บทที่ 10:พยัคฆ์ซ่อนคม
ท่ามกลางความเงียบงันที่ไร้คนกล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันกลั้นหายใจและเบือนหน้าหนี ไม่มีใครในอำเภอหนิงเหอใจกล้าพอจะขวางทางกลุ่มจินฝู แม้จะเห็นเด็กสาวผู้บริสุทธิ์กำลังจะถูกย่ำยี แต่ความกลัวตายกลับล่ามโซ่ทุกคนไว้ให้ยืนนิ่งประดุจรูปสลักหิน
ทว่าในมุมหนึ่งของร้านขายหมวกทรงอเมริกันติดกับแผงน้ำชา ชายหนุ่มมาดเข้มในชุดผ้าป่านสีเขียวขี้ม้าเรียบง่าย ท่วงท่าองอาจประดุจทหารนอกเครื่องแบบ เขายืนเฝ้าสังเกตการณ์อย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งวินัยแห่งเงื้อมมือของไอ้หน้าบากง้างขึ้นสูง เตรียมจะฟาดลงบนใบหน้านวลลออของเพ่ยหลิงเพื่อสั่งสอน
“หมับ!”
เสียงข้อมือที่ถูกคว้าไว้อย่างแม่นยำดึงสายตาคนทั้งตลาดให้หันไปมองเป็จุดเดียว ฝ่ามือที่หมายจะทำร้ายเพ่ยหลิงกลับหยุดกึกกลางอากาศ ราวกับปะทะเข้ากับกำแพงเหล็กกล้า
ชายหนุ่มแปลกหน้าก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเพ่ยหลิงและเหล่านักเลงอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เขาสวมหมวกใบใหม่บดบังใบหน้า่บนไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่าแววตาคมกริบที่ลอดออกมากลับดุดันและทรงพลังราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องขย้ำเหยื่อ กลิ่นอายของ ‘วินัยทหาร’ และ ‘รังสีสังหาร’ ที่แผ่ออกมาจากร่างกำยำนั้นเย็นเฉียบเสียจนกลุ่มนักเลงรอบข้างถึงกับชะงักฝีเท้าด้วยสัญชาตญาณ
“รังแกผู้หญิง... มันไม่ใช่สิ่งที่ลูกผู้ชายเขาทำกันนะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจจนคนฟังรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงกระดูก
“แกเป็ใครวะ! ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้!” ไอ้หน้าบากตะคอกใส่ด้วยความเจ็บใจ มันพยายามสะบัดข้อมือออกสุดแรง แต่กลับพบว่าข้อมือของมันกำลังจะแหลกละเอียดภายใต้พละกำลังมหาศาลที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็ก
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้นแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแค่บิดข้อมือของมันเล็กน้อยด้วยองศาที่แม่นยำ
“กร๊อบ!” “อ๊ากกกกกกกก!”
ไอ้หน้าบากแผดร้องโหยหวน ร่างท้วมของมันทรุดลงไปกองกับพื้นโคลนอย่างหมดสภาพ ความเ็ปแล่นพล่านจนหน้าถอดสี อาฉีที่เห็นสมุนคนสนิทถูกจัดการในพริบตาถึงกับตาเบิกกว้าง เขาปล่อยมือจากเพ่ยหลิงแล้วถอยกรูดออกมาอย่างขวัญเสีย
เพ่ยหลิงมองแผ่นหลังกว้างของชายแปลกหน้า แผ่นหลังที่ดูมั่นคงและปลอดภัยอย่างที่เธอไม่เคยััมาก่อนตลอดชีวิตทั้งสองชาติ กลิ่นหอมจาง ๆ ของสบู่ผสมกับกลิ่นไอของชายชาตรีทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
“ไสหัวไปซะ... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจหักกระดูกส่วนอื่นของพวกแก” ชายหนุ่มขยับหมวกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นสันกรามคมชัดและริมฝีปากที่เม้มแน่นเป็เส้นตรง
ซูฮวาที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ ถึงกับลืมกลัว เธอรีบคว้าแขนเพื่อนรักไว้ “เพ่ยหลิง... เขาเป็ใครกันน่ะ?”
เพ่ยหลิงไม่ได้ตอบ สายตาของเธอยังคงจับจ้องชายในชุดสีเขียวขี้ม้าคนนั้น ในหัวของอดีตนักบัญชีเริ่มคำนวณอย่างรวดเร็ว... ท่วงท่าที่เรียบง่ายแต่เด็ดขาดเช่นนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน มันคือวิชาการต่อสู้ระดับสูงที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างดี หรือเขาจะเป็คนของกองทัพ!
“ล้อมมันไว้! วันนี้ถ้ากูไม่ได้เืมัน อย่าเรียกกูว่าอาฉี!”
สิ้นเสียงประกาศกร้าว บรรยากาศในร้านน้ำชาก็ะเิออกเป็ความวุ่นวายทันที ชายฉกรรจ์ 8 คนพุ่งเข้าหาชายหนุ่มชุดเขียวขี้ม้าจากทุกทิศทาง พร้อมไม้หน้าสาม ขวดแก้ว และมีดพก
เพล้ง!!!
ขวดเหล้าถูกฟาดเข้ากับขอบโต๊ะจนแตกกระจายเป็ปากฉลาม ชาวบ้านต่างแตกฮือหนีตาย ทิ้งให้เพ่ยหลิงและซูฮวายืนอยู่กลางวงล้อมที่เต็มไปด้วยรังสีสังหาร
“ระวังนะ!” ซูฮวาะโเสียงหลง พลางดึงแขนเพ่ยหลิงให้ถอยห่างจากวิถีต่อสู้
ทว่าชายหนุ่มแปลกหน้ากลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนก เขายืนปักหลักมั่นคงราวกับขุนเขา แววตาภายใต้ปีกหมวกยังคงเรียบเฉยแต่คมปลาบดุจใบมีด ทันทีที่นักเลงคนแรกพุ่งเข้ามา เขาก็เบี่ยงตัวหลบเพียงองศาเดียว ก่อนจะส่งลูกถีบเข้าที่ยอดอกจนมันกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะไม้ไผ่จนหักสะบั้น
“โครม!”
เสียงโต๊ะเก้าอี้ถูกเตะกระจัดกระจาย น้ำชาสีเข้มสาดกระจายเต็มพื้นปนเปไปกับน้ำใจที่เหือดแห้งของผู้คน ชายหนุ่มรับศึกหนักหนึ่งต่อแปดได้อย่างน่าทึ่ง ทุกท่วงท่าของเขาสั้น กระชับ และรุนแรงไร้ความปรานี เขาคว้าข้อมือของนักเลงอีกคนที่ถือขวดแตก บิดเพียงนิดเดียวจนขวดร่วงหล่น แล้วกระแทกศอกเข้าที่กรามจนมันหงายหลังฟันร่วงไปหลายซี่
แต่ในจังหวะที่เขาเหวี่ยงร่างนักเลงคนหนึ่งออกไป อาฉีที่แอบซุ่มอยู่ด้านข้างก็อาศัยจังหวะเผลอ ควักมีดพับพุ่งเข้าใส่จากมุมอับ!
“ฉึก!”
ชายหนุ่มหลบได้ด้วยสัญชาตญาณในเสี้ยววินาที แต่ปลายมีดคมกริบยังคงกรีดผ่านต้นแขนขวาจนเสื้อผ้าป่านขาดสะบั้น เืสีแดงสดไหลซึมออกมาเป็ทางยาวอาบแขนที่แข็งแกร่ง
เพ่ยหลิงหัวใจกระตุกวูบ เธอเห็นหยดเืที่กระเซ็นลงบนพื้นดินแดง ความรู้สึกผิดพุ่งขึ้นมาจุกที่อก แต่ชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะปริปากร้อง แววตาของเขากลับยิ่งเย็นเยียบขึ้น เขาใช้มือข้างที่าเ็คว้าข้อมือที่ถือมีดของอาฉีไว้ แล้วบีบจนอาฉีต้องปล่อยมีดหลุดมือ ก่อนจะซัดเข่าเข้าที่ยอดอกจนหัวหน้ากลุ่มจินฝูตัวงอเป็กุ้ง กระเด็นไปกระแทกผนังร้าน
ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที นักเลงทั้ง 8 คนก็นอนระเนระนาดท่ามกลางซากปรักหักพัง อาฉีพยายามพยุงร่างที่บอบช้ำขึ้นมา มือหนึ่งกุมอก อีกมือชี้หน้าด้วยความอาฆาตทว่าขาสั่นพั่บ ๆ
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะมึง! ได้เจอกูอีกแน่! พวกเรา... ถอย!”
สิ้นคำพูดสุดคลาสสิก เหล่านักเลงก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ค่อย ๆ ปกคลุมตลาดอำเภอหนิงเหออีกครั้ง
ชายหนุ่มชุดสีเขียวขี้ม้ายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากถ้วยชาม เขาหอบหายใจเพียงเล็กน้อย มือซ้ายกุมแผลที่แขนขวาซึ่งเืยังคงไหลหยดลงบนพื้น... ติ๋ง... ติ๋ง... เขาสวมหมวกกลับเข้าที่เดิมเพื่อพรางสายตา ก่อนจะหันมามองเพ่ยหลิง
“คุณ! เป็อย่างไรบ้างคะ!” เพ่ยหลิงร้องถามด้วยความเป็ห่วง ดวงตาจับจ้องแผลกรีดลึกที่ต้นแขน เืแดงเข้มยังคงซึมผ่านเนื้อผ้าจนดูน่ากลัว ทว่าชายหนุ่มกลับเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับความเ็ปนี้เป็เพียงมดกัด
“ถอยไปก่อนค่ะเพ่ยหลิง ฉันจัดการเอง!”
ซูฮวาก้าวเข้ามาด้วยแววตามุ่งมั่นตามประสาคนเรียนหมอ เธอรีบวางกระเป๋าลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาอย่างรวดเร็ว “ขออนุญาตนะคะคุณ อย่าเพิ่งขยับแขนนะ เืไหลเยอะมากเลย”
เธอใช้ทักษะกดนิ้วลงบนจุดเหนือาแเพื่อห้ามเื (Pressure Point) อย่างแม่นยำ ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อถูกสองสาวรุมล้อม เขาพยายามจะชักแขนกลับตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เป็กังวลของเพ่ยหลิง เขาก็ยอมอยู่นิ่ง ๆ
“แผลยาวพอสมควรเลยค่ะ แต่โชคดีที่ไม่โดนเส้นเืใหญ่” ซูฮวาพึมพำขณะใช้ผ้าเช็ดหน้ากดซับปากแผลเบา ๆ “เพ่ยหลิง! ไปหาน้ำสะอาดมาให้ฉันที เร็วเข้า!”ซูฮวาตระโกนสั่งโดยไม่มองหน้าเพื่อน
เพ่ยหลิงพยักหน้า เธอรีบวิ่งไปหลังร้านน้ำชาเถ้าแก่เ้าของร้านยังยืนช็อกทำอะไรไม่ถูก ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่ยังคงตกตะลึง เธอได้น้ำสะอาดมาถ้วยหนึ่งพร้อมเหล้าขาวที่หยิบติดมือมาด้วย เพราะเธอรู้วิธีฆ่าเชื้อแบบพื้นบ้านดีที่สุดในยุคนี้
“นี่ค่ะน้ำ... และนี่เหล้าขาว เอาไว้ล้างแผลนะซูฮวา”
ซูฮวาเงยหน้ามองเพื่อนด้วยความทึ่ง “เหล้าขาวเหรอ? เออจริงด้วย มันช่วยฆ่าเชื้อได้! เก่งมากเพ่ยหลิง”
ในขณะที่ซูฮวากำลังตั้งใจทำแผล ชายหนุ่มกลับจ้องมองเพ่ยหลิงไม่วางตา แววตาของเขาเปลี่ยนจากดุดันเป็ความฉงนสนเท่ห์ เด็กสาวชาวบ้านคนนี้ไม่เพียงแต่ใจกล้า แต่ยังมีความเยือกเย็นและไหวพริบอย่างประหลาด
“ทนเจ็บหน่อยนะคุณ” ซูฮวาเอ่ยเตือนก่อนจะราดเหล้าขาวลงบนแผล
ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเห็นสันกรามคมชัด ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีเสียงร้องหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว ความทรหดนี้ทำให้ซูฮวาถึงกับนับถือในใจ
“เรียบร้อยค่ะ ฉันพันแผลให้ชั่วคราวก่อนนะ แต่ทางที่ดีเราควรไปสถานีอนามัยเพื่อให้หมอเย็บแผลและฉีดยากันบาดทะยักด้วยนะคะ” ซูฮวาเอ่ยพลางผูกปมผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างประณีต!
