อีกด้าน
ตอนนี้ เฉินอวี๋และเฉินอิงเอ๋อ สองพี่น้องตัวน้อยก็ย้ำเท้าเดินเต๊าะแต๊ะไปตามถนน
จากการกวาดสายตามอง เหมือนหมู่บ้านนี้จะไม่มีฝนตกมาได้สักพักแล้ว เพราะปกติในฤดูใบไม้ร่วง ต้องเห็นพืชพันธุ์ที่พร้อมเก็บเกี่ยว แต่ตอนนี้อย่าถามถึงต้นข้าวหรือผักเลย เพราะขนาดแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน ก็ยังเหือดแห้งมองลงไปที่ก้นบ่อเห็นแต่หินและคราบดิน
บ้านหลายหลังในหมู่บ้าน น่าจะพากันอพยพภัยแล้งไปนานหลายวันแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่นอกจากบ้านร้างสองสามหลัง ก็เห็นมีแค่กลุ่มคนชราและผู้ป่วย ไม่ก็กลุ่มคนพิการที่เดินทางไกลไปไหนไม่ได้อีก
บางบ้านที่เดินผ่าน แม้แต่ศพคนตายเพราะความหิว ก็ยังทำเอาเฉินอวี๋ใกลัวในตอนแรกที่เห็น
“ฟู่วว ถึงจะเคยเห็นคนตายจากโรงพยาบาลมาบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะดูวิกฤตจนความตายกลายเป็เื่ธรรมดา”
หลังจากเห็นความตายระหว่างเดินสำรวจ มันไม่ได้มีแค่หลังสองหลัง แต่ระหว่างทางก็ยังเห็นนอนเกลื่อนที่หน้ารั่วบ้าน เฉินอวี๋ที่เริ่มสงบลงไม่ได้กลัวความตายอีกหลังคุ้นชิน เพราะถึงยังไงเสีย ต่อให้ภายนอกจะดูเป็เด็ก แต่จิตใจภายในของเขาก็เป็ผู้ใหญ่คนหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจ คือพอก้มมองดูน้องสาวคนเล็กที่จูงมือเดินอยู่ข้างๆ นางกลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองไปยังกลุ่มคนที่ยังมีแรงคอยจัดการฝังศพ ไม่อาจปล่อยให้คนตายซากส่งกลิ่นเหม็นรบกวน
ไม่รู้ว่าเพราะความไร้เดียงสาที่ไม่รู้จักคนตาย หรือเพราะได้ออกมาจากบ้านไกลเป็ครั้งแรก เฉินอิงเอ๋อจึงไม่ได้หวาดกลัวต่อกลุ่มคนตายที่อดอยากในบ้านร้าง ทำเอาเฉินอวี๋ทั้งตะลึงและทั้งดีใจ เหมือนว่าการเลี้ยงน้องสาวคนเล็กจะเลี้ยงง่ายกว่าที่คิด ไม่ร้องไห้หรือทำอะไรให้เขาลำบากเลย
“ไปกันเถอะ เราใกล้ถึงบ้านของท่านตาแล้ว”
หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใหญ่ มีคนเคยอาศัยแค่ไม่กี่ยี่สิบครัวเรือน แต่ด้วยคนตัวเล็กและเท้าที่สั่นของพี่น้อง จึงค่อนข้างใช้เวลาสักพักในการเดินทาง จนมาถึงเรือนเล็กๆ ที่ทำจากฟางและดินปั้นหลังหนึ่ง มีรั่วเก่าๆ กั้นทั้งสี่ทิศแต่ไม่มีประตู สามารถเดินเข้าไปด้านในได้ไม่มีอุปสรรคกีดขวาง ซึ่งเป็บ้านของท่านตาเท่าที่เฉินอวี๋เข้าใจจากความทรงจำ
เฉินอวี๋พาเฉินอิงเอ๋อเดินเข้าไปในลานบ้าน พบเข้ากับชายชราหลังค่อมตัวเล็กคนหนึ่งที่นอนอยู่หน้าเรือนเก่า ท่อนบนไม่ได้สวมเสื้อ จึงเผยให้เห็นความผอมและท้องที่เหลือแต่กระดูก
ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่น มีตีนกาผิวหยาบกร้านดูผ่านแดดตากฝนมาทั้งชีวิต เส้นผมทรงกะลาครอบดูยุ่งเหยิงเหมือนรังนกไม่เคยเจอหวี ความยาวเส้นผมเทียบเท่าหูปกปิดดวงตาสองข้างจนมองไม่ออกว่าหลับหรือลืมตาอยู่ อยากมากที่โดดเด่น ก็เห็นเพียงหนวดสีขาวที่เกาะเป็ก้อนเหมือนฝักข้าวโพดอ่อนเหนือริมฝีปาก
เฉินอวี๋เอียงศีรษะก้มมองด้วยใจที่ไม่ดี แต่เฉินอิงเอ๋อมองไปที่ชายชราด้วยดวงตาสดใสใคร่รู้
โดยไม่คาดคิด ขณะที่เฉินอวี๋้าจะยื่นมือน้อยๆ เพื่อตรวจดูลมหายใจ ชายชราก็ไอขึ้นอย่างกะทันหันจนทำให้เขาสะดุ้ง
“แค๊กๆ หือ? ..”
“ฉะ..เฉินอวี๋ อิงเอ๋อ พ่อกับแม่ยังไม่พาหลานออกจากหมู่บ้านอีกอย่างนั้นรึ?”
จากที่ดูเหมือนไร้เรี่ยวแรง ชายชราที่เห็นว่าเป็หลานสองคนของตนแวะมาหา พลังที่เกือบหมดก็มีแรงพูด ถึงน้ำเสียงจะแหบฟังยากจากการขาดน้ำมาหลายวัน แต่ก็มองออกมาว่าชายชราค่อนข้างดีใจ
“ข้ามาเยี่ยมท่านตา และเอาน้ำแกงมาให้”
เป็น้ำแกงกระต่ายก้นหมอที่เหลือจากเมื่อเช้า เฉินอวี๋แอบเก็บไว้เพื่อนำมาให้ชายชราได้ดื่ม เรียกว่าถึงจะดูเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้ชายชราหวาดกลัว
ภายใต้ความอดอยากที่กินได้แม้แต่หญ้า ใจมนุษย์ก็ยากจะหยั่งถึง คาดเดาไม่ออกว่าจะไม่เกิดเื่ร้ายหากมีคนทราบว่าเด็กทั้งสองมีอาหารอยู่ในมือ
คราแรก ชายชราอยากจะปฏิเสธ เขารู้ร่างกายตัวเองแล้วว่าไม่อาจทนไหวภายในสองสามวันนี้ แต่พอเห็นความตั้งใจของหลานชาย พยายามพยุงตัวให้เขาได้นั่งทานทำท่าจะป้อน ความหอมของซุป และการจับๆ คลำๆ ของหลานสาวที่น่ารักไม่รังเกียจร่างเหี่ยวๆ ของผู้เป็ตา ชายชราที่เคยลังเลก็ยอมอ้าปาก ให้หลานชายป้อนอาหารมื้อสุดท้ายอย่างประคับประคอง
“หืม…น้ำแกงของหลานอร่อยนัก”
“ว่าแต่เหตุใดพวกเ้าถึงไม่อยู่บ้าน ออกมาข้างนอกในสถานการณ์เช่นนี้ทำไม?”
ด้วยน้ำแกงถ้วยเล็กๆ เท่ามือเด็ก ไม่นานน้ำแกงก็ถูกป้อนจนทำให้ชายชราฟื้นกลับมามีแรง เฉินอวี๋นั้นคุ้นเคยและใกล้ชิดกับคนชราในโรงพยาบาลมามาก เขาจึงรู้เสมอว่าหากอยากรู้เื่ราวต่างๆ ต้องมาและสอบถามกับผู้มีอายุมากประสบการณ์
น้ำแกงนี้จึงไม่ใช่แค่การตอบแทน แต่เขามาเพื่ออยากจะขอข้อมูลฟังเื่ราวต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกับเมืองและโลกที่เขาอยู่
“พ่อและแม่ออกไปทำงานที่ข้างนอก เราอยู่บ้านรู้สึกเบื่อ ท่านตาเล่าเื่ไม่ก็พูดถึงโลกอันกว้างใหญ่ที่ท่านตาเคยผ่านให้หลานฟังหน่อยสิ”
คำขอของเฉินอวี๋ไม่ถือว่าลำบากเกินแรง ถึงปกติแทบจะพูดอะไรไม่ได้ แต่ด้วยการนวดของหลานๆ และได้กินน้ำแกงที่อุ่นท้อง ท่านตาของพวกเขาก็เริ่มเล่าชีวิตต่างๆ ที่เคยผ่านมารวมถึงอาณาจักรและสภาพบ้านเมือง
ด้วยสิ่งนี้ เฉินอวี๋จึงได้รู้ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่มณฑลจ้อเจียงของแคว้นชวี หนึ่งในแว่นแคว้นดินแดนทางใต้ของแผ่นดินหนานฝู่อันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การย้อนเวลามาอยู่ใน่ประวัติศาสตร์ไหนของจีน แต่น่าจะเป็อาณาจักรที่มีวัฒนธรรมตะวันออกคล้ายโลกคู่ขนาน
จากชุดและเครื่องไม้เครื่องมือหยาบๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามหมู่บ้าน ก็อาจจะเป็อารยธรรมคล้ายยุคเริ่มก่อตั้งอารยธรรม ยังไม่แม้แต่จะรวมดินแดนและอาณาจักรให้เป็ปึกแผ่นผืนเดียว โลหะและมีดพร้ายังเป็สิ่งหายาก จนแม้แต่เรือนสกุลเฉินก็ยังมีแค่มีปังตอทู่ๆ ขนาดสองนิ้วเพียงเล่มเดียว
ดังนั้นโดยสรุป ด้วยการปกครองล้าหลังและแผ่นดินที่แปลกแยกต่างชนเผ่าต่างภาษา ราชสำนักแคว้นชวีที่ก่อตั้งได้ไม่กี่ร้อยปีก็ค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง ขันทีแทรกแซงการเมือง ตระกูลท้องถิ่นเริ่มผงาด มณฑลและหัวเมืองต่างๆ ก็เริ่มโกลาหลจากผลกระทบที่ราชสำนักไม่มั่นคง
ยังไม่รวมถึงศัตรูจากแคว้นดินแดนอื่นที่ใช้โอกาสนี้รุกรานเป็เนืองๆ ชายแดนเป็สถานที่สุดอันตรายที่เต็มไปด้วยการปล้นและฆ่าฟัน เกิดสภาวะที่อาจจะก่อให้มีาระหว่างแคว้นอยู่ตลอด
ที่น่าเศร้า อำเภอหนานชิงที่พวกเขาอาศัยอยู่ ถึงจะไม่มีปัญหาเื่ชายแดน แต่ว่าอำเภอหนานชิงและแถวใกล้เคียงกำลังประสบปัญหาวิกฤตภัยแล้งในรอบหลายสิบปี ราชสำนักที่รับผิดชอบก็ดันวุ่นวายและยุ่งอยู่กับการต่อสู้ชิงอำนาจภายใน
ด้วยศัตรูทั้งภายในและภายนอก ราชสำนักส่วนกลางจึงปล่อยให้บรรดาเ้าเมืองและนายอำเภอจัดการปัญหาเอาเอง แถมอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีใครเห็นค่ามาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจ ว่าประชาชนที่อาศัยอยู่จะมีชีวิตรอดหรืออดตาย
ฉะนั้น อย่าถามถึงการบรรเทาหรือส่งขุนนางมาเพื่อแก้ปัญหา เพราะแม้แต่นายอำเภอและเ้าเมืองที่ได้รับคำสั่งให้จัดการภัยแล้งนี้เอาเอง วันรุ่งเช้า เขาก็พาเมียและลูกหลานหลบหนีทิ้งบ่าวและคนใช้ ไม่ได้ประกาศการอพยพให้ประชาชนในพื้นที่ได้เตรียมตัวเลย
ซึ่งเป็เวลาเดือนกว่าแล้ว ที่ข่าวนี้พึ่งจะมาถึงหมู่บ้านชิวหลิงแห่งนี้ 丘陵 (เนินหินน้อย)
ข่าววิกฤตที่ทราบช้า จึงทำให้ชาวบ้านไม่มีการเตรียมตัว พอจะเดินทางไกลเพื่อหนีก็ไม่มีเสบียงเหลือ เดินเท้าต้องตายในระหว่างทางมากถึง 7 ใน 10 ส่วน คนที่หนีจากหมู่บ้านไปตายเอาดาบหน้าจึงมีเพียงคนหนุ่มสาวและคนที่มีแรง ส่วนภาระอย่างคนชราและผู้ป่วย ถูกทิ้งไว้ด้านหลังหรืออาจจะเต็มใจตายอยู่ที่บ้านเกิด ไม่ยอมเป็ภาระลูกหลานของตัวเอง
เช่นครอบครัวแซ่เฉินที่เฉินอวี๋อยู่ ด้วยครอบครัวที่มีลูกมากถึง 4 คน ไม่ได้เดินทางอพยพหรือยอมทิ้งท่านตาผู้ชราไปเหมือนคนอื่นๆ
ในอดีต พวกเขาก็คงมั่นใจในข้าวปลาและอาหารที่กักตุนไว้เช่นกัน แต่ภัยธรรมชาติในยุคโบราณค่อนข้างเกินสามัญสำนึก คาดเดาเวลาการสิ้นสุดไม่ได้ จึงเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและความอดอยาก
และต่อให้มนุษย์จะมั่นใจในการรับมือมากแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อขึ้นชื่อกับการเจอภัยพิบัติ ไม่ว่าจะภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด แผ่นดินไหว หรือฝูงแมลงบุกรก แต่ทุกครั้งที่เกิด มันก็มักจะมาพร้อมโอกาสการล่มสลายของอารยธรรม
ในโลกเก่าของเฉินอวี๋ ยุครุ่งเรืองนั้นมีมากมายอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็ชาวมายัน พวกเมโสโปเตเมีย ชาวเกาะมากี้และชนพื้นเมืองปอมเปอี้ ทุกที่ที่กล่าวล้วนล่มสลายอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อเจอกับภัยพิบัติ
ดังนั้นเฉินอวี๋จึงมั่นใจ ว่าเขาควรหาโอกาสดีๆ เตือนพ่อแม่ถึงแผนการอพยพ เพื่อออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
