แสงสายัณห์นอกเรือนค่อยๆ มืดลับ ทว่าไป๋เซียงจู๋ยังไม่อยากนอน นางนั่งข้างเตียงมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ
“คุณหนู กลางคืนอากาศชื้นนัก รีบพักผ่อนเถอะเ้าค่ะ” ตู้เจวียนไม่รอให้ไป๋เซียงจู๋ตอบ เดินตรงมาหยุดอยู่ข้างนางและปิดหน้าต่างทันที
ไป๋เซียงจู๋มองไปยังตู้เจวียน กระเซ้าด้วยเสียงนิ่งเรียบ “ไม่ว่าเื่อะไรเ้าก็พะวงไปเสียหมด ระวังจะไม่ได้ออกเรือนนะ”
ทว่าตู้เจวียนกลับขึงขัง “เื่ของคุณหนูจะเรียกว่าพะวงได้อย่างไรล่ะเ้าคะ การปรนนิบัติคุณหนูให้ดีคือสิ่งสำคัญที่สุด อีกอย่างนะเ้าคะ ตู้เจวียนจะไม่แต่งงาน ตู้เจวียนจะอยู่ข้างกายคุณหนูไปชั่วชีวิต รับใช้คุณหนู ดูแลคุณหนู ตู้เจวียนจะไม่จากคุณหนูไปเป็อันขาด” เมื่อตู้เจวียนได้ยินคำพูดของไป๋เซียงจู๋ นางหน้าแดงก่ำ แต่น้ำเสียงหนักแน่น อีกทั้งั์ตาคู่นี้ก็บอกไป๋เซียงจู๋อย่างตั้งใจ
เห็นท่าทีจริงจังและกระวนกระวายของตู้เจวียนแล้ว ไป๋เซียงจู๋ใจลอยไปเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าตู้เจวียนเริ่มตั้งมั่นกับความคิดที่จะติดตามนางโดยไม่ออกเรือนเร็วขนาดนี้ พอนึกถึงชีวิตตอนไม่เหลือความโปรดปรานในจวนองค์ชายสามเมื่อชาติก่อน มันทั้งแห้งเหี่ยวทั้งรายล้อมด้วยอันตราย แต่ตู้เจวียนอยู่เคียงข้างนางเสมอ ติดสอยห้อยตามนาง ตระเวนไปโน่นมานี่เพื่อนาง ไป๋เซียงจู๋นิ่งเงียบทันที มีแค่นางที่รู้ว่าทุกสิ่งที่สาวใช้คนนี้พูดมาจากน้ำใสใจจริง ความรู้สึกอันยากจะอธิบายบางอย่างผุดขึ้นในจิตใจ หากอยู่ในอดีตชาติ นางคงคิดว่าสิ่งที่ตู้เจวียนทำเช่นนี้คือเื่ธรรมดาที่สมควรเป็แน่ แต่ ณ ปัจจุบันวันนี้ ไป๋เซียงจู๋กลับหลังหันและเริ่มก้าวเดินอีกครั้ง
บนโลกนี้ไม่มีใครสมควรต้องทำดีต่อใคร ไม่มีรักที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ตู้เจวียนที่อยู่ข้างหลังเห็นว่าอยู่ดีๆ ไป๋เซียงจู๋ก็เงียบไป นางก็ร้อนรนกังวลใจว่าคำพูดของตนทำให้คุณหนูโกรธหรือไม่ แต่ตัวนางก็มีความตั้งใจเช่นนี้จริงๆ นี่นา การอยู่เคียงข้างคุณหนูคือความคิดแรกเริ่มดั้งเดิมของนาง และจะเป็ดังนั้นชั่วนิจนิรันดร์ เป็ความคิดหนึ่งเดียวมิใช่หนึ่งใน
“ตู้เจวียน วันนี้วันที่เท่าไร”
“เ้าค่ะคุณหนู วันนี้วันที่เจ็ด”
วันที่เจ็ด…
เมื่อชาติก่อนงานเลี้ยงชมดอกไม้จัดขึ้นในวันที่สิบห้า มีฉูจวี๋ [1] ดอกโตกับเบญจมาศสารพัดสีสัน วันนั้นชื่อเสียงของตนป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ไป๋ชิงโหรวได้รับคำสรรเสริญมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น มู่จื่อรั่วก็จะมาร่วมงาน
อันที่จริงนางไม่อยากไปงานชมดอกไม้อะไรนี่เลย ทว่ามู่จื่อรั่วอาศัยโอกาสงานเลี้ยงชมดอกไม้ครั้งนี้จนกิตติศัพท์เลื่องลือระบือไกล ได้กลายเป็สาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหลียง ในเมื่อมู่จื่อรั่วใส่ใจเกียรติยศเหล่านี้เหลือเกิน หากตนชิงมันมาและทำให้นางโกรธเคืองได้ ไยจะไม่ยินดีทำเล่า นอกจากนี้ยังมีเื่ที่สำคัญกว่า นางจะไปพบคนคนหนึ่ง
ฉะนั้นงานเลี้ยงชมดอกไม้ครานี้ นางต้องหาวิธีไปให้ได้ ไม่เพียงแต่ต้องไปให้ได้เท่านั้น จะต้องโด่งดังไปทั่วหล้าด้วย!
“พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ปลุกข้าตอนยามเหม่า [2]”
ไป๋เซียงจู๋พูดจบก็เดินเข้าไปหลังฉากกั้นลมโดยพลัน
“คุณหนู ยามเหม่าฟ้ายังไม่สาง ต่อให้จะดื่มชา นายหญิงก็ยังไม่ตื่นนะเ้าคะ” ตู้เจวียนรีบตามไป แม้การตื่นเช้าเป็กิจวัตรปกติ แต่ตอนนี้สถานะของคุณหนูไม่เหมือนเดิมแล้ว ย่อมไม่ต้องทำงานหนักให้คนเขาข่มเหงอีกต่อไป
เมื่อไป๋เซียงจู๋เผชิญหน้ากับความงุนงงของตู้เจวียน นางก็ส่ายหน้าเบาๆ เด็กคนนี้ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ต้องอบรมนางอย่างเข้มงวดเสียหน่อย มิเช่นนั้นต่อไปจะเป็มือขวาให้ตนได้อย่างไร
“ตู้เจวียน เ้าคิดว่าตอนนี้พวกเราสามารถนอนหลับได้อย่างสุขสงบแล้วใช่หรือไม่” ไป๋เซียงจู๋ถามด้วยเสียงราบเรียบ ใบหน้าใต้เงามืดทำให้ตู้เจวียนมองเห็นไม่ชัดเจน
ตู้เจวียนไม่รู้ว่าทำไมคุณหนูของตนจึงพูดเช่นนี้ ถึงกระนั้นก็ยังพยักหน้ารับไปตามสัญชาตญาณ ตอนนี้ฮูหยินถนอมรักคุณหนูมาก นายหญิงไป๋เองก็ให้การดูแลเอาใจใส่ และ่นี้ฮูหยินรองยังปฏิบัติต่อคุณหนูเป็อย่างดีเหมือนกันนี่นา
เห็นท่าทางของตู้เจวียนแล้ว ไป๋เซียงจู๋ยื่นมือมาตีนางเบาๆ ด้วยความเหนื่อยใจ “เื่บางเื่ไม่ได้เป็อย่างภายนอกหรอกนะ บางครั้งสิ่งที่ตาเห็นไม่ได้แปลว่าจริงเสมอไป แต่เป็สิ่งที่คนอื่นหวังให้เ้าเห็น”
“หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ” ตู้เจวียนยังคงทำหน้าสงสัย ทว่าก็ดูเหมือนพอเข้าใจกึ่งหนึ่ง
“ใจคนยากแท้หยั่งถึง”
ไป๋เซียงจู๋ไม่อธิบายมากความ ทิ้งไว้เพียงประโยคนี้เท่านั้น
ตู้เจวียนดวงตาเป็ประกาย แม้ไม่ค่อยแน่ใจนักแต่ก็ยังสรุปความออกมา “คุณหนูหมายความว่า ฮูหยินรองแค่เสแสร้งแกล้งทำ?”
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มอย่างพึงพอใจ เด็กคนนี้ไม่ถึงกับหัวทึบ อย่างน้อยก็ไหวพริบดี ไม่ยากเย็นที่จะชี้แนะ
“ถือว่าเ้ามีปัญญาอยู่ เ้าติดตามข้ามาั้แ่เด็ก ข้าย่อมเชื่อมั่นในตัวเ้า เ้าไม่ใช่คนโง่เขลา ไม่ทำเื่ขาดสติแน่ บัดนี้ในเมื่อเ้าเป็บ่าวประจำกายของข้า ก็แปลว่าพวกเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน หนึ่งคนรุ่งโรจน์ร่วมกันโชติ่ หนึ่งคนล่มจมร่วมกันพินาศ ไม่มีใครคำนึงถึงเพียงประโยชน์ของตนได้ ดังนั้น เมื่อเลือกใช้ใครก็อย่าได้ระแวง [4] ! เ้าคือคนที่ข้าไป๋เซียงจู๋ไว้วางใจ ข้าจึงจะไม่เคลือบแคลงกังขาอีกแม้แต่น้อย ทว่าข้าเกลียดการทรยศที่สุด หากมีคนทรยศข้า จะเหลือแค่หนทางเดียวเท่านั้น–นั่นก็คือตาย!”
ทุกถ้อยทุกคำ ราวกับหนามน้ำแข็งหนาพันจั้ง [5] นับไม่ถ้วนทะลุทะลวงทิ่มแทง ความโเี้และเด็ดขาดในแววตาของนางทำให้ตู้เจวียนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบคุกเข่าลงต่อหน้าไป๋เซียงจู๋ “คุณหนูโปรดวางใจ ต่อให้ตู้เจวียนต้องตายก็ไม่คิดจะทรยศคุณหนู”
ไปเซียงจู๋รู้ดีอยู่แล้ว ในอดีตตู้เจวียนจงรักภักดีต่อตนสุดหัวใจ สุดท้ายก็จบชีวิตลงอย่างน่าเวทนายิ่งนัก ทว่าสิ่งที่ควรบอกในชาตินี้ นางยังคงจำเป็ต้องชี้แจง อย่างน้อยก็ให้โอกาสตู้เจวียนได้ไตร่ตรอง ถ้าตอนนี้ตู้เจวียนมีความคิดอื่น ตนก็ยินดีปล่อยนางไป แต่หากได้พานพบกันอีกครั้งในภายหน้า และกระทำสิ่งที่เป็ภัยต่อเ้านายของนาง ตนจะไม่เมตตาปรานีอย่างแน่นอน
“เ้าว่าเช่นนี้ข้าก็วางใจ เ้าไม่ต้องกังวล ตราบใดที่เ้าซื่อสัตย์ต่อข้า ข้าถือว่าเ้าเป็ดั่งพี่น้อง จะไม่แล้งน้ำใจกับเ้าแม้แต่นิดเดียว!” ไป๋เซียงจู๋เอ่ยทุกคำด้วยความจริงใจ ั์ตาไร้ซึ่งเจตนาขอไปที
เมื่อตู้เจวียนเห็นว่าคุณหนูโอบอ้อมกับนางขนาดนี้ นางก็ให้คำมั่นอย่างปลื้มปิติทั้งน้ำตา “ขอบพระคุณคุณหนู! ต่อให้ตู้เจวียนตายก็จะไม่ทรยศความไว้วางใจจากคุณหนู”
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ นางมักรู้สึกว่าหลังจากคุณหนูตื่นขึ้นมาครั้งนั้นก็เหมือนกลายเป็อีกคนหนึ่ง เมื่อก่อนคุณหนูโดนผู้อื่นรังแกอยู่บ่อยครั้ง ในที่สุดตอนนี้ก็ลุกขึ้นมาขัดขืนแล้ว คุณหนูที่เจิดจรัสแพรวพราวเช่นนี้ทำให้นางมีความสุขอย่างแท้จริง นางเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ติดตามเ้านายผิดคน
พอเห็นแววตาแน่วแน่ของตู้เจวียนแล้ว ไป๋เซียงจู๋ก็คลี่ยิ้มบาง นางมองเด็กคนนี้ไม่ผิดจริงๆ บ่าวผู้นี้ภักดีต่อตน ตนย่อมจะปกป้องนางไปชั่วชีวิต
เช้าตรู่วันต่อมา ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ตู้เจวียนก็ปลุกไป๋เซียงจู๋ให้ตื่นเสียแล้ว หลังจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องพอเป็พิธีเสร็จสรรพ นายบ่าวทั้งสองจึงออกจากเรือน
เรือนชิงเหอ
ตอนพวกไป๋เซียงจู๋มาถึงเรือน ด้านในมีเสียงคนคุยกันดังจ้อกแจ้กออกมา
แม่เฒ่าจางเห็นไป๋เซียงจู๋มาแต่ไกล แม้ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทว่าไม่เป็มิตรอย่างเมื่อวาน ไป๋เซียงจู๋สังเกตเห็น แต่นางไม่แสดงอาการใดๆ
“นี่คือใบชาที่คัดเลือกมา ส่วนนี่คือน้ำค้างที่ข้าไปเก็บจากข้างสระบัวตอนเช้า ใช้ชงชาให้ท่านยายเป็ดีที่สุด” ไป๋เซียงจู๋ยืนอยู่หน้าแม่เฒ่าจาง วานตู้เจวียนส่งของที่เตรียมพร้อมไว้มาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
แม่เฒ่าจางดูหยาดน้ำค้างเจือกลิ่นหอมระรวยของใบบัวในกาดินเผา จากนั้นตามด้วยใบชาซึ่งเก็บมาสดๆ ในตะกร้าไม้ไผ่ ใบชาพวกนั้นยังใช้ไฟอ่อนคั่วอย่างพิถีพิถันแล้วด้วย รอยยิ้มบนใบหน้านางเบ่งบานทันที คำพูดคำจาก็เป็กันเองกว่าเดิม
“คุณหนูตั้งใจยิ่ง นายหญิงต้องถูกใจมากแน่ๆ บ่าวจะไปต้มชาเดี๋ยวนี้”
แม่เฒ่าจางพูดจบก็นำของเข้าไปในครัวเล็ก
เชิงอรรถ
[1]雏菊 ฉูจวี๋ คือ ดอกเดซี่
[2]卯时 ยามเหม่า คือ การเรียก่เวลาในสมัยโบราณ หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง และยามเหม่าคือ่เวลาประมาณ 05:00 นาฬิกา ถึง 07:00 นาฬิกา
[3]疑人不用,用人不疑 เลือกใช้ใครก็อย่าได้ระแวง หมายถึง เมื่อไว้วางใจไหว้วานให้ใครไปทำบางอย่างให้แล้ว อย่าระแวงสงสัยให้เสียงาน หากไม่มั่นใจก็ไม่ควรมอบหมายหน้าที่ให้ั้แ่แรก
[4]丈 จั้ง คือ มาตรวัดความยาวดั้งเดิมของจีน เทียบเท่ากับประมาณ 3.3 เมตร
