้าก็เริ่มจะน้อยลง แสงอาทิตย์สาดลงมาจนสว่างไปทั่ว
เสียงน้ำไหลเชี่ยวดังชัดเจน ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็เป็พื้นที่โล่งกว้าง
ซูิเยว่ดึงบังเหียนหยุดม้าจนมันร้องฮี้เสียงดังพร้อมกับยกเท้าหน้าขึ้นก่อนจะหยุดฝีเท้าลง
“ตรงหน้าเป็หน้าผา ไม่มีทางเดินแล้ว”
คนชุดดำที่ตามมาด้านหลังก็เข้ามาหาพวกเขา แล้วล้อมทั้งสองคนเอาไว้แบบครึ่งวงกลม ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ
จี๋โม่หานกับซูิเยว่ะโลงจากม้า
ด้านหลังไม่ไกลเป็หน้าผา ตรงข้ามก็เป็หน้าผาสูง ตรงกลางระหว่างหน้าผาก็เป็แม่น้ำเชี่ยว เสียงน้ำไหลราวกับมีม้าหลายหมื่นตัววิ่งควบอยู่
