แน่นอนว่าชาวบ้านในหมู่บ้านหวังย่อมไม่เคยได้ยินสกุลหูแห่งเมืองเซียงมาก่อน หลี่ชิงชิงจึงวานให้คนในครอบครัวตระกูลหวัง ยามเดินทางไปขายซาลาเปาในเมืองให้ช่วยสืบข่าวสอบถามสักหน่อย หากว่าคนในเมืองเองก็ไม่ทราบเช่นกัน เช่นนั้นนางก็ทำได้เพียงตรงไปถามหลงจู๊หม่าเซี่ยงหนานแห่งเซียงเยวี่ยไจด้วยตัวเอง
วันรุ่งขึ้น หวังจื้อและหวังเลี่ยงสืบข่าวเื่สกุลหูแห่งเมืองเซียงได้จากปากของทาสหนุ่มที่ทำงานในหอเพียวเซียง
หวังเลี่ยงเอ่ยอย่างออกรสออกชาติ “ในเมืองมีครอบครัวสกุลหูอยู่หลายครอบครัวเลยทีเดียว ทว่าครอบครัวสกุลหูที่ทำเหลาอาหารนั้นมีเพียงครอบครัวเดียว เหลาอาหารของพวกเขามีนามว่าเหลาอาหารสกุลหู นายท่านเ้าของเหลาอาหารสกุลหูนั้น หลายปีก่อนหน้านี้ยังไว้หนวดเครายาวเฟื้อย ทว่าเพราะไปเมามายที่หอโคมเขียว ยามกลับมาถึงจวนก็เห็นภรรยาเป็เพียงไม้ประดับ ภรรยาของเขาโมโหมากจึงฉวยโอกาสยามที่เขาดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทราโกนหนวดของเขาจนเกลี้ยง ยามที่เขาตื่นขึ้นก็โกรธหนักจนหย่าขาดจากภรรยา ต่อมาเขายังพานางโลมจากหอโคมเขียวเข้ามาเป็อนุภรรยาในเรือนอีกด้วย”
หลี่ชิงชิงพ่นเสียงหัวเราะเ็า “เขามันก็แค่บุรุษสารเลวคนหนึ่ง”
หวังเลี่ยงหัวเราะเสียงแห้งออกมาหนึ่งเสียง มือลูบศีรษะไปมา “คนจากหอเพียวเซียงสรรเสริญนายท่านหูราวกับเทพเ้าแห่งความมั่งคั่ง พวกเขาพูดเป็เสียงเดียวกันว่านายท่านหูนั้นใจถึงยิ่งนัก เขาใจกว้างกว่าคนในเมืองยิ่ง”
หลิวซื่อส่ายศีรษะ “นายท่านหูคือผู้อุปการะเลี้ยงดูพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาย่อมบอกว่านายท่านหูเป็คนดี”
ผู้เฒ่าหวังกวาดสายตามองบุตรชายทั้งสอง เขาตีสีหน้าเคร่งขรึมเอ่ยว่า “พวกเ้าอย่าได้ริอ่านเลียนแบบเขาเชียว! หากผู้ใดทำตามอย่างเขา ข้าจะหักขาทิ้งเสีย!”
หวังจื้อส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง
“ท่านพ่อ ท่านกำลังเอ่ยถึงเื่ใดกัน?” หวังเลี่ยงร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก เขาที่ยังเป็เพียงเด็กหนุ่มฟันน้ำนมไม่เคยผ่านมือสตรีใด ย่อมไม่มีทางคิดถึงเื่สตรีมาก่อน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหอโคมเขียวเลยด้วยซ้ำ
หลี่ชิงชิงเอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ยามที่พวกท่านเอ่ยเื่นี้กับหลงจู๊สกุลหม่า เขามีปฏิกิริยาเช่นไรหรือเ้าคะ?”
หลิวซื่อเอ่ยด้วยความเป็ห่วงเล็กน้อย “หลงจู๊หม่าเอ่ยว่าเขาเคยพบหน้านายท่านสกุลหูมาก่อน ทั้งนายท่านสกุลหม่าและนายท่านสกุลหูต่อสู้กันทั้งในที่แจ้งและในที่ลับมานานนับปี หากสองคนที่มาเยือนหมู่บ้านหวังเป็คนของนายท่านสกุลหูจริงๆ เช่นนั้นนายท่านหูจะต้องหาเื่เล่นงานนายท่านสกุลหม่าอีกแน่ ชิงชิง เ้าว่าการที่นายท่านสกุลหูกล้างัดข้อกับนายท่านสกุลหม่าเช่นนี้ แสดงว่าเื้ัของเขาต้องยิ่งใหญ่มากเป็แน่ แล้วเขาจะหันมาเล่นงานครอบครัวของเราหรือไม่?”
“เื่นี้ยังยากที่จะเอ่ยเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเองก็เป็กังวลเช่นกัน
โลกนี้เป็สังคมศักดินา ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าย่อมเป็ผู้กุมชะตา หาใช่สังคมที่ใช้หลักกฎหมายในการปกครองดั่งชาติก่อน ดังนั้นประชากรในแคว้นต้าถังจึงไม่ได้ดีไปกว่ามดนัก
นางรู้เคล็ดลับตำรับสูตรอาหารมากมาย ทว่าตระกูลหวังปราศจากเื้ัที่คอยปกป้อง นางจึงไม่กล้าแม้แต่จะเปิดร้านในเมือง ทำได้เพียงเร่มาเร่ไปในการขายเท่านั้น
แม้แต่การขายสูตรลับ นางก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบย่างเข้าเมืองเซียง ไม่กล้าขอราคาที่สูงจากหม่าชิง
ยามนี้มีนายท่านหูเพิ่มมาอีกคน นางกับครอบครัวสกุลหวังก็เป็ดั่งนกที่หวาดกลัวเกาทัณฑ์ [1]
เป็อีกครั้งที่นางปรารถนาให้ตัวเองและครอบครัวสกุลหวังแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้
ผู้เฒ่าหวังถอนหายใจยาว “ตกลงว่าบุรุษสองคนนั้นถูกส่งมาจากนายท่านสกุลหูจริงหรือไม่?”
“มั่นใจแปดส่วนเ้าค่ะ” เมื่อหลี่ชิงชิงเห็นว่าคนในครอบครัวขมวดคิ้วเป็กังวล นางก็ครุ่นคิดสักพักก่อนเอ่ยว่า “ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้านรอง ไม่ว่าปัญหาใดจะเกิดขึ้น เราย่อมมีวิธีการแก้ไข ครอบครัวของพวกเราขายสูตรพริกสับดองให้หม่าชิงไปแล้ว สัญญากระดาษขาวอักษรดำก็ถูกลงนามไปเรียบร้อยแล้ว หากคนสกุลหู้าซื้อสูตร พวกเราก็ต้องเอ่ยตามความจริง ให้นายท่านสกุลหูไปหาหม่าชิงแทน”
ในคราแรกที่หลี่ชิงชิงตัดสินใจขายสูตรอาหารให้หม่าชิงนั้น เพราะได้ยินว่าหม่าชิงมีชื่อเสียงที่ดี
นางสร้างผลประโยชน์มากมายให้แก่การค้าของหม่าชิง หม่าชิงย่อมต้องเห็นแก่คุณธรรมปกป้องนางกับครอบครัวสกุลหวัง ไม่ให้ถูกนายท่านสกุลหูข่มเหงรังแกจึงจะถูก ไม่เช่นนั้น ต่อจากนี้จะมีผู้ใดกล้าขายสูตรอาหารให้หม่าชิงอีก?
หวังจื้อที่เงียบอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยว่า “นายท่านสกุลหม่ามอบวัวให้เรา พวกเรามิอาจผลักภาระทั้งหมดให้เขาเผชิญหน้ากับนายท่านสกุลหูเพียงคนเดียวได้”
“เหตุใดถึงไม่ได้เล่า สูตรอาหารที่ข้าขายให้หม่าชิงนั้นลดราคาลงไม่น้อยทีเดียว อีกอย่างนะเ้าคะ ยามนี้ครอบครัวของพวกเราหาได้มีอำนาจใด ทำได้เพียงอาศัยปราการปกป้องจากหม่าชิง” หลี่ชิงชิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ท่านพี่ใหญ่ ท่านซื่อสัตย์เหลือเกินเ้าค่ะ ท่านลองไตร่ตรองดูนะเ้าคะ หากว่าสูตรอาหารของข้าไร้ประโยชน์ ฮูหยินของหม่าชิงจะมอบวัวให้เราเพราะเหตุใด?”
หลิวซื่อเอ่ยคร่ำครวญด้วยความเสียใจ “สุดท้ายก็ได้ความว่าครอบครัวของพวกเราอ่อนแอเกินไป นายท่านสกุลหูยังไม่ทันมาเยือนด้วยซ้ำ เพียงส่งสองคนนั้นมาหาซื้อพริกสับดองในหมู่บ้านของเรา ก็ทำให้พวกเราใจนขวัญกระเจิงไปหมดแล้ว”
“บางทีพวกเราอาจจะคิดมากเกินไปเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงจิบน้ำหวานที่หวังจวี๋ยกมาให้ หลังจากที่ลำคอชุ่มชื้นแล้ว นางก็เอ่ยต่อว่า “นายท่านสกุลหูทั้งกำลังและอำนาจ ย่อมไม่มีเหลียวสายตามองชาวนาเท้าเปื้อนโคลนอย่างพวกเราแน่นอนเ้าค่ะ”
ที่นางเอ่ยเช่นนี้ก็เพื่อปลอบใจครอบครัว
ตกบ่ายของวันนั้น นางก็นั่งเกวียนเทียมวัวที่ฮูหยินสกุลหม่าส่งมาให้เข้าเมือง หวังจะพบหม่าเซี่ยงหนานด้วยตนเอง
ผู้ใดจะรู้ เสี่ยวเอ้อร์รูปร่างผอมบางราวกับเสาไม้ไผ่ลอบกระซิบกับนางอย่างลับๆ ว่า “หลงจู๊ได้ข่าวว่านายท่านสกุลหูส่งคนไปที่หมู่บ้านหวัง เขาเกรงว่านายท่านสกุลหูจะทำร้ายครอบครัวของท่าน จึงรีบวิ่งเข้าจวนของนายท่านเพื่อรายงานแล้วขอรับ”
ในใจของหลี่ชิงชิงรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย นางเอ่ยว่า “ขอบคุณหลงจู๊หม่ามากเ้าค่ะ”
เสี่ยวเอ้อร์ตั้งใจอธิบายว่า “เื่ที่คนในหมู่บ้านของท่านขายพริกสับดองให้ร้านของพวกเรา ทั้งเมืองล้วนทราบกันทั้งสิ้น อีกทั้งเื่ที่ท่านขายสูตรอาหารให้ร้านเราก็มีคนบางกลุ่มในเมืองรู้เช่นกัน ทว่าเื่ของท่านไม่เคยถูกแพร่งพรายออกจากร้านของเราขอรับ”
หลี่ชิงชิงพยักหน้าเบาๆ “ข้าทราบดีเ้าค่ะ”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเป็ฝีมือของคนในเมืองที่พูดกัน เ้าดูสิว่าข้าพูดถูก” หลิวซื่อกระซิบกระซาบข้างๆ ผู้เฒ่าหวัง “คนในหมู่บ้านของเราย่อมไม่มีทางปากมากเช่นนั้น”
ผู้เฒ่าหวังจงใจเอ่ยเสียงดัง “แล้วคนในเมืองรู้ได้อย่างไรว่าบ้านของหวังเจากับหวังฉิวมีพริกสับดองขาย?”
“นั่นน่ะสิ คนในเมืองรู้จักคนในสกุลของพวกเราได้อย่างไร?” หลิวซื่อรู้สึกว่าที่ผู้เฒ่าหวังเอ่ยก็มีเหตุผล นางเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า “ต่อให้หวังเจากับหวังฉิวหย่าขาดไปแล้ว เื่นี้ก็คงไม่ถูกเอ่ยต่อๆ กันมาจนถึงในเมืองกระมัง?”
เสี่ยวเอ้อร์ลูบศีรษะเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าก็ไม่ทราบแล้วเหมือนกันขอรับ”
หลี่ชิงชิงพาสองผู้าุโทั้งผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อออกจากประตูเมือง นางตั้งใจเข้าไปสืบข่าวจากพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงขายในตลาดเล็กๆ ว่ามีบุรุษสองคนที่ขี่ล่อมาถามเื่พริกสับดองหรือไม่?
ผู้ใดจะรู้ว่าคำถามนี้ถูกถามได้ตรงจุดนัก
เ้าของแผงหลายคนทราบเื่นี้ “พวกเขาขี่ล่อตัวใหญ่ ท่าทางหยิ่งยโส วาจาหยาบคายไม่น่าฟัง น่ารำคาญเป็อย่างยิ่ง”
“พวกเขา้าซื้อพริกสับดอง ทว่าพวกเราที่นี่ไม่มีผู้ใดขาย เขาก็ด่าถึงมารดา แค่เห็นข้าก็รู้แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนดีอันใด”
มีเ้าของแผงคนหนึ่งเดินมาจากแผงผัก เขากระซิบเสียงเบาว่า “ข้าไม่ได้บอกพวกเขา แต่เป็พ่อค้าปลาที่เอ่ยบอกหลังจากรับสินบนเป็เงินสิบเหรียญทองแดงจากพวกเขา เขาบอกว่ามีบุรุษสองคนในหมู่บ้านของเ้าที่เพิ่งจะหย่าร้างไป พวกเขานั่นแหละที่ขายพริกสับดอง”
ที่แท้แล้วก็เป็คนในเมืองจริงๆ ที่ปล่อยข่าวเื่หวังเจากับหวังฉิวยังมีพริกสับดองขายที่บ้าน
หลี่ชิงชิง หลิวซื่อและผู้เฒ่าหวังมองหน้ากันและกัน
“เงินนี่ช่างดีเหลือเกิน พวกเขาจ่ายเงินแค่นั้น ไม่ว่าจะอยากรู้เื่ใดก็ได้คำตอบแล้ว” เ้าของแผงคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น “พ่อค้าส้มเห็นว่าพ่อค้าปลาขายข่าวได้เงินมากมาย เขาก็เลยบอกว่าตนเองรู้สูตรพริกสับดอง เฮอะๆ ทว่าสิ่งที่พ่อค้าส้มเอ่ยกลับเป็เื่ที่บุรุษสองคนนั้นหย่าขาดกับภรรยาอย่างไร สุดท้ายเขาก็เลยไม่ได้เงินสักแดงเดียว”
กลุ่มหลี่ชิงชิงทั้งสามคนขอบคุณเ้าของแผงทุกคน หลังจากนั้นก็ขึ้นเกวียนเทียมวัวกลับหมู่บ้านหวัง
เมืองเซียง จวนสกุลหม่า ห้องโถงข้าง
หม่าชิงกำลังฟังรายงานจากหลงจู๊ของร้านรายงานเื่ที่เหลาอาหารสกุลหูออกอาหารจานใหม่อีกครั้งด้วยความโมโห
“จานที่พวกเขาใช้เหมือนกับที่ร้านเราใช้ทุกประการ ในจานจัดวางปลาสองตัว ตัวหนึ่งเป็ปลาหลี่ อีกตัวเป็ปลาเฉาฮื้อ พวกเขาใช้วิธีการย่างแบบแห้งในการปรุง ้าตัวปลาโรยด้วยเมล็ดสนคั่วสุกสองเหลี่ยง นามของอาหารยังคงเป็อวี๋หมี่จือเซียง เพียงแต่คราวนี้มิได้แถมข้าวแล้วขอรับ”
------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] นกที่หวาดกลัวเกาทัณฑ์หรือนกตื่นธนู (惊弓之鸟) เป็สำนวนจีน ใช้เปรียบเทียบกับคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่ไม่ดีมา และภายหลังเมื่อมีอะไรมากระทบเล็กน้อยก็จะตื่นกลัวเป็อย่างยิ่ง
