“พวกเราพบกันระหว่างทาง พวกเราเดาว่าพวกเ้าจะออกไปจากเทือกเขาอสุรกายก่อน ดังนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางออก นึกไม่ถึงว่าจะได้พบพวกเ้าระหว่างทาง” เสิ่นเหยียนพูดกับกัวิเสร็จ จากนั้นก็หันไปมองตู้เซ่าฝู่ เอ่ยถามว่า “ศิษย์น้องกัวิ เขาผู้นี้คือ?”
“เกือบลืมแนะนำเลย” กัวิยิ้ม จากนั้นบอกเสิ่นเหยียนว่า “ชายผู้นี้คือสหายตู้เซ่าฝู่ ระหว่างเดินทางพวกเราประสบภัยมีผู้มาคุกคาม หากสหายเซ่าฝู่ไม่ช่วยข้า ข้ากับศิษย์พี่จูเสวี่ยคงแย่แน่ๆ”
จากนั้นกัวิก็เล่าเื่ลวี่คุนศิษย์แห่งสำนักอสรพิษ์และกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวให้ทุกคนฟัง ทำให้บรรดาศิษย์ของสำนักยันต์ปราณต่างกัดฟันด้วยความแค้นเคือง ประกาศไว้ว่าต่อไปจะต้องแก้แค้นสำนักอสรพิษ์ และกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวให้จงได้
เมื่อเสิ่นเหยียนได้ยินว่าตู้เซ่าฝู่สามารถสังหารผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นััพลังลี้ลับได้ ก็ใหันไปจ้องตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง
“สหายเซ่าฝู่ ขณะนี้พวกเราปลอดภัยยิ่งกว่าเดิมแล้ว พวกเราออกไปจากเทือกเขาอสุรกายนี้กันก่อนเถิด” กัวิบอกกับตู้เซ่าฝู่อย่างดีใจ การได้มาพบศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนัก ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น
“ศิษย์น้องกัวิ ข้าว่าเ้ากับศิษย์น้องจูเสวี่ยอย่าไปรบกวนสหายสกุลตู้มากไปกว่านี้เลย สหายสกุลตู้อาจจะไปทำธุระอย่างอื่นอีก พวกเราอย่าทำให้สหายสกุลตู้เสียเวลาของเขาเลย”
หลังจากกัวิพูดจบ เสิ่นเหยียนก็ยิ้มตอบเขาไปเช่นนั้น จากนั้นก็กล่าวกับตู้เซ่าฝู่ว่า “สหายสกุลตู้ ขอบคุณที่ดูแลศิษย์น้องกัวิ และศิษย์น้องจูเสวี่ยสองคนนี้ของข้า ต่อไปหากมีโอกาสได้พบกันอีกข้าจะตั้งใจตอบแทนเ้าดีๆ อย่างไรเสียก็ลากันตรงนี้เลย ขอไม่รบกวนสหายสกุลตู้แล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น จูเสวี่ยกับกัวิสีหน้าก็เปลี่ยนไป
“เหอๆ”
ตู้เซ่าฝู่ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร เสิ่นเหยียนดูไม่อยากให้ตนติดตามพวกเขาสักเท่าไร การกระทำเช่นนี้เหมือนการที่เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ฉวยประโยชน์จากเขาพอแล้วก็ไล่เขาไป ตู้เซ่าฝู่มองเสิ่นเหยียน ยิ้มให้พร้อมกับตอบว่า “ในเมื่อพวกเ้าพบพรรคพวกในสำนักแล้ว เช่นนั้นก็ลาจากกันเลยแล้วกัน”
“สหายเซ่าฝู่ เ้าเดินทางคนเดียวคงไม่ดีสักเท่าไร อย่างไรก็มากับพวกเราเถิด”
จูเสวี่ยบอกกับตู้เซ่าฝู่ ความอันตรายของเทือกเขาอสุรกายนางรู้ดี ปล่อยให้เดินทางคนเดียวคงไม่เหมาะสมสักเท่าไรนัก ตู้เซ่าฝู่ทำเพื่อช่วยเหลือกัวิและนาง จนทำให้เขาต้องล่วงเกินกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวและคนของสำนักอสรพิษ์ หากบังเอิญไปเจอคนพวกนั้น เขาจะลำบากได้
“สหายเซ่าฝู่ พวกเราไปด้วยกันเถิด ปล่อยให้เ้าเดินทางเพียงลำพัง ข้าไม่ค่อยวางใจสักเท่าไร” กัวิเองก็รั้งตู้เซ่าฝู่เอาไว้
เมื่อสองคนนี้พยายามรั้งเขาไว้ ความไม่พอใจลึกๆ ในใจของตู้เซ่าฝู่ก็หายไป เขายิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “ไม่เป็ไรหรอก พวกเ้าก็ระวังตัวให้ดี ไว้พบกันใหม่คราวหน้า”
เมื่อตู้เซ่าฝู่พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป ในเมื่อมีคนไม่พอใจที่เขาจะอยู่ต่อ ตู้เซ่าฝู่เองก็ไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ รวมถึงเขาเองก็ไม่ชอบอยู่กับคนจำนวนมากอยู่แล้ว ในเมื่อจูเสวี่ยและกัวิพบกับสหายในพรรคแล้ว ในใจเขาแต่แรกก็อยากปลีกตัวออกไปเช่นกัน
“ศิษย์น้องจูเสวี่ย ศิษย์น้องกัวิ สหายสกุลตู้คงมีธุระจริงๆ พวกเราอย่าไปฝืนใจเขาเลย”
เสิ่นเหยียนมองดูตู้เซ่าฝู่หันหลังเดินจากไป สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่เดิมเขาคิดว่าต้องพูดโน้มน้าวอีกนานจึงจะไล่คนนี้ออกไปได้ นึกไม่ถึงว่าจะยอมทำตามแต่โดยดี
“ศิษย์พี่ หากไม่ได้สหายเซ่าฝู่ช่วยเหลือพวกเราไว้ พวกเราคงจะประสบเื่ร้ายมากกว่านี้แน่นอน” จูเสวี่ยเงยหน้าหันไปมองเสิ่นเหยียน แววตาดูไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร นางรู้ว่าเสิ่นเหยียนจงใจพูดไล่ตู้เซ่าฝู่ให้จากไปอ้อมๆ ความหมายของคำพูดของเขา นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
เสิ่นเหยียนเห็นสายตาของจูเสวี่ย ก็พยายามกลบความลับลมคมในออกจากแววตาของเขา เขากล่าวว่า “ศิษย์น้อง ต่อไปหากมีโอกาส พวกเราก็ตอบแทนเขา แต่ในเมื่อเขาเป็คนนอก ให้เขามาอยู่ด้วยคงไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไร”
“แต่ว่า...”
“ศิษย์น้อง มนุษย์เรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอก เ้าต้องระวังตัวไว้ให้มากจะดีกว่า มีข้าอยู่นี่แล้ว ข้าจะดูแลเ้าเป็อย่างดี”
จูเสวี่ยยังอยากพูดอะไรบางอย่างต่อ ทว่าถูกเสิ่นเหยียนพูดขัดจังหวะไปก่อน “ศิษย์น้อง ที่ข้าให้ตู้เซ่าฝู่จากไปเพราะมีเหตุผล พวกเราพบว่าบริเวณด้านหน้า ่นี้มีพลังจิตคลุ้งลอยอยู่ แถมในยามดึกยังมีแสงทึบปรากฏ เป็ไปได้ว่ากำลังจะมียาวิเศษระดับสูงกำลังก่อกำเนิดขึ้น ใน่เวลาแบบนี้ให้คนนอกอยู่ด้วยคงไม่ดีสักเท่าไร ข้าหวังว่าศิษย์น้องจะเข้าใจข้าที่เป็ศิษย์พี่ด้วย ที่ข้าทำเช่นนี้ เพราะเพื่อศิษย์น้องทั้งสองคนนะ”
จูเสวี่ยกับกัวิสะดุ้งและั์ตาสั่นไหวเล็กน้อย พวกเขาไม่มีคำพูดใดๆ ที่จะโต้เสิ่นเหยียนกลับไปได้ สุดท้ายจึงต้องยอมเชื่อฟัง
ยามโพล้เพล้ แสงสีแสดยามเวลาตะวันใกล้จะลับฟ้าส่องผ่านเมฆเป็แสงบางๆ ทั่วนภาแต่งแต้มด้วยแสงสีแดงอ่อน
พระอาทิตย์อัศดงจากทิศประจิม บรรยากาศในป่าทึบค่อยๆ มืดมิดลง
หลังจากตู้เซ่าฝู่ปลีกตัวออกมาจากจูเสวี่ยและกัวิ เขาก็วางแผนหาที่พักผ่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยรีบเร่งเดินทางกลับเมืองสือเฉิง เขาคิดว่าเวลาก็ผ่านมานานมากแล้ว สตรีงามชุดเรียบๆ คนนั้นน่าจะไม่อยู่ในเทือกเขาอสุรกายแล้ว และตาเฒ่าขี้เหล้าบิดาของเขาก็น่าจะเริ่มเป็ห่วงเขาแล้ว
เมื่อคิดถึงเื่ของบ้านสกุลตู้ ตู้เซ่าฝู่เองก็ถอนหายใจรู้สึกกังวล หากเป็เมื่อก่อน อย่าว่าแต่เดือนกว่าเลย หายไปครึ่งปีก็คิดว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
ยามรัตติกาล แสงนวลผ่องของจันทราส่องสว่างท่ามกลางเวหาอันมืดมิด ช่วยให้แสงสว่างบางๆ กับทุกสรรพสิ่งบนเทือกเขาอสุรกาย
ในหุบเขาแคบที่หนึ่ง เกิดเสียงทุ้มดังจากการกระแทกขึ้นมา วัยรุ่นชายคนหนึ่งสวมเพียงกางเกงขาสั้นพอดีตัว เผยให้เห็นหุ่นบางผอมของเขา ทว่าร่างบางร่างนี้กลับมีกล้ามหน้าอกดูแข็งแรงมีกล้ามเนื้อกระชับทุกสัดส่วน รอบกายเขามีประกายแสงสีทองอร่ามลอยคลุ้งห่อหุ้มตัวเขา พร้อมกับมีอักษรยันต์ไหลเวียนบนผิวกายของเขา จากนั้นเขาก็ทำท่าทางเหมือนคนเสียสติ เอาแต่วิ่งพุ่งชนกำแพงหินไม่หยุด
“ปึงๆๆ!”
เด็กหนุ่มคนนี้ใช้แขน ศอก หลัง หน้าอก เข่า บ่า กล้ามเนื้อและกระดูกทุกส่วนของร่างกายพุ่งชนกำแพงหินอย่างกระหน่ำ ทุกครั้งที่กระแทก รุนแรงราวกับว่าจะทำให้กำแพงหินสั่นไหวจนพังทลายเกิดรอยร้าว และมีเศษหินจำนวนมากแตกเป็เศษร่วงลงมา
เขาทำเช่นนี้มาเป็เวลาราวๆ หนึ่งชั่วยามแล้ว ร่างของเขากระแทกจนบนตัวเกิดรอยจ้ำรอยช้ำเขียวเต็มไปหมด เขาเก็บลมปราณที่ปล่อยออก แสงประกายสีทองรอบกายของเขาค่อยๆ หายไป จากนั้นอักษรยันต์ที่ปรากฏอยู่บนผิวกายเขาก็ค่อยๆ ซึมซับและหายเข้าไปในเนื้อหนัง
“นี่คือวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองหรือ นี่มันคือการทรมานตัวเองชัดๆ”
ตู้เซ่าฝู่ปล่อยลมปราณโสมมออกจากร่างกาย เขาอดไม่ได้ที่จะโอดครวญเพราะความเ็ป เมื่อสักครู่เอาแต่ใช้ร่างกายของตัวเองพุ่งชน แถมวิธีฝึกนี้ยังใช้พลังปราณโจมตีไม่ได้ นี่คือการฝึกร่างวิธีหนึ่งของเหยี่ยวั์ปีกทอง ั้แ่เล็กเหยี่ยวั์ปีกทองจะทานยาวิเศษเพื่อบำรุงกำลังกายของตัวมันให้แข็งแรง จากนั้นใช้วิธีการทรมานร่างกายของตัวเองทุกส่วน เพื่อที่จะทำให้เส้นลมปราณทุกเส้นเปิดและไหลเวียนได้อย่างดี สุดท้ายมันจะทำให้ร่างกายดูดซึมพลังได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด
ผู้ฝึกฌานที่เป็มนุษย์ การใช้ยาวิเศษคือการใช้ฤทธิ์พลังของยาวิเศษ ทำให้พลังปราณถูกดูดซึมเข้าไปที่จุดชีพจรเสินเชวี่ยในการบรรลุขั้น มีอสูรมากมายใช้ยาวิเศษและสมบัติคู่ฟ้าเคียงดินในการดูดซึมฤทธิ์พลังจากยาวิเศษในการบรรลุ ทว่าเหยี่ยวั์ปีกทองกลับดูดซึมยาวิเศษไว้ในร่างของมัน ทำให้ร่างกายของมันแข็งแกร่งมากจนน่ากลัว
วิธีฝึกร่างของเหยี่ยวั์ปีกทองแบ่งเป็สามขั้น ขั้นที่หนึ่งคือการบ่มเพาะขนสีทอง ขั้นที่สองคือการชำระล้างร่างกาย ขั้นที่สามคือการหล่อหลอมร่างเทพ หากสามารถฝึกร่างถึงขั้นการหล่อหลอมร่างเทพแล้ว เหยี่ยวั์ปีกทองตัวนั้นก็จะกลายเป็สุดยอดอสูรระดับเทพที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในปฐี
ตู้เซ่าฝู่ไม่ใช่อสูร ทว่าฝึกวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองได้ ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าตัวเขาเองก็สามารถใช้วิธีฝึกร่างของมันได้เช่นกัน เขาไม่มีขนอย่างนก แต่เขาเองก็มีเนื้อหนัง วิชานี้จะสามารถทำให้ร่างกายของเขามีความต้านทานต่อการโจมตีได้มากขึ้น หากทำได้ อีกสองขั้นภายหลัง ขั้นการชำระล้างร่างกายและขั้นการหล่อหลอมร่างเทพก็คงเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ระหว่างที่ตู้เซ่าฝู่ทำการทดลองเมื่อสักครู่นี้ เขาก็พิสูจน์และทำความเข้าใจการฝึกวิชาฝึกฌานของอสูรตระกูลเหยี่ยวั์ปีกทองได้แล้ว เขาใช้ยาวิเศษที่ได้มาจากบุรุษร่างั์ขั้นเบิกนภาที่สังกัดกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวที่เขาเป็คนปลิดชีพคนนั้น หลังจากใช้ยาวิเศษแล้วก็ใช้วิธีฝึกร่างโดยการทรมานร่างของตัวเอง แม้เขาจะเ็ปไปทั้งตัว ราวกับว่าการพุ่งชนเมื่อสักครู่จะทำให้กระดูกร้าวไปทั้งหมด ทว่าตู้เซ่าฝู่ััได้ว่า ฤทธิ์พลังจากยาวิเศษแผ่กระจายอยู่ในิัของเขาแล้ว เขากินยาวิเศษไปโดยตรงทำให้ฤทธิ์ยาเข้าไปอยู่ในร่างกาย เขาไม่ได้บังคับให้มันเปลี่ยนเป็พลังฌานและดูดซึมเข้าไปที่จุดเสินเชวี่ย แต่ให้มันกระจายอยู่ที่เนื้อหนังของเขา เมื่อครู่การพุ่งกระแทกทรมานร่างของตัวเอง ทำให้ิัของเขาดูดซึมฤทธิ์ของยาได้ดีขึ้น
“หากร่างกายของมนุษย์สามารถแข็งแกร่งได้อย่างเหยี่ยวั์ปีกทองที่เป็อสูรระดับเทพละก็” ตู้เซ่าฝู่ตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้น เพียงแค่ได้ลองฝึกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งทนทานยิ่งขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมากพอควร
“ดูท่าต่อไปต้องพยายามหายาวิเศษเพิ่มขึ้นเพื่อการฝึกร่างแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่พูดอยู่ในใจ เมื่อฝึกเสร็จเขาก็สวมชุดให้เรียบร้อย จากนั้นก็เห็นเป็เงาภายใต้แสงจันทร์เคลื่อนไหวลงจากหุบเขาตรงนั้น
เวลาต้นสารทฤดู ต้นไม้ใบหญ้าในพงไพรเริ่มปรากฏสีเหลือง ใบไม้ร่วงหล่นตามลมหนาวเป็ระยะๆ ใบไม้ที่ซ้อนกันเป็ชั้นๆ ถูกแสงตะวันสาดส่อง ทำให้สีของใบไม้ดูราวกับเป็สีเหลืองทองประกายแสง ช่างงดงามจับใจเหลือเกิน
“ฟึ่บๆ...”
มีบุรุษห้าคนกำลังวิ่งฝ่าดงป่า มีเสียงเท้าย่ำใบไม้ที่แห้งกรอบเกิดเป็เสียงดัง
“นึกไม่ถึงว่าหัวหน้ากลุ่มสามจะถูกฆ่า บังอาจมาสังหารคนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวของข้า ไอ้บ้านั่นมันไม่อยากมีชีวิตยืนยาวแล้วใช่หรือไม่”
“ได้ยินมาว่าผู้สังหารหัวหน้ากลุ่มสามเป็เด็กหนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหรือ เป็ไปไม่ได้หรอกกระมัง”
“คาดว่าเ้าเด็กบ้านั่นคงมีที่มาที่ไปนั่นแหละ อย่างไรเสียพวกเราต้องตามหาเ้าเด็กหนุ่มนั่นให้พบ จากนั้นแจ้งนายท่านรองและนายท่านสามให้จัดการพวกเขาซะ”
ตู้เซ่าฝู่กำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ เขาคิ้วขมวด ดูท่าหลังจากที่เขาปลิดชีพหัวหน้ากลุ่มสามของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไปแล้ว พวกกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไม่คิดจะปล่อยให้เขารอดชีวิตไป บริเวณรอบๆ เทือกเขาอสุรกาย ทุกที่มีแต่คนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวที่กำลังค้นหาตัวของเขา
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ลงมือก่อนน่าจะได้เปรียบกว่า ไม่รู้ว่าเ้าพวกนั้นมียาวิเศษติดตัวไว้หรือไม่”
ในพุ่มไม้ รูม่านตาของตู้เซ่าฝู่เล็กลง สะท้อนภาพบุรุษตัวใหญ่ห้าคนที่ผ่านมาในตาของเขา สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้น
“ได้ยินว่ามีคนได้สมบัติล้ำค่าจากเทือกเขาอสุรกายจริงๆ หากเป็ข้าที่ได้ก็คงจะดี”
“ก่อนหน้าที่มีขบวนอสูร ซากอสูรไม่น้อยถูกคนพบเข้าแล้ว ยังดีที่กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวเข้ามาถึงไว ดังนั้นก็ไม่ได้เสียเปรียบคนอื่นมากเท่าไร หากนำวัตถุดิบที่ได้มาจากอสูรพวกนั้นแล้ว พวกเราก็ร่ำรวยเป็กอบเป็กำแล้ว”
บุรุษร่างั์ห้าคนเดินไปต่อข้างหน้าเรื่อยๆ แต่ลักษณะการเดินคือการกระจายเป็วงเพื่อเป็การป้องกันการโจมตี และอันตรายต่างๆ ที่เข้ามาอย่างกะทันหันที่อาจเกิดได้ทั่วทิศทาง นี่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาก็คือนักล่าอสูรที่มีประสบการณ์เฟื่องฟูมาก
