“เราสองคนเคยพบกันหรือไม่ เหตุใดเ้าจึงรู้ว่าข้าเป็ใคร” หากนางไม่มีดวงจิตสีเพลิง เขาคงเบี่ยงตัวเดินจากไป ทว่านางคือจุดหมายที่ตามหา ตงหยางจึงยอมสนทนาด้วยความเต็มใจ
“เราสองคนไม่เคยพบกันเ้าค่ะ ข้าเพียงเคยฟังเื่ราวของท่านในบันทึกเล่มหนึ่งที่เผ่าวิหคมี”
“เผ่าวิหคงั้นเหรอ” ตงหยางทวนคำ ก่อนซิ่วอิงย่อตัวเคารพอีกฝ่าย แล้วพูดแทรกขึ้นแล้ว
“พวกเราเป็คนจากเผ่าวิหค ส่วนนี่คือธิดาิเยว่ เป็ธิดาของประมุขต้าเหรินเ้าค่ะ” คำอธิบายของหญิงสาวทำให้เขาเข้าใจอะไรง่ายขึ้น
“ที่แท้นางเป็ธิดาของเผ่าวิหค อาจเป็ไปได้ที่ประมุขต้าเหรินไม่อยากเปิดเผยฐานะของนาง เขาจึงปิดปากเงียบเมื่อเทพแห่งชะตาพูดถึงผู้มีดวงจิตสีเพลิง ที่แท้เพราะ้าปกป้องธิดาของตนนี่เอง” ตงหยางลอบคิดอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังหญิงสาวด้านหน้า ก่อนนางจะขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ
“แต่เวลานี้บนแดน์มีการชุมนุมใหญ่ ท่านพ่อของข้าก็ไปด้วย แต่เหตุใดท่านจึงยังอยู่ที่แดนมนุษย์” ิเยว่เอ่ยถามด้วยสายตาเดียงสา
“การชุมนุมประมุขเผ่าต่าง ๆ บนแดน์ จบสิ้นนานแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม ก่อนิเยว่และซิ่วอิงจะหันมองหน้ากันอย่างรู้ความหมาย
“เช่นนั้น ท่านประมุขก็ต้องกลับเผ่าวิหคแล้วเช่นกัน แต่เหตุใดท่านประมุขจึงไม่ส่งคนมาตามธิดากลับเ้าคะ” ิเยว่ชะงักนิ่งไปพร้อมความแปลกใจ
“ไม่ได้การแล้ว ท่านประมุขต้องโกรธมากแน่ ๆ ที่พวกเราหนีมาเที่ยวเล่นยังแดนมนุษย์ พวกเราต้องรีบกลับแล้วเ้าค่ะ หากกลับช้ากว่านี้ธิดาจะต้องโทษเอาได้” ซิ่วอิงกล่าวขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด พร้อมสายตาสัดส่ายของิเยว่จะแสดงความวิตกออกมาไม่ต่างกัน ก่อนนางจะหันไปยังประมุขตงหยางแล้วส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“วันนี้ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้พบกับท่าน แต่ก่อนข้าภาวนาทุกวัน ว่าขอได้พบท่านสักครั้งในชีวิต ไม่คิดว่าวันนี้จะมีจริง แต่ถึงอย่างนั้นข้าไม่มีเวลาพูดคุยกับท่านมากนัก ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดจะได้พบกันอีก แต่ข้าจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ตลอดไป” หญิงสาวพูดออกมาตามความรู้สึกด้วยความจริงใจ พลันย่อตัวลงเคารพเขาเป็ครั้งสุดท้าย
“เดี๋ยวก่อน” เป็ครั้งแรกในรอบหลายหมื่นปี ที่เขายอมเหนี่ยวรั้งใครสักคน ก่อนิเยว่จะหันมา
“เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าพวกเ้าแอบหนีออกมาจากเผ่าวิหค หากกลับไปเพียงลำพัง เกรงว่าท่านประมุขต้าเหรินจะทำโทษพวกเ้าได้ ไหน ๆ วันนี้ข้าไม่มีธุระอะไร ข้าอนุญาตให้พวกเ้าใช้ข้าเป็ข้ออ้างดีหรือไม่”
“หมายความว่ายังไงเ้าคะ” ิเยว่เอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนสองเท้าของตงหยางจะก้าวเข้ามาทอดสายตามองอีกฝ่าย แล้วยกยิ้มบางเบา
“ข้าจะพาพวกเ้ากลับเผ่าวิหค” ซิ่วอิงหันมองธิดา ก่อนิเยว่จะปล่อยยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด รอยยิ้มสวยงามนั้นทำให้ตงหยางคิดเอาเองว่านางอนุญาต จึงรวบรวมพลังิญญาแล้วพานางทั้งหมดหายวับไปยังเผ่าวิหค ท่ามกลางสายตาของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่ยืนแจกจ่ายของให้กับชาวบ้าน
“พวกเขาหายไปได้ยังไง พวกเขาหายไปแล้ว” เถ้าแก่ร้านตกตะลึงพลันชี้มือไปยังโต๊ะที่ว่างเปล่า ก่อนจะเป็ลมหมดสติไปเพราะความหวาดกลัว
เมื่อทั้งสามมาถึงเผ่าวิหค ิเยว่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าทางเข้ามีเขตอาคมขวางกั้น ใบหน้าของนางซีดลงอย่างฉับพลันแล้วหันไปยังซิ่วอิง
“เหตุใดท่านพ่อจึงสร้างเขตอาคมไว้เช่นนี้ นับจากข้าเกิดข้าไม่เคยเห็นเผ่าวิหคต้องมีอาคมขวางกั้น ท่านพ่อต้องโกรธข้ามากแน่ ๆ” หญิงสาวแสดงความวิตกออกมาอย่างเห็นได้ชัด แม้นางจะเอาแต่ใจและชอบเที่ยวเล่น แต่เมื่อเห็นเขตอาคมที่บิดาสร้างไว้ ก็ทำให้นางอดใจหายไม่ได้ ที่ทำให้บิดาโกรธมากมายถึงขนาดใช้อาคมขวางกั้นไม่ให้นางกลับเข้ามายังเผ่าวิหค
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะลองใช้พลังิญญาทำลายอาคมเอง” ว่าแล้วซิ่วอิงก็ใช้พลังิญญาอันน้อยนิดของนางทำลายเขตอาคมนั้น ก่อนพลังของเขตอาคมจะต่อต้านดันกายของนางกระเด็นออก
“พี่ซิ่วอิง เดี๋ยวข้าเอง” ว่าแล้วิเยว่ก็รวบรวมพลังิญญาของนางแล้วพยายามทำลายเขตอาคม ท่ามกลางสายตาของประมุขมารที่มองอยู่ห่าง ๆ
“พลังิญญาของนางอยู่เพียงขั้นที่หนึ่งเท่านั้น นางมีพลังิญญาเพียงน้อยนิดเช่นนี้ ต่อให้นางมีดวงจิตสีเพลิงก็ไม่สามารถต่อกรกับตงฟางได้ นางยังต้องได้รับการฝึกฝนอีกมาก กว่าจะสำเร็จพลังิญญาขั้นห้าได้ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นนางจะสำเร็จหรือไม่” เขาทบทวนพร้อมมองหญิงสาวทั้งสองที่พยายามทำลายเขตอาคมอย่างยากลำบาก ก่อนชายหนุ่มจะใช้เพียงการพลิกฝ่ามือเดียว ก็ขจัดเขตอาคมนั้นให้หายไปราวกับไม่มีอะไรขึ้น ทั้งิเยว่และซิ่วอิงหันมายังประมุขมารเป็สายตาเดียวกันด้วยความตกตะลึง
“เข้าไปด้านในกันเถอะ” ชายหนุ่มพูดจบจึงเดินนำหญิงสาวเข้าไป ก่อนเหล่าทหารจะกรูกันเข้ามาตามคำสั่งประมุขต้าเหริน ด้วยเพราะเขตอาคมถูกทำลาย ทว่าเมื่อเห็นเป็ธิดาิเยว่ ทหารทุกคนจึงรีบน้อมกายลงเคารพ ก่อนร่างของประมุขต้าเหรินกับภรรยาจะเดินตามออกมา
