พวกหลินลั่วหรานพากันไปยังร้านอาหารเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวมหาวิทยาลัยมันคือร้านอาหารแห่งแมลงวันอย่างที่ใครๆ ต่างพากันเรียกหากว่าตัดเื่ของความสะอาดออกไป เหล่าร้านอาหารเล็กๆ ที่เปิดอยู่บริเวณรอบๆพื้นที่มหาวิทยาลัยต่างก็มีรสชาติที่ถูกปากมาก เนื่องจากพวกนักเรียนเป็พวกกินยากและช่างเลือกร้านอาหารที่จะสามารถอยู่ได้ต่างก็ต้องมีราคาถูกและรสชาติอร่อย
เนื้อผัดกระเทียม ผัดผักบุ้ง มันฝรั่งผัดไข่เค็ม ต้มแซ่บปลาผักดองเต้าหู้ผัดพริก สลัดหัวหมู และต้มผักกาดเต้าหู้ กับข้าวหกอย่างและซุปอีกหนึ่งชามรวมกับข้าวสวยอีกหนึ่งหม้อ คนโตทั้งสี่คนและเด็กอีกหนึ่งคนต่างก็กินกันได้อย่างพอดีและไม่สิ้นเปลือง
ส่วนเ้าจิ้งจอกน้อย มันจะกินเพียงแค่ของที่มีพลังอยู่ภายในไม่ว่าจะเป็ผักผลไม้หรือว่าพวกสมุนไพรขอเพียงแค่เป็ของที่หลินลั่วหรานนำออกมาจากพื้นที่ลึกลับก็เพียงพอ มันมักจะไปขโมยเอาผักในห้องครัวกลับไปซ่อนเอาไว้ในกระท่อมไม้ไผ่และแอบกินอย่างช้าๆ ในเวลากลางคืนที่ไร้ผู้คนตอนนี้พวกอาหารที่คนธรรมดาต่างก็บอกว่ามีรสชาติอร่อยเ้าจิ้งจอกน้อยนั้นไม่ได้สนใจจะมองเลยแม้แต่น้อยมันจัดการเอาผ้าของร้านอาหารปูลงไปบนเก้าอี้พลาสติก ก่อนที่จะนอนี้เีสางขนรออยู่บนนั้นทำเอาพวกนักศึกษาสาวที่กำลังกินข้าวอยู่ในร้านต่างก็ซุบซิบถึงความน่ารักของมันขึ้นมา
“อาจารย์ชี คุณอยู่ที่นั่นมาห้าหกวันแล้วนะครับเมื่อวานผมเจอแม่ของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยล่ะครับ แถมเธอยังบ่นคุณให้ผมฟังด้วยนะ!” เมื่อเหยียนเฟิงเห็นว่าอาจารย์ชีกำลังพูดคุยเกี่ยวกับข้อมูลเอกสารต่างๆที่พบเจอในถ้ำโบราณกับหรงตงหลิน จนดูเหมือนว่าจะลืมแม้กระทั่งเื่กินข้าวเขาก็พูดออกมาโดยที่ในปากยังคงคาบเต้าหู้เอาไว้
อาจารย์ชีวางตะเกียบในมือลง ก่อนจะส่ายหัวพร้อมกับพูดขึ้นมา “เหยียนเฟิง เธอน่าจะตั้งใจเรียนให้ได้แบบหรงตงหลินเสียบ้างนะ”
คำพูดของเขาทำเอาเหยียนเฟิงต้องแอบหันไปชักสีหน้าใส่หรงตงหลิน
ไม่รู้ว่าเป็เพราะหรงตงหลินเหนื่อยเกินไป หรือว่าจิตใจยังไม่ค่อยดีนักเขาถึงเอาแต่นั่งเงียบตักข้าวใส่ปาก และบางทีก็คอยตักกับข้าวให้ลั่วตงอยู่บ้าง
“อาจารย์ ฉันได้ยินมาว่าเพื่อนหรงมีความสามารถด้านฉุ่ยชูเหรอคะ?”
เมื่อทุกคนพากันทานอาหารไปกว่ายี่สิบนาทีก็เริ่มที่จะถึงจุดอิ่มตัวกันแล้ว ในระหว่างที่พนักงานกำลังเก็บโต๊ะหลินลั่วหรานก็ให้หลินลั่วตงไปจัดการจ่ายค่าอาหาร เธอเกรงว่าทุกคนจะรอจนเบื่อถึงได้เอ่ยถามขึ้นมา
เดิมทีแล้วนี่ก็เป็เพียงคำถามตามมารยาทเท่านั้นแต่ไม่คิดว่าอาจารย์ชีจะพยักหน้าพร้อมกับชมเชยขึ้นมา “เขาเชี่ยวชาญทางด้านนี้มากกว่าฉันเสียอีกเป็เมล็ดพันธุ์แห่งการศึกษาเื่นี้เมล็ดหนึ่งเลย”
เมื่อเห็นว่าคนที่เหลืออีกสามคนต่างก็กำลังมองมาที่ตัวเองหรงตงหลินจึงพูดอธิบายออกมา “พ่อของผมเป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้านฉุ่ยชูน่ะครับผมเลยได้เรียนมาบ้าง แต่ก็ยังต้องศึกษาอีกเยอะครับ!”
หลินลั่วตงถามต่อว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านฉุ่ยชูคืออะไรหลังจากที่หรงตงหลินอธิบายเรียบร้อยแล้วก็พูดเื่บันทึกซีกไม้ไผ่ที่พบในครั้งนี้กับอาจารย์ชีขึ้นมา
“ไม่รู้ว่าเ้าของสุสานแห่งนี้เป็ใครกันแน่นะครับพวกบันทึกซีกไม้ไผ่ต่างก็ถูกร้อยไปด้วยเส้นทอง และถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็อย่างดีเพียงแต่เนื้อหาด้านในดูไร้สาระเกินจริงไปหน่อย...”
ทุกคนต่างพากันขึ้นรถ อาจารย์ชีที่นั่งอยู่ที่ตรงกลางด้านหลังส่ายหน้าไปมาพร้อมกับแสดงท่าทางไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด “ไร้สาระเกินจริงเหรอ? ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ถูกแก้ให้กระจ่างในประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศจีนนั้นมีมากมายแล้วจะบอกว่ามันเป็ไร้สาระเกินจริงได้อย่างไร?”
หรงตงหลินเองก็รักในด้านนี้มาก เมื่อมีมุมมองที่แตกต่างกันเขาก็ไม่คิดจะดึงดันโต้แย้งกับอาจารย์ชี “ส่วนที่ใช้ฉุ่ยชูบันทึกเอาไว้ไม่ได้เกี่ยวกับพวกตำนานดังๆ อะไรพวกนั้นเลยครับแต่เป็เื่ที่ไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้...อย่างเช่นยาที่ช่วยต่อแขนให้กลับมาใช้ได้อีกครั้งหรือไม้วิเศษที่ใช้รวบรวมจิติญญาให้กลับคืนมาฟังดูเหมือนกับพวกสมุนไพรยาวิเศษที่อยู่ในนิยายเกี่ยวกับเทพนักดาบในอินเตอร์เน็ตไม่มีผิดแล้วมันจะไปมีอยู่ในโลกยุคราชวงศ์ฮั่นจริงๆ ได้เหรอครับ?”
อาจารย์ชีส่ายหน้าไปมา แสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่เห็นด้วยกับความคิดของหรงตงหลินเมื่อเหยียนเฟิงได้ยินเื่นิยายบนอินเทอร์เน็ตขึ้นมาในที่สุดเขาก็พบเจอจุดที่สามารถจะแทรกเข้าไปได้ และเขาก็เริ่มพูดเื่ที่ว่าบนโลกใบนี้มีพวกนักฝึกศาสตร์อยู่จริงหรือเปล่ากับหรงตงหลินขึ้นมา
การที่พวกเขาพูดถึงเื่นี้ขึ้นมาต่อหน้าของหลินลั่วหราน หากเป็ปกติแล้วเธอก็คงจะได้แต่ยิ้มเจื่อนออกมาแต่ในตอนนี้หลินลั่วหรานกลับฟังสิ่งที่เหยียนเฟิงและหรงตงหลินกำลังโต้แย้งกันอยู่ไม่รู้เื่เลยสักนิดความสนใจของเธอกำลังตกไปอยู่ที่ไม้วิเศษที่ใช้รวบรวมจิติญญาให้กลับมารวมกันอีกครั้งที่หรงตงหลินพูดถึงฟังดูแล้ว มันก็ดูเหมือนกับไม้รวมจิตเลยไม่ใช่เหรอ
หรือว่าในที่สุดฟ้า์ก็เห็นใจเธอขึ้นมาแล้ว?
ในใจของหลินลั่วหรานเต้นระรัวขึ้นมาไม่หยุดเธอรู้สึกว่าริมฝีปากของตัวเองเริ่มแห้งผากขึ้น
“ลั่วตง นายคิดว่าบนโลกนี้มีเทพนักดาบไหม?” สายตาของเหยียนเฟิงขยับเคลื่อนย้ายมาที่ร่างของหลินลั่วตงที่มีอายุน้อยที่สุดแทนเขากำลังพยายามจะหาผู้ร่วมทีมด้วยอยู่
หลินลั่วตงแอบลอบหันไปมองที่หลินลั่วหรานเล็กน้อยเขาจะอยากะโออกมาเหลือเกินว่าคนที่กำลังขับรถอยู่คนนี้นี่ไง
“แน่นอนว่ามีอยู่แล้วครับ!”
เหยียนเฟิงรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา ในขณะที่หรงตงหลินได้แต่โศกเศร้าหลินลั่วตงกำลังอยู่ใน่วัยที่เต็มไปด้วยความคิดจินตนาการ หากถามเื่นี้กับเขาแน่นอนว่าเขาก็ต้องเลือกอยู่ฝั่งเดียวกันกับเหยียนเฟิงอยู่แล้ว
เมื่ออาจารย์ชีเห็นว่าพวกเขากำลังโต้แย้งกันอย่างหนัก เขาก็ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
หลินลั่วหรานพยายามบังคับให้ตัวเองสงบนิ่งเอาไว้ก่อนที่จะทำเป็ถามขึ้นมาโดยไม่คิดอะไร “รุ่นน้องหรงนายบอกว่ามีไม้วิเศษรวบรวมจิตใจอะไรนะ ฟังดูน่าสนใจดีนี่ อาจารย์คะพวกบันทึกไม้ไผ่พูดถึงเื่พวกนี้เอาไว้บ้างหรือเปล่าคะ?”
“มันเป็สมบัติของประเทศดังนั้นตอนที่กำลังศึกษาก็ต้องระมัดระวังเป็อย่างมากก็เห็นแค่ว่ามีพวกไม้วิเศษอะไรพวกนั้นแต่ก็ยังมีบันทึกซีกไม้ไผ่อีกเป็กองที่รอให้จัดการ ความจริงจะเป็ยังไงฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
สมบัติของประเทศเหรอ?
หลินลั่วหรานเงียบไป เธอรู้สึกว่าความกล้าของเธอนั้นมันมีมากขึ้นเรื่อยๆก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินคำว่าสมบัติของประเทศ เธอก็คงจะกลัวจนหัวหดแต่ตอนนี้เธอกลับกำลังคิดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้พวกบันทึกไม้ไผ่เ่าั้มา...ขอเพียงแค่สามารถช่วยเป่าเจียได้จะให้เธอไปขโมยของจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็บันทึกไม้ไผ่ที่อยู่ในพื้นที่ของเจิงชื่อไม่ใช่เหรอ?
หลินลั่วหรานเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ เธอพาพวกอาจารย์ชีไปส่งที่บริเวณขุดค้นพร้อมทั้งขับรถกลับไปส่งเหยียนเฟิงที่หน้าประตูของมหาวิทยาลัยชู่ต้า ก่อนที่จะขับรถพาลั่วตงกลับมาที่บ้านโดยตลอดทางที่ผ่านมาเธอก็ไม่ได้หลุดความคิดเหล่านี้ออกมาเลย
แต่ว่าคนที่มีััว่องไวอย่างลั่วตงกลับรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวจากรอยยิ้มของพี่สาวเขารู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา...ดูเหมือนว่าเมื่อครั้งก่อนตอนที่ขายยาอยู่ที่บ้านพี่สาวของเขาก็ยิ้มขึ้นมาแบบนี้เหมือนกัน และผลลัพธ์ก็คือเธอสามารถแลกเปลี่ยนหยกมาได้เท่ากับูเาลูกเล็กๆ
เ้าจิ้งจอกน้อยที่นอนอยู่ในอ้อมอกของหลินลั่วหรานหาววอดออกมาด้วยความง่วง
ไม้วิเศษที่ใช้รวบรวมจิติญญาขึ้นมาได้อีกครั้งมันรู้สึกเหมือนกับว่าตอนเด็กๆ จะเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักที่ แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไรมันก็คิดไม่ออกเสียที ช่างเถอะ ยังไงผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้ถามมันแล้วทำไมจะต้องลำบากคิดย้อนกลับไปด้วยเ้าจิ้งจอกน้อยนอนหมอบอยู่บริเวณใต้เท้าของหลินลั่วหราน ก่อนที่มันจะนอนหลับใหลไป
วันต่อมาหลินลั่วหรานก็หาเจิงเทียนได้พบไม่ใช่ว่าเธอเข้าไปบุกห้องของเขาหรอกนะในตอนนี้เจิงเทียนเป็คนที่คอยควบคุมแผนการของบริษัทย่อยของเจิงชื่อในเมืองหรงเฉิงอยู่ดังนั้นหลินลั่วหรานจึงหาเบอร์โทรศัพท์ของเขาได้ไม่ยาก
เมื่อเสี่ยวเจิงได้ยินคำร้องของอาจารย์พี่หลิน เขาลังเลและตั้งตารอขึ้นมาในเวลาเดียวกันก่อนที่จะรีบออกมาหาหลินลั่วหรานในทันที เธอเชิญให้เขานั่งดื่มชาที่ใต้ต้นการบูรก่อนที่จะจัดการเล่าเื่ราวทั้งหมดออกมาให้เขาฟัง
ผู้เป็พ่อเพิ่งจะส่งเหล้าจากคฤหาสน์ที่ชิงเฉิงกลับมาพอดีเมื่อเห็นเจิงเทียนกำลังกลับเดินออกมาเขาก็เรียกให้เจิงเทียนเข้าไปดื่มเหล้ากับเขาเจิงเทียนเดาว่าในมือของคุณพ่อหลินคงจะเป็เหล้าวิเศษรสชาติดีที่เขาเคยลิ้มลองเมื่อครั้งก่อนแต่เขาก็ต้องบังคับใจปฏิเสธไป
แม้ว่าคำขอของอาจารย์พี่หลิน เมื่อคนธรรมดาฟังดูแล้ว จะดูเป็ไปได้ยากแต่ว่าหลังจากที่เจิงเทียนเดินออกมาจากประตูบ้านหลินเขาก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจออกมา
เดิมทีเขาก็ไม่ได้กลัวคำขอที่แปลกประหลาดอะไรอยู่แล้ว สิ่งที่เขากลัวก็คือการที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและอาจารย์พี่หลินจะเกิดรอยร้าวต่างหากอย่างไรเมื่ออาจารย์พี่หลินเปิดปากขอออกมาแล้วเขาก็จำเป็ที่จะต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้เพื่อที่จะแก้ไขความแคลงใจที่เฉาลี่หยางได้สร้างเอาไว้เมื่อครั้งก่อน...ฮ่าๆจะว่าไปแล้ว นี่ก็อาจจะเป็โชคดีในโชคร้ายของเขาก็ได้จะว่าไปที่พักของรุ่นพี่หลินในตัวเมืองนี้ จะมีนักฝึกศาสตร์เสียกี่คนที่เคยมา
เราจะไม่พูดถึงว่าเจิงเทียนนั้นกลับไปจัดการเื่นี้ด้วยความภาคภูมิใจถึงเพียงใด หลังจากที่เขากลับออกไปหลินลั่วหรานก็ดูเหมือนว่าจะลืมเื่ของบันทึกไม้ไผ่ในถ้ำโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นไปเสียจนสิ้นเธอบอกกับคนในบ้านเอาไว้ว่า เธอจะเก็บตัวสักพักพร้อมกับกลับเข้าไปในห้องใต้ดินอีกครั้ง
ตอนนี้เธอมีข้อมูลของไม้รวมจิตแล้ว และครั้งนี้เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องออกไปนานแค่ไหน เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว การทำเกราะป้องกันเป็เื่ที่จำเป็จะต้องเร่งเข้ามา
เธอมองไปยังเปลือกแมงป่องที่วางอยู่ที่พื้นของห้องใต้ดินรวมทั้งเหล่าวัตถุดิบต่างๆ ที่เธอได้เตรียมเอาไว้ หลินลั่วหรานกำหมัดเอาไว้แน่นสู้เขา หลินลั่วหราน!
