บทที่ 2: เสียงกระดิ่งจักรยาน
ท่ามกลางความเงียบงันหลังจากคำบอกเลิกที่เ็า ภาพความทรงจำหนึ่งพุ่งย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีก่อน... ในยุคที่เสียงเครื่องยนต์ยังเป็ของหายาก เสียงที่คุ้นหูที่สุดในยามเช้าของหมู่บ้านหลิวซานคือเสียงกระดิ่งจักรยาน “กริ๊ง... กริ๊ง...” ที่ใสกระจ่างดังมาตามลม พร้อมกับฝุ่นดินแดงที่ปลิวฟุ้งอยู่เื้ัจักรยานยี่ห้อ ‘นกพิราบเหิน’ (Flying Pigeon) สีดำมันปลาบ ซึ่งถือเป็สมบัติล้ำค่าและสัญลักษณ์ของฐานะคนในยุคนั้น
ซูเฉิน ในวัยหนุ่มกระทง มักจะปั่นจักรยานมาจอดรอที่หน้าบ้านดินหลังเก่าของเพ่ยหลิงเสมอ เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา ตัดกับภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มคนอื่นในหมู่บ้านที่มักจะสวมเสื้อผ้าป่านสีตุ่นมอมแมม
“เพ่ยหลิง! เร็วเข้า เดี๋ยวจะไปสายนะ”
เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทุกเช้าเขาจะมารับเธอเพื่อเดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมปลาย เฉียนจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเกือบห้ากิโลเมตร ถนนลูกรังที่ขรุขระสองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจีและฝูงควายที่เล็มหญ้าอย่างเชื่องช้า แสงแดดรำไรทอประกายผ่านยอดไม้ เป็ฉากหลังที่งดงามราวกับภาพวาด
เพ่ยหลิงในวัยสิบสี่สิบห้าปี ก้าวออกมาจากบ้านพร้อมเป้ผ้าฝ้ายใบเก่า แม้เสื้อผ้าของเธอจะมีรอยปะซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันก็ไม่อาจลดทอนความสะสวยที่เปล่งประกายออกมาได้ ใบหน้ารูปไข่ที่ผุดผ่อง ดวงตากลมโตสดใส และผมเปียสองข้างที่แกว่งไกวตามจังหวะการเดิน ทำให้เธอกลายเป็ “ดอกไม้ป่าที่งามที่สุด” ในสายตาของซูเฉิน
เธอมักจะนั่งที่ตะแกรงหลังจักรยาน มือเล็ก ๆ จับชายเสื้อของเขาไว้แน่นขณะที่จักรยานแล่นผ่านหลุมบ่อ เสียงหัวเราะของทั้งคู่ผสานไปกับเสียงลมหนาวที่พัดผ่านใบหน้า แต่ในความหอมหวานนั้น กลับมีรสขมที่ซ่อนอยู่เสมอ...
ทุกครั้งที่จักรยานผ่านหน้าบ้านหลังใหญ่ของตระกูลซู ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดและมุงหลังคากระเบื้องอย่างดี เพ่ยหลิงจะรู้สึกถึงสายตาเ็าของแม่ซูเฉินที่มองลอดผ่านหน้าต่างออกมา สำหรับคนที่มีฐานะดีกว่าใครในหมู่บ้านอย่างพ่อแม่ของเขา เพ่ยหลิงคือ “ดิน” ที่ไม่ควรมาปนเปื้อน “ทอง” อย่างลูกชายของเขา
‘เขายังเด็ก ยังไม่เห็นโลกกว้าง... วันหนึ่งเมื่อเขาเข้าเมืองใหญ่ เขาจะรู้เองว่าดอกไม้ริมทางต้นนี้ไม่มีค่าพอจะปักในแจกันที่บ้านเรา’
นั่นคือคำสบประมาทที่แม่ของซูเฉินมักจะพูดกรอกหูเขาเสมอ ทว่าในตอนนั้นซูเฉินผู้ดื้อรั้นและหลงใหลในความงามของเพ่ยหลิงกลับไม่เคยฟัง เขาคอยตามรับส่งเธอั้แ่มัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย สัญญาว่าจะดูแลเธอ และบอกว่าฐานะไม่ใช่เื่สำคัญ
...ภาพเ่าั้ค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงชายหนุ่มในชุดสีเงินที่ยืนอยู่ตรงหน้าในปัจจุบัน ชายคนที่เพิ่งบอกว่า ‘อนาคตของเขาต่างจากฝุ่นดินที่นี่เกินไป’
ซินอวี่ในร่างเพ่ยหลิงมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความทรงจำที่เคยคิดว่าหอมหวาน บัดนี้กลับกลายเป็เพียงเครื่องยืนยันว่า “ความรักที่ปราศจากรากฐานของความเท่าเทียม มันก็แค่ปราสาททรายที่รอวันถูกคลื่นแห่งความจริงพัดหายไป”
หลังจากที่แผ่นหลังของซูเฉินลับหายไปพร้อมกับฝุ่นดินแดงที่ฟุ้งกระจาย ความเงียบงันบวกกับความอ่อนแรงก็จู่โจมร่างเล็ก ๆ นี้ทันที ซินอวี่ในร่างเพ่ยหลิงต้องรีบเกาะขอบประตูบ้านดินที่ผุพังเพื่อประคองกายไม่ให้ล้มพับลงไป ในวินาทีนั้นเองที่เธอตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า... ชัยชนะเหนือคำพูดเมื่อครู่นี้เป็เพียงเปลือกนอก แต่ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกว่าคือ ‘สภาพร่างกาย’ ที่เธอกำลังอยู่
มันคือร่างของเด็กสาววัยสิบแปดที่เปราะบางราวกับเศษแก้ว เธอก้มลงมองข้อมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อผ้าป่านสีซีด มันเล็กและซูบผอมจนแทบจะเห็นกระดูกปูดโปน ผิวพรรณที่ควรจะเปล่งปลั่งตามวัยกลับเหลืองซีดจากการขาดสารอาหารมาเป็เวลานาน ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในร่างเริ่มฉายชัดถึงสาเหตุของความเสื่อมโทรมนี้
ย้อนกลับไปหลังจากพ่อของเธอเสาหลักเดียวของบ้านต้องสังเวยชีวิตในสมรภูมิชายแดน ทิ้งไว้เพียงมรดกชิ้นสุดท้ายคือที่ดินทำนาผืนเล็ก ๆ มรสุมชีวิตก็โถมทับครอบครัวอู๋ไม่หยุดหย่อน หลี่เม่ย ผู้เป็แม่ต้องแบกจอบขุดดินทำนาเพียงลำพังเพื่อเลี้ยงลูกสองคน ความยากจนข้นแค้นบีบให้เพ่ยหลิงต้องตัดใจทิ้งความฝันในห้องเรียนมัธยมเฉียนจิ้นออกมากลางคัน เพื่อลงไปแช่เท้าอยู่ในโคลนตมช่วยแม่ทำนาั้แ่อายุยังน้อย
งานหนักในท้องนาที่เกินกำลังเด็กสาว ประกอบกับอาหารที่ตกถึงท้องมีเพียงโจ๊กข้าวโอ๊ตใส ๆ และผักดองเค็มจัด ทำให้อาการป่วยกระเสาะกระแสะเริ่มกัดกินเธอทีละน้อย ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพ่ยหลิงคนเดิมแทบไม่ได้ลุกจากเตียง เธอไอจนตัวโยนในยามค่ำคืน ความเจ็บป่วยที่ไม่ได้รักษาเพราะไม่มีเงินพาเธอมาถึงจุดแตกดับ... วินาทีที่ลมหายใจสุดท้ายของเด็กสาวผู้โศกเศร้าหลุดลอยไป คือวินาทีเดียวกับที่ิญญาของซินอวี่จากปี 2026 เข้ามาแทนที่
‘เพ่ยหลิง... เธอช่างใช้ชีวิตมาอย่างลำบากเหลือเกิน’ ซินอวี่รำพึงในใจพลางลูบหน้าอกที่ยังรู้สึกหน่วงหนักจากอาการป่วย เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แต่มันกลับทำให้เธอไอออกมาจนตัวโก่ง
หลี่เม่ยที่แอบยืนมองอยู่มุมบ้านรีบวิ่งเข้ามาประคองลูกสาวด้วยน้ำตาคลอเบ้า “ลูกรัก... เข้าไปนอนพักเถอะ อย่าไปใส่ใจคนพันนั้นเลยแม่ไม่มีดีพอจึงทำให้ลูกต้องถูกเหยียบย่ำแบบนี้...”
เสียงสะอื้นของแม่ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ทำให้นักบัญชีสาวผู้แข็งแกร่งถึงกับใจอ่อนยวบ เธอกุมมือที่แห้งกร้านของแม่ไว้แน่น แม้ร่างนี้จะอ่อนแอเจียนตาย แม้กระเพาะจะประท้วงด้วยความหิวโหย แต่นี่คือชีวิตที่เธอได้รับโอกาสให้เริ่มใหม่
ในโลกปี 2026 เธอถูกเครื่องจักรและ AI แย่งงานจนหมดสิ้นหนทาง แต่ในร่างนี้ ปี 1980 นี้ แม้จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์...ไม่สิ เริ่มต้นจาก ‘ติดลบ’ ทั้งสุขภาพและฐานะ แต่เธอรู้ดีว่า ‘ความรู้’ จากอนาคตและ ‘หัวใจ’ ที่ไม่ยอมแพ้ คือยารักษาชั้นดีที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของครอบครัวอู๋ให้ได้!
“แม่คะ... อย่าโทษตัวเองเลย” เพ่ยหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่หนักแน่น “จากนี้ไป หนูจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกความยากจนของเราอีก และหนูสัญญา... หนูจะไม่ยอมตายเพราะความจนเด็ดขาด”
สายลมยามเช้าพัดผ่านทุ่งนาเขียวขจี กลิ่นไอดินและพืชพรรณดูเหมือนจะช่วยส่งพลังให้ร่างที่ซูบผอมนี้ก้าวเดินต่อไป ก้าวแรกที่เธอต้องทำ ไม่ใช่การออกไปรบกับใคร... แต่คือการ 'กู้ซากร่างกาย' นี้กลับมาให้แข็งแรง เพื่อเตรียมรับศึกใหญ่ในการสร้างอนาคตของเธอเอง!
