บทที่ 18
ผู้บำเพ็ญเพียรมักจะเ็า ไฉนเลยจะเคยมี...
เจียงชิวหนิงรู้จักความโเี้และแข็งแกร่งของเจียงเจ๋อดีกว่าใคร
นางยืนขวางหน้าซูว่านฉีไว้อย่างมิดชิด ปลายนิ้วขยับเบาๆ เพียงพริบตาเดียวก็กำยันต์ิญญาที่สามารถต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับผ่านด่าน์ ไว้แน่น
ในเวลานี้นางไม่กล้าแม้แต่จะละสายตาไปมองซูว่านฉีที่อยู่ข้างหลัง เพราะกลัวว่าหากเผลอเพียงนิดเดียว อีกฝ่ายจะถูกเจียงเจ๋อทำร้ายเอาได้
นางสูดลมหายใจเข้าลึก สะกดข่มความกังวลที่มีต่ออาการาเ็ของซูว่านฉี แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองเจียงเจ๋ออย่างแน่วแน่
“ท่านอาเล็ก ทำไมท่านต้องทำร้ายนางด้วย?”
ไม่รอให้เขาเอ่ยปาก นางก็กัดฟันพูดต่อว่า “ว่านฉีาเ็มาหลายครั้งแล้ว แผลจากเข็มเสวียนิเมื่อวันก่อนก็ยังไม่หายดี ท่านเป็ถึงผู้บำเพ็ญระดับมหาบูรพา ทำไมถึงได้...”
“ทำไมถึงทำแบบนี้กับคนที่าเ็สาหัสได้ลงคอ?”
ในใจของเจียงชิวหนิงนั้น ซูว่านฉีเป็คนจิตใจดี หลังจากรู้เื่ท่านเซียนก็นับว่าหัวใจสลายหมดสิ้นอาลัยตายอยาก เป็นางกับเ้าสำนักหนิงและคนอื่นๆ ที่ต้องใช้ของวิเศษมากมายถึงจะยื้อชีวิตนางไว้ได้เพียงเสี้ยวหนึ่ง ซูว่านฉีเช่นนี้จะไปทำอะไรให้เจียงเจ๋อได้อย่างไร
ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็เพราะเจียงเจ๋อเท่านั้น เหมือนอย่างเื่เข็มเสวียนิเมื่อวันก่อน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงชิวหนิงจึงข่มโทสะในใจ มือที่กำยันต์ิญญายังคงปกป้องอยู่หน้าซูว่านฉี นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่แฝงความเ็าไว้จางๆ “แม้สำนักไท่ชิงจะเป็สำนักอันดับหนึ่งในโลกแห่งการบำเพ็ญ แต่ก็มีลูกศิษย์มากมาย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนมารบกวน ไม่สงบเงียบเหมือนที่ตระกูลเจียง”
“หากท่านอาเล็กไม่ชอบความวุ่นวายจริงๆ มิสู้กลับไปบำเพ็ญที่ตระกูลเจียงจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีใครมาทำให้ท่านขุ่นเคืองใจ”
เจียงเจ๋อฟังคำพูดที่ดูเหมือนนอบน้อมแต่ความหมายคือจะไล่เขาทางอ้อม น้ำเสียงของเขาจึงแฝงไปด้วยความกดดันที่สลัดไม่หลุด “อ้อ?”
เจียงชิวหนิงยิ่งเครียดหนัก ภายใต้ความกดดันอันมหาศาล พลังปราณรอบตัวนางเริ่มโคจรอย่างควบคุมไม่ได้
ทันใดนั้น ซูว่านฉีที่อยู่ข้างหลังซึ่งปรับลมปราณเสร็จแล้ว ก็ยื่นมือมาแตะที่ไหล่ของเจียงชิวหนิง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณหนูเจียง ข้ากับท่านเซียนโม่เจ๋อแค่ประลองกันเฉยๆ ไม่ได้...”
คำพูดของนางยังไม่ทันจบ ก็ถูกเจียงชิวหนิงขัดจังหวะด้วยท่าทางร้อนรน เจียงชิวหนิงประคองมือซ้ายของซูว่านฉีขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นคราบเืบนมือนาง เสียงของนางก็สั่นเครือ “มือซ้ายของเ้าาเ็อีกแล้วหรือ?”
ในฐานะทายาทตระกูลเจียง นางรู้ซึ้งถึงผลของการถูกเข็มเสวียนิ หากภายในสามวันาเ็ซ้ำอีกครั้ง... เจียงชิวหนิงที่เคยเห็นซูว่านฉีเฉียดตายมาหลายครั้งจนทิ้งความสุขุมในยามปกติไปจนสิ้น ในใจตอนนี้นางมีเพียงความคิดเดียวคือ จะให้ซูว่านฉีเป็อะไรไปไม่ได้!
นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามทำเสียงให้สงบที่สุด “ไม่เป็ไร ข้าจะกลับตระกูลเจียงเดี๋ยวนี้...”
“มือซ้ายข้าไม่ได้าเ็” ซูว่านฉีมองดูท่าทางร้อนใจของเจียงชิวหนิง นางหลุบตาลงซ่อนอารมณ์ทั้งหมด แต่น้ำเสียงกลับแฝงความอ่อนโยนและการปลอบประโลมที่หาได้ยาก
“ท่านเซียนโม่เจ๋อแค่ประลองดาบกับข้า แผลตามตัวพวกนี้แค่แผลถลอกเท่านั้นเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเสียงของซูว่านฉี เจียงชิวหนิงจึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้ นางเป็คนฉลาดและละเอียดอ่อน เมื่อตั้งสติได้เพียงสังเกตเล็กน้อยก็พบจุดที่นางมองข้ามไปเมื่อครู่ ทว่าแม้จะรู้ว่าแผลไม่หนัก แต่หัวคิ้วของนางก็ยังขมวดแน่น
นางหยิบโอสถรักษาสแผลภายนอกออกมาจากถุงเก็บของอย่างเงียบๆ ใช้ "น้ำมณีพิสุทธิ์" ละลายตัวยา แล้วค่อยๆ ชโลมลงบนาแของนางอย่างเบามือ เมื่อแผลสมานดีแล้ว นางจึงเงยหน้าขึ้นถามอย่างระมัดระวัง “เมื่อกี้เ้ากำลัง... ฝึกดาบอยู่หรือ?”
นางยังจำภาพที่ซูว่านฉีควักบัว์เหมันต์ทมิฬออกมาจากเืเนื้อต่อหน้านางได้ดี ในดวงตาคู่นั้นนางเห็นความสงบ เห็นการหลุดพ้น และเห็นความตายซากไปทั้งใจ ซูว่านฉีในตอนนั้นอย่าว่าแต่บำเพ็ญเพียรเลย แม้แต่ความ้าจะอยู่รอดก็ไม่มีเหลือแม้แต่น้อย
แต่มาวันนี้ นางกลับประลองดาบกับท่านอาเล็ก เป็ความเต็มใจของนางเอง หรือว่า...
“เ้าค่ะ” ซูว่านฉีตอบเสียงเรียบ “่นี้ข้ากำลังฝึกวิชาดาบอยู่”
ดวงตาของเจียงชิวหนิงฉายแววดีใจวูบหนึ่ง นางพยายามหุบยิ้มแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนโยนเป็พิเศษ “การบำเพ็ญย่อมเป็เื่ดี เพียงแต่ว่านฉี แผลของเ้ายังไม่หายดี...”
พูดถึงตรงนี้ นางก็หยุดชะงักไป แม้นางจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในตอนนี้ซูว่านฉีไม่ได้ดูเหมือนคนตายซากที่ไร้อาลัยเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ในที่สุดนางก็มีสิ่งที่อยากทำ แม้ว่า... เมื่อมองดูาแนับไม่ถ้วนบนตัวซูว่านฉี และใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะพลังปราณเหือดแห้ง เจียงชิวหนิงก็เม้มปากบางๆ ขอเพียงมีความหวัง ย่อมเป็เื่ดี
คิดได้ดังนั้น นางก็เอ่ยเสียงนุ่ม “ข้านึกขึ้นได้ว่าในคลังส่วนตัวมี ‘ผ้าไหมพรายสมุทร’ ผืนหนึ่ง พอดีใช้กันาแภายนอกได้...”
ขณะที่นางพูดพลางลุกขึ้นยืน เมื่อหันกลับมานางก็ต้องสบเข้ากับดวงตาที่แสนเ็าของเจียงเจ๋อ เจียงชิวหนิงกำมือแน่นทันที นางก้มหน้าลงคำนับเขาอย่างนอบน้อม “เป็ชิวหนิงที่เข้าใจท่านอาเล็กผิดไป หวังว่าท่านอาเล็กจะประทานอภัย”
เจียงเจ๋อไม่ได้สนใจคำพูดของเจียงชิวหนิงเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ซูว่านฉีที่อยู่ข้างหลังนางอย่างเฉยเมย เขามองผ่านไปยังมือขวาของนางที่สั่นเทาเล็กน้อยเพราะหมดแรง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมน้ำเสียงที่หนาวเหน็บ “ต่อพรุ่งนี้”
เวลาผ่านไปราวกระพริบตา ครบยี่สิบวันพอดี ณ ป่าไผ่เขียว
หนิงเมิ่งหลานนั่งอยู่ที่โต๊ะหิน ชูจอกเหล้าิญญาขึ้น น้ำเสียงรื่นเริง “เหล้าที่ป่าไผ่ของเ้านี่ดีที่สุดจริงๆ”
ตรงหน้าเขามีบุรุษในชุดสีเขียวมรกต ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดนั่งอยู่ แววตาของเขาอบอุ่นนุ่มนวล มุมปากประดับยิ้มบาง กลิ่นอายรอบตัวสงบและเป็มิตร ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่าน ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกอยากเข้าใกล้
หนิงเมิ่งหลานดื่มเหล้าิญญาจนหมดจอก แล้วเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดี “ทิงไป๋ ถ้าเ้ายังไม่กลับมา ข้ากะจะขุดเหล้าิญญาในป่าไผ่ของเ้าไปให้หมดสำนักเลยทีเดียว”
เซี่ยทิงไป๋ยิ้มพลางรินเหล้าให้เขาอีกจอก “ดูเหมือนว่าข้าจะกลับสำนักมาได้จังหวะพอดีสินะขอรับ”
“จังหวะดีเกินไปต่างหาก” หนิงเมิ่งหลานประคองจอกเหล้าพลางเอ่ยอย่างร่าเริง “อีกสิบวันก็จะถึงวันประลองใหญ่ของสำนักแล้ว ถึงตอนนั้นลองดูซิว่าจะมีศิษย์คนไหนเข้าตาเ้าบ้าง”
พููดถึงตรงนี้ เขาก็ทำหน้าเหมือนผู้มีประสบการณ์คอยเตือนว่า “เ้าเองก็ควรจะรับศิษย์ได้แล้วนะ อย่างน้อยตอนเ้าออกไปท่องเที่ยว จะได้มีคนคอยปัดกวาดเช็ดถูยอดเขาชิงจู๋ให้บ้าง”
เซี่ยทิงไป๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงรอยยิ้ม “ท่านเ้าสำนักั้แ่รับศิษย์สายตรงมา ดูจะมีความรู้สึกร่วมลึกซึ้งขึ้นเยอะเลยนะขอรับ การกลับมาครั้งนี้ ข้าคงจะได้เห็นศิษย์ของท่านเ้าสำนักคว้าชัยด้วยตาตัวเองเสียแล้ว”
เขาขยับยิ้ม ใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปที่ฉู่ชิงชวน
หนิงเมิ่งหลานหัวเราะร่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เขายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”
ทันใดนั้น แสงิญญาวูบหนึ่งก็พุ่งผ่านหน้าเขาไป จากนั้นม้วนไม้ไผ่แผ่นหนึ่งก็ตกลงตรงหน้า บนนั้นจดบันทึกรายชื่อศิษย์สำนักไท่ชิงทุกคนที่เข้าร่วมการประลองใหญ่
หนิงเมิ่งหลานใช้เนตรจิตกวาดมองตามระเบียบ แต่พอเห็นชื่อหนึ่งเข้า เขาก็ถึงกับชะงักค้างไปในทันที
ซู.. ซูว่านฉี? เป็ไปได้อย่างไร? ตอนนี้แม้แต่อาการาเ็ของตัวเองนางยังไม่สน แล้วจะมีแก่ใจเข้าร่วมการประลองใหญ่ได้อย่างไร เขาขมวดคิ้ว กวาดตามองชื่อนางซ้ำอีกครั้ง เมื่อยืนยันว่าเป็ไอพลังปราณของซูว่านฉีจริงๆ เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หัวคิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม
หรือว่านางจะรู้เื่ของวิเศษป้องกันบนตัวนางเข้าแล้ว? ในการประลองใหญ่ไม่อนุญาตให้ศิษย์พกของวิเศษหรือยันต์ติดตัว หรือนางคิดจะใช้โอกาสนี้... เพื่อฆ่าตัวตายอีกครั้งงั้นหรือ?!
เขากำจอกเหล้าในมือแน่นทันที ซูว่านฉีเพิ่งหายดีไม่กี่วัน ใจดาบก็แตกสลาย วรยุทธนับร้อยปีสูญสิ้น นางมาเข้าร่วมการประลองใหญ่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการมาหาที่ตาย
เซี่ยทิงไป๋สังเกตเห็นสีหน้าของหนิงเมิ่งหลานที่เปลี่ยนไป เขากวาดสายตามองม้วนไม้ไผ่ในมืออีกฝ่าย ในแววตาฉายแววครุ่นคิด จากนั้นเขาก็มองเหล้าในจอกแล้วเอ่ยขึ้นถูกจังหวะ
“กิจการในสำนักไท่ชิงคงยุ่งมาก หากท่านเ้าสำนักมีธุระด่วนก็เชิญไปจัดการก่อนเถอะขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะให้คนส่งเหล้าป่าไผ่ร่วงไปให้ที่ยอดเขาอู๋โกวเอง”
หนิงเมิ่งหลานเงยหน้าขึ้น มองเซี่ยทิงไป๋อย่างใช้ความคิด เื่ของซูว่านฉีกับท่านเซียนแม้จะเป็ความลับสุดยอด แต่เซี่ยทิงไป๋คือผู้าุโลำดับที่เจ็ดของสำนัก จึงไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องปิดบัง ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาผู้าุโมากมาย ก็มีเพียงเขานี่แหละที่จะพอเกลี้ยกล่อมซูว่านฉีได้บ้าง
คิดได้ดังนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมา “ผู้าุโเจ็ด... ไปที่ยอดเขาว่านเจี้ยนกับข้าสักเที่ยวเถอะ”
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเซี่ยทิงไป๋ หนิงเมิ่งหลานจึงเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นใน่ที่ผ่านมาให้ฟังอย่างเคร่งขรึม
สุดท้ายเขาก็ทอดถอนใจว่า “ผู้บำเพ็ญเพียรมักจะเ็า ไฉนเลยจะเคยมีใครรักมั่นอย่างลึกซึ้งเช่นนี้”
หลังจากเซี่ยทิงไป๋ฟังจบ เขาก็ถอนหายใจออกมาได้ถูกจังหวะจะโคน ทว่าในใจกลับไม่มีความรู้สึกใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
ทุกคนรู้ดีว่าผู้าุโเจ็ดแห่งสำนักไท่ชิงเป็คนอ่อนโยน มีเมตตา เป็ครูบาอาจารย์ที่ศิษย์ไว้ใจที่สุด และเป็มิตรสหายสนิทของเซียนมากมาย
ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นเป็เพียงหน้ากาก ภายใต้ความอ่อนโยนนั้น เขาคือคนที่เห็นแก่ตัวและเ็าเข้ากระดูกดำ จากคำบอกเล่าของหนิงเมิ่งหลาน เขาได้กลิ่นอายของ "คนประเภทเดียวกัน" ออกมาจางๆ
เขาขยับยิ้มที่ดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเห็นใจ “เช่นนั้น ข้าจะไปกับท่านเ้าสำนักสักเที่ยวขอรับ”
เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ซูว่านฉีผู้นี้ รักมั่นไม่เสียดายชีวิตจริงๆ หรือเป็แค่คนที่เก่งการเสแสร้ง เพื่อใช้ความตายแลกกับการมีชีวิตรอดกันแน่
